การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 480 งานเลี้ยงในวังหลวง (2) ความอนาถของต้วนอวี้หราน
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 480 งานเลี้ยงในวังหลวง (2) ความอนาถของต้วนอวี้หราน
แม่นมหนิงคนนี้เดิมเป็นคนของจวนติง เป็นแม่นมที่ท่านผู้เฒ่าติงฝึกฝนและปันมาเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นติงโหรว
หรือต้วนชิงหมิง แม่นมหนิงล้วนภักดีอยู่เสมอ ทว่าตั้งแต่เมื่อต้นเหมันต์ฤดูปีที่แล้ว สุขภาพของนางเริ่มทรุดโทรมลงไป
มาก ไม่เพียงไอกระเสาะกระแสะอยู่บ่อยครั้ง ยังเป็นโรคหอบหืดอีกด้วย จนต้วนชิงหมิงได้เชิญท่านหมอมารักษา และได้
ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะนางทำงานหนักเกินไปจึงเป็นเช่นนี้
แม้ต้วนชิงหมิงจะรู้ว่าแม่นมหนิงทำงานอย่างหนักมาโดยตลอดและไม่เคยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทว่าเรื่องในจวนต้
วนแม่นมหนิงก็สามารถดูแลจัดการได้ทุกอย่างแทนนางได้ ดังนั้นแม้จะอยากให้แม่นมหนิงได้พักก็คงเป็นไปได้ยาก
เดิมทีความหมายของต้วนชิงหมิงเพียงแค่ต้องการให้แม่นมหนิงใช้ช่วงเวลานี้ ไปพักผ่อนที่จวนติงสักระยะหนึ่ง
โดยทำตามคำแนะนำของท่านหมอให้นางได้กลับไปพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ว่าแม่นมหนิงยืนกรานที่จะกลับมาที่จวนต้วน
หลังฉลองวันตรุษจีนเสร็จสิ้น ซึ่งต้วนชิงหมิงไม่สามารถทำอะไรได้ นางจึงส่งจดหมายลับไปให้ท่านผู้เฒ่าติงช่วยรั้งแม่นม
หนิงเอาไว้ให้อยู่ที่นั่นอีกสักระยะหนึ่ง ทว่าตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนสองแล้ว แม่นมหนิงก็ยังไม่ได้กลับมาอีก
ที่ประตูเรือนด้านนอก เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมา ก็ได้แต่เงียบจนพูดไม่ออก
ความรู้สึกที่ต้วนชิงหมิงมีให้กับแม่นมหนิงล้วนเป็นที่รู้กันของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และชิวจวี๋ โดยเฉพาะชิวจวี๋เป็นบ่าวที่ได้
รับการฝึกฝนอบรมจากแม่นมหนิง ดังนั้นความรู้สึกที่มีต่อแม่นมหนิงจึงมากเป็นพิเศษ กล่าวได้ว่าสำหรับแม่นมหนิงผู้
จงรักภักดีและคอยปกปั้องเจ้านายอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงเคารพในหัวใจของนางยิ่งนัก
ส่วนชิวหนิงและเยวี่ยเจียนั้นได้เข้ามาอยู่ที่เรือนต้วนชิงหมิงช้าเสียไปเสียหน่อย ทว่าในสายตาของพวกนางก็รู้สึก
ว่าแม่นมหนิงคนนี้เป็นคนที่ใจดีมีเมตตาและสง่าผ่าเผย เดิมทีตอนที่แม่นมหนิงยังอยู่ที่เรือน พวกนางทั้งสองมักจะเกร็ง
ทำอะไรด้วยความระมัดระวังในทุกๆ เรื่อง ถึงตอนนี้แม่นมหนิงยังไม่กลับมา พวกนางกลับคิดถึงนางที่คอยอบรมสั่งสอน
อย่างตั้งใจเสียมิได้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินจากไปแล้ว เยวี่ยเจียและชิวหนิงก็เดินตามออกไป เหลือเพียงต้วนชิงหมิงเพียงผู้เดียว นางมอง
ไปที่หน้าต่างมองดูหิมะที่ตกโปรยปราย ปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระจนไม่รู้ว่าคิดไปไหนต่อไหนแล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไปจากเมืองหลวงนานหลายวันแล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของต้วนอวี้ ดังนั้นยังจะมี
เรื่องอะไรที่สำคัญไปกว่าเรื่องของสองคนนี้ไปได้อีก
ภัยพิบัติหิมะรอบนี้คงต้องรอให้พ้นเดือนสองไปเสียก่อนถึงจะดีขึ้นได้ ในเมืองหลวงเนื่องจากมีการโรยเกลือบน
ถนนหนทางที่มีหิมะจึงสามารถสัญจรไปมาได้ค่อนข้างราบรื่น ชาวบ้านที่ประสบภัยนี้ล้วนอาศัยการบรรเทาทุกข์จากราช
สำนักจึงสามารถรอดชีวิตผ่านมาได้ด้วยความยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นหิมะที่ตกหนักรอบนี้ กลับทำให้ผู้ประสบภัยต่าง
บ้านแตกสาแหรกขาดและพลัดถิ่นเป็นจำนวนไม่น้อย ได้ยินว่าวัดร้างทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยชาว
บ้านเร่ร่อน ทุกวันจะมีผู้คนหนาวตายและอดตายเป็นจำนวนมาก
สถานการณ์ในเมืองหลวงยังเป็นแบบนี้ แล้วสถานการณ์ของชาวบ้านที่อยู่ในเขตชานเมือง และชาวบ้านที่ประสบ
ภัยพิบัติที่อยู่นอกเมืองหลวงจะเป็นเช่นไร ไม่ต้องคิดก็พอจะเดาได้แล้ว
ว่ากันว่าท่ามกลางภัยพิบัติหิมะครั้งนี้ คนที่หนาวตายและอดตายมีจนนับไม่ถ้วน ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นจาก
ไปเพราะความหิวโหย จนมีบางคนยอมหั่นเนื้อศพออกมากินประทังชีวิต บางคนสังหารลูกชายลูกสาวเพื่อกินเนื้อเอา
ชีวิตรอด
ทว่าตอนนี้อากาศได้ปลอดโปร่งโล่งขึ้นแล้ว อุณหภูมิในอากาศก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นํ้าแข็งหิมะเริ่มละลาย ทว่า
สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้นอีกก็ได้ เพราะหลังจากภัยพิบัติจากหิมะในหลายเดือนมานี้ พืชผลเหล่านั้นต่างเย็นจนแข็งตาย
รวมทั้งฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง พืชผลยังไม่ทันงอกเงยได้ทัน คงเป็นช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปได้ยากที่สุดของปี ดังนั้น
สถานการณ์เช่นนี้จึงยากที่จะรับมือ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงสถานการณ์ภัยพิบัติของชาวบ้านที่ประสบภัยเท่านั้น แต่สำหรับเหล่า
ขุนนางผู้สูงศักดิ์นั้น ยังคงร้องรำทำเพลงกันทุกคํ่าคืนได้อย่างสำราญใจ ดูอย่างงานเลี้ยงขององค์หญิงจิ่นซิ่วที่กำลังจะจัด
ขึ้นอย่างใหญ่โตครั้งนี้ แม้จะเกิดภัยพิบัติคับขันเช่นนี้ก็ยังไม่แยแส
ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานนั่งรถม้ามาถึงประตูวังหลวง ได้เห็นรถม้าที่ห้อตะบึงตามหลังมาเร่งความเร็วและแซง
หน้ารถม้าของต้วนชิงหมิงเข้าประตูวังหลวงไป
รถม้าของต้วนชิงหมิงกระตุกอย่างแรง ล้อรถทั้งสองข้างลากกับพื้นเสียงดัง เสียงม้าร้องและรถม้าที่เกือบควํ่า โชค
ยังดีที่คนขับรถม้าของจวนต้วนได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เขาจับบังเหียนยาวโดยไม่ตื่นตระหนก จนรถม้ากลับมาอยู่
ในสภาพดังเดิม
รถม้าสั่นคลอนจนเกือบพลิกควํ่าลง ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานที่นั่งอยู่ในรถม้าต่างตกใจ ทว่าหากไม่ใช่ต้วนชิง
หมิงมือไวจับที่วางแขนด้านหนึ่งไว้แล้วละก็ เกรงว่ารถม้าที่โคลงเคลงไปมา อาจทำให้นางหกคะเมนตีลังกาไปมาหลาย
ตลบจนบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
มือของต้วนชิงหมิงนั้นรวดเร็ว ทว่ามือของต้วนอวี้หรานมิได้รวดเร็วเท่าต้วนชิงหมิง ร่างของนางจึงกลิ้งไปมา
ราวกับผลฟักทองกระแทกชนใส่พนักพิงด้านหลังของรถม้า แล้วล้มลงอย่างจัง
วันนี้ต้วนอวี้หรานตั้งใจแต่งตัวอย่างงดงามที่สุด เครื่องประดับทองคำบริสุทธิ์ประดับประดาเหลืองอร่าม ตกแต่ง
ด้วยไข่มุกราคาแพง ดูรกรุงรังเต็มหัวจนทำให้คนที่มองต่างเวียนหัวไปตามๆ กัน ในขณะที่ต้วนอวี้หรานล้มลง เครื่อง
ประดับทองคำและไข่มุกบนหัวของนางเหล่านั้นต่างตกกระจัดกระจายอยู่บนรถม้า สภาพตอนนี้แทบดูมิได้
บรรดาคุณหนูที่เข้าวังหลวงมานั้นไม่ได้รับอนุญาตให้พาบ่าวรับใช้ติดตามมาด้วย ดังนั้นไม่ว่าต้วนอวี้หรานจะพา
บ่าวรับใช้อย่างเยวี่ยหวามา หรือต้วนชิงหมิงที่พาชิวหนิงมาก็ตาม พวกนางก็ได้แต่เดินตามอยู่ด้านข้างของรถม้าติดๆ
และไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูรถม้าเข้าไปดู
เมื่อเห็นรถม้าโคลงเคลงไปมา บ่าวรับใช้ทั้งสองตกใจเป็นอย่างมาก เยวี่ยหวารีบไปที่ด้านหน้าของรถม้า ถามด้วย
ความตื่นตระหนก “คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณหนูทั้งสองเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
ชิวหนิงที่อยู่ด้านข้างถึงแม้จะตกใจอยู่มิน้อย แต่ด้วยอายุที่มากกว่าจึงเก็บอารมณ์ได้ดีกว่า ในเวลานี้ชิวหนิงก็ถาม
ตามขึ้นมา “คุณหนูไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ต้วนอวี้หรานโกรธมากจนนํ้าตาเกือบไหลออกมาแล้ว ขณะที่ต้วนชิงหมิงตอบกลับเรียบเฉยว่า “พวกข้าไม่
เป็นไร!”
‘ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ’ เยวี่ยหวากับชิวหนิงต่างมองตากัน พลางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความรู้สึก
โล่งใจ
ต้วนชิงหมิงก็ถอนหายใจเบาๆ ออกมาเช่นกัน นางมองต้วนอวี้หรานที่เนื้อตัวมอมแมมจนดูแทบไม่ได้ เอ่ยถามขึ้น
เบาๆ “น้องอวี้หรานไม่เป็นไรมากใช่หรือไม่?”
เดิมทีต้วนอวี้หรานรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ในเวลานี้นางเงยหน้าขึ้นมองเห็นใบหน้าของต้วนชิงหมิงที่ยังดู
สะอาด ไม่มีแม้แต่รอยยับบนเสื้อของนางแม้แต่จุดเดียว ทำให้นางเกิดไม่พอใจต้วนชิงหมิงเป็นที่สุด
หากต้วนอวี้หรานไม่มีความสุข นางมักจะแสดงออกมาโดยไม่เคยเก็บซ่อนเอาไว้ ดังนั้นนางจึงมองต้วนชิงหมิง
ตาขวางก่อนร้องตะโกนขึ้น “ข้ามีปัญหาแล้วจะทำไมกัน นี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการเห็นให้ข้าตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้
ไม่ใช่หรือ เพื่อเจ้าจะได้โอกาสได้หน้าตา?”
ต้วนอวี้หรานพูดด้วยนํ้าเสียงที่ค่อนข้างดัง คาดว่าผู้คนทั้งใกล้และไกลคงได้ยินอย่างชัดเจน ต้วนชิงหมิงจ้องไปที่ต้
วนอวี้หราน พูดอย่างแข็งกร้าวขึ้นมา “น้องอวี้หรานอยากให้ผู้คนรู้กันทั่วถึงนิสัยที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดของต้วนชิงหมิงเพียงประโยคเดียว ทำให้ต้วนอวี้หรานมองค้อนกลับมาอย่างแรงโดยไม่ตอบโต้อะไรกลับมา
เพราะถ้าต้วนอวี้หรานยังขืนกล้าโวยวายขึ้นมาอีก ทุกคนคงรู้นิสัยที่ยํ่าแย่ของต้วนอวี้หรานไปทั่วอย่างแน่นอน
ต้วนอวี้หรานไม่กล้าตะโกนเสียงดังต่อไปอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางยอมประนีประนอมกับเรื่องนี้ นาง
โน้มตัวไปหาต้วนชิงหมิงกัดฟันกรอดๆ “ต้วนชิงหมิง สิ่งที่พูดออกมาเมื่อครู่นี้ เจ้าจงใจใช่หรือไม่?”
จงใจอย่างนั้นหรือ?
ถ้าต้วนชิงหมิงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนล่วงหน้า นางคงไม่ขึ้นรถม้ามาด้วยกันแล้ว ปล่อยให้ต้วนอวี้หรานคลุ้มคลั่ง
อยู่คนเดียวเสียให้พอ
ต้วนชิงหมิงจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้หรานแรง สีหน้าเย็นชาและพูดเสียงตํ่าเตือนว่า “เจ้าฟังข้าให้ดี เมื่ออยู่ในจวน ไม่
ว่าเจ้าจะทำอะไรที่เกินเลยขนาดไหน ข้าก็ยอมเจ้าได้บ้าง แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ข้างนอก ถ้าเจ้ายังขืนทำอะไรให้จวนต้วน
ขายหน้า ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่หน้าตาเจ้าแล้วกัน!”
ต้วนอวี้หรานเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงเข้าเท่านั้น ก็ตกใจจนมิกล้าสู้สายตาของนั้นอีก
หลังจากที่คนขับรถม้าได้ควบคุมให้ม้าสงบลงแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาก็มีเหงื่อแตกไปทั้งตัว เพราะคุณหนูทั้งสอง
ที่อยู่ในรถม้าต่างสูงศักดิ์ทั้งคู่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วเกรงว่าหัวของเขาอาจหลุดออกจากบ่าได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ดังนั้นเวลานี้เขาไม่สนใจที่ไปคิดบัญชีกับคนที่มาชนรถม้า แต่คิดในใจเพียงว่าจะปลอบใจคุณหนูทั้งสองอย่างไรดี