การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 481 งานเลี้ยงในวังหลวง (3) ความคิดของหยางซือฉี
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 481 งานเลี้ยงในวังหลวง (3) ความคิดของหยางซือฉี
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง เป็นความผิดของบ่าวที่ทำให้คุณหนูทั้งสองต้องตกใจถึงเพียงนี้ขอรับ” คนขับรถม้าผู้นี้
ถือว่าเป็นคนฉลาด เขาโค้งคำนับพลางละลํ่าละลักกล่าวคำอยู่ด้านนอกรถม้า โดยใช้นํ้าเสียงที่อ่อนน้อมถ่อมตน ขอโทษต้
วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานผ่านทางหน้าต่าง
เป็นที่รู้กันอยู่ว่า คุณหนูใหญ่ผู้นี้เป็นคนพูดง่าย ต่อให้รถม้าชนจริงนางก็คงแค่ยิ้ม ไม่เอาเรื่องเอาความ แต่คุณหนู
รอง เป็นเจ้านายที่ไม่เคยยอมคน หากครั้งนี้ชนเกิดชนจนนางได้รับบาดเจ็บ ชีวิตเขาคงถึงฆาตเป็นแน่
ต้วนอวี้หรานโกรธจนควันออกหู แค่ตกใจอย่างนั้นหรือ? มันคือการลอบฆ่าชัดๆ เขาไม่เห็นใบหน้าของต้วนอวี้
หรานที่ตอนนี้มีรอยชํ้าเป็นวงกว้าง ทั้งบนหน้าผากและรอบดวงตา ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง
ดังนั้นทันทีที่ต้วนอวี้หรานได้ยินคนขับรถม้าขอโทษ นางจึงพยายามพยุงตัวขึ้นมาพร้อมกับขว้างสิ่งของออกมา
จากหน้าต่างตามมาด้วยคำด่าทอเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ
ต้วนชิงหมิงส่งสายตาดุดันไปที่ต้วนอวี้หราน นางดึงอีกฝั่ายให้นั่งลง กล่าวอย่างอ่อนโยน “สถานการณ์เมื่อครู่นี้
ทุกคนก็เห็นกันอยู่แล้ว มันเป็นอุบัติเหตุ เรื่องนี้เจ้าไม่ควรตำหนิเขา”
คนขับรถม้าฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะดีใจ ดีที่วันนี้คุณหนูใหญ่อยู่ด้วย ถ้าเป็นคุณหนูรองมาคนเดียวแล้วละก็ เกรงว่า
ชีวิตของเขาคงรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้า พร้อมขอบคุณอีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจ แล้วขับรถม้าไปอย่างระมัดระวัง
มากขึ้นกว่าเดิม
ครั้นมาถึง ตามกฎแล้วรถม้าของทุกจวนต้องหยุดและจอดไว้นอกประตูวังหลวง เหล่าคุณหนูสูงศักดิ์เมื่อกำลังย่าง
เท้าก้าวเข้าสู่วังหลวง จะมีเกี้ยวเข้ามารอรับไปส่งถึงตำหนักองค์หญิงจิ่นซิ่ว ดังนั้นเมื่อคนขับรถม้าขับไปข้างหน้า เขาจะ
ระมัดระวังรถม้าคันอื่นที่พยายามเข้ามาใกล้ เพื่อจะได้ส่งคุณหนูทั้งสองให้ถึงอย่างปลอดภัย
ทันทีที่รถม้าหยุดตรงจุดพื้นที่ที่เตรียมไว้ให้นอกประตูวังหลวง ต้วนชิงหมิงเปิดม่านออกดู เห็นหยางซือฉีกำลังมอง
มาที่รถม้าของตัวเองอย่างได้ใจ
ปรากฏว่ารถม้าที่จะชนรถม้าของจวนต้วน นั่นก็คือรถม้าของจวนติ้งกั๋วกงที่มีหยางซือฉีนั่งมานี่เอง ยิ่งไปกว่านั้น
นางยังแสดงท่าทางยั่วยุ หาเรื่องไม่จบไม่สิ้น
หยางซือฉีผู้นี้เกลียดต้วนชิงหมิงที่ชอบทำให้นางกลายเป็นคนผิดเสียทุกครั้งที่มีเรื่องกัน ดังนั้นนางจึงจงใจหมาย
จะชนรถม้าต้วนชิงหมิงบนถนน นางอยากรู้เสียจริงว่าต้วนชิงหมิงผู้นี้จะทำอย่างไรกับนาง
ดังนั้นหลังจากหยางซือฉีชนรถม้าของต้วนชิงหมิงแล้ว นางยังคงไม่ไปไหน เอาแต่รอดูต้วนชิงหมิงที่จะต้องตกอยู่
ในสภาพที่อเนจอนาถเดินออกมาจากข้างในรถม้า
รถม้าของจวนต้วนจอดอยู่ริมถนน ต้วนชิงหมิงสั่งให้เยวี่ยหวารีบช่วยต้วนอวี้หรานแต่งตัวใหม่ ส่วนนางพาชิวหนิง
เดินไปที่ประตูวังหลวง
ต้วนอวี้หรานเห็นผู้เป็นพี่สาวเดินไปก่อน นางก็ผลักเยวี่ยหวาออกไปทันที กัดฟันพูด “ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้วนชิงหมิงผู้
นี้อาฆาตแค้นข้า ดูอย่างตอนนี้สิ นางยังแย่งข้า รีบเข้าไปเอาหน้าเอาตาจนเนื้อตัวสั่นระริกไปหมด”
ต้วนอวี้หรานไม่เคยคิดดีสักครั้งเดียว เหตุใดต้วนชิงหมิงถึงจะต้องไปแย่งหน้าแย่งตานางด้วย
การที่รถม้ามาชนพวกนางนั้นไม่ใช่ความผิดของต้วนชิงหมิงสักหน่อย ทำให้นางหกล้มก็ไม่ใช่ต้วนชิงหมิง ทว่านาง
ยกเอาความผิดทั้งหมดให้ต้วนชิงหมิง ไม่ได้คิดแม้สักนิดว่าตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงท้ายเรื่อง มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอีกฝั่ายเลย
สักนิดเดียว
ในโลกนี้มักจะมีคนประเภทหนึ่งที่มักโทษสวรรค์โทษชะตา ไม่อย่างนั้นก็โทษคนอื่น แต่ไม่เคยพิจารณาตัวเองเลย
ว่าเคยทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ดังนั้นความผิดพลาดในครั้งนี้ย่อมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับต้วนอวี้หรานแม้แต่น้อย
เยวี่ยหวาถูกต้วนอวี้หรานผลักจนล้มลงไปอย่างแรงแต่ไม่กล้าส่งเสียง นางฝืนกัดริมฝีปากล่างไว้ รีบเข้าไปช่วยต้วน
อวี้หรานสางผมและเกล้าขึ้นมาใหม่อย่างประณีต นางจัดเสื้อผ้าอีกฝั่ายให้เรียบร้อยแล้วค่อยเดินลงจากรถม้าลงมา
ต้วนอวี้หรานเดินลงมายืนอยู่หน้ารถม้า พอเงยหน้าขึ้นพลันรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาทันที จนต้องยืนนิ่งสูดลมหายใจ
เข้าออกลึก อยู่หลายต่อหลายครั้ง
ใหญ่โต
ตระหง่าน
กว้างใหญ่
หลักแหลม
งดงาม
ทรงพลัง
สภาพอากาศนํ้าแข็งหิมะของเดือนสอง ที่มีแสงตะวันสาดแสงสีทองอร่ามตกกระทบบนพื้นนํ้าแข็งจนระยิบระยับ
ไปทั่ว เมื่อต้วนอวี้หรานมองดูก็พลันนึกว่าตัวนางขึ้นไปอยู่บนสรวงสวรรค์ที่งดงามแล้ว
“อ้า ยอดไปเลย……ช่างกว้างใหญ่อะไรเช่นนี้”
ต้วนอวี้หรานรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน นางมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงหน้าเพียงแวบเดียว ก็คิด
วางแผนในใจขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องซื้อใจองค์หญิงจิ่นซิ่วให้จงได้ เพื่อวันข้างหน้าจะสามารถเปลี่ยนฐานะตำแหน่ง
ที่เป็นอยู่ให้สูงขึ้นไปอีก
เมื่อมีความคิดนี้เกิดขึ้น ต้วนอวี้หรานรีบหันไปหยิบกระจกทองเหลืองเล็กๆ ที่อยู่ในกระเปั๋าเสื้อมาส่องไปส่องมา
พลางถามเยวี่ยหวาอย่างรีบร้อน “เยวี่ยหวา เจ้าช่วยข้าดูสิ เส้นผมของข้าสางเรียบร้อยแล้วหรือไม่? ปินมุกของข้าเสียบ
ได้ดีแล้วหรือยัง? เสื้อผ้าของข้า ไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหม?”
ต้วนอวี้หรานถามไปพลางก้มมองสำรวจตัวเองไป เยวี่ยหวารีบตอบกลับทันที
เมื่อต้วนอวี้หรานมั่นใจกับภาพลักษณ์ของนางแล้วว่าไม่มีปัญหา จึงก้าวเท้าไปยังประตูวังหลวง
เมื่อต้วนอวี้หรานเดินไปถึงหน้าประตูวังหลวง ต้วนชิงหมิงได้ส่งมอบบัตรเชิญไปแล้ว หลังจากองครักษ์เฝั้าประตู
วังตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ถึงได้อนุญาตให้ต้วนชิงหมิงเข้าไปได้ นางมองไปที่องครักษ์เฝั้าประตูแล้วกล่าวขอบคุณ
จากนั้นก็เดินเข้าด้านในวังหลวง
เดิมทีต้วนอวี้หรานมีนิสัยชอบทำอะไรตามอำเภอใจ จึงไม่รู้ว่าการเข้าวังหลวงนั้นมีกฎระเบียบเคร่งครัดอะไรบ้าง
ในใจนางคิดเพียงไม่สามารถให้ต้วนชิงหมิงแซงหน้า แย่งชื่อเสียงของนางได้ ฉะนั้นเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงก้าวเท้าเดินเข้าไป
ต้วนอวี้หรานก็รีบสาวเท้าเดินตามเข้าไปติดๆ
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานกำลังสาวเท้าตามไป นางก็โดน องครักษ์เฝั้าประตูคนนั้น ทำสีหน้าดุใส่พร้อมพูดเสียงเย็นชา
ว่า “หยุดเดี๋ยวนี้ ยังไม่ดูอีกหรือว่าที่นี่เป็นที่ไหน สงสัยเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตต่ออีกแล้วกระมัง?”
อย่ามองว่าปกติต้วนอวี้หรานนั้นอวดดีใจกล้า ทว่าภายในใจของนางกลับมีความกลัวอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้ทันทีที่
เห็นความเย็นชาขององครักษ์ที่เฝั้าประตูนั้น นางพลันหน้าซีดเซียว สติแตก พูดอํ้าอึ้งว่า “คือ……ข้า……ข้า
ทันทีที่องครักษ์เฝั้าประตูเห็นว่าต้วนอวี้หรานแม้จะพูดก็ยังพูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว จึงโกรธเป็นอย่างมาก เขาก้าว
ไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อดไม่ได้ที่จะต่อว่าต่อขานต้วนอวี้หรานอย่างโมโห “หากไม่มีบัตรเชิญ ก็ถอยออกไป”
ต้วนอวี้หรานถูกองครักษ์ทำให้ตกใจขวัญหนีดีฝั่อ พูดไม่ออก
ต้วนชิงหมิงที่เข้าประตูวังหลวงไปแล้ว เห็นใบหน้าที่อยากร้องไห้เสียเต็มประดาของต้วนอวี้หรานก็ได้แต่ถอน
หายใจยาวออกมา นางหันหลังกลับไปพร้อมส่งยิ้มหวานให้องครักษ์เฝั้าประตู “พี่ชาย ขอโทษที คนนี้เป็นน้องสาวลูกอนุ
ของข้าเอง เพราะนางไม่เคยได้ออกไปข้างนอกมากนัก อาจตกใจกับท่าทีที่ขึงขังของท่านไปบ้าง หวังว่าพี่ชายอย่าถือโทษ
โกรธเลย!”
เมื่อองครักษ์ได้ฟังคำตอบของต้วนชิงหมิง ใบหน้าของเขาค่อยผ่อนอารมณ์ลงเล็กน้อย หันไปตำหนิต้วนอวี้หรา
นอีกครั้ง “มีบัตรเชิญแล้วทำไมไม่นำออกมา? เจ้าไม่เห็นหรือคนยืนต่อแถวยาวเหยียดอยู่ข้างหลังเจ้า?”
ต้วนชิงหมิงส่งสายตาขอโทษขอโพยองครักษ์เป็นคำรบที่สอง อีกด้านหนึ่งรีบส่งสายตาให้ต้วนอวี้หรานหยิบบัตร
เชิญออกมา เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ล่าช้าไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นต้วนอวี้หรานก็เดินตามต้วนชิงหมิงเข้าวังหลวงไป
ตอนนี้ความตื่นเต้นทั้งหมดในใจของต้วนอวี้หรานพลันหายแวบไปหมดแล้ว
เป็นที่รู้กันทั่วว่าองครักษ์เฝั้าประตูวังหลวงนั้นมีอำนาจมาก เช่นนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วที่แม้จะรับมือยากขนาดไหน
นางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องประจบอีกฝั่ายให้ได้ วันนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องประจบองค์หญิงจิ่นซิ่วให้ทุกคนไม่กล้ามา
หือกับนางได้อีก
ต้วนอวี้หรานเพิ่งเดินไปได้เพียงสองก้าว จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากด้านหลังดังมา “โอ้โห นี่ไม่ใช่คุณหนู
ใหญ่ลูกภรรยาเอกจวนต้วนกับลูกสาวอนุอย่างนั้นหรือ? ทำไมยังแสดงละครรักใคร่กันอีกด้วยเล่า?”
เสียงนั้นทั้งหยิ่งยโสและแสลงหูอย่างมาก ถ้าตั้งใจฟังให้ดี ดูเหมือนว่าจะมีความเย้ยหยันเสียดสีแฝงอยู่ในคำพูด
ทุกคำ