การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 482 งานเลี้ยงในวังหลวง (4) เล่นงาน
นํ้าแข็งหิมะบนหลังคาของตำหนักต่างๆ ส่องกระทบแสงสีทองอร่ามจนระยิบระยับไปทั่วบริเวณ เมื่อรวมกับคำ
พูดที่แฝงด้วยความเย้ยหยันนั้น สายตาของคุณหนูทุกคนต่างจับจ้องมาที่ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หราน เสมือนว่าพวก
นางทั้งสองไปทำเรื่องอะไรที่ไม่สามารถเปิดเผยมาได้อย่างไรอย่างนั้น
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แค่ได้ฟังก็รู้แล้วว่าเป็นการยั่วยุ โดยไม่ปกปิดอะไรแม้แต่น้อย
ต้วนอวี้หรานฟังแล้วขมวดคิ้วทันที เงยหน้าหันหลังกลับไปจะพูด เห็นหยางซือฉีกำลังมองมาพร้อมกับแสยะยิ้ม
มาที่นางและต้วนชิงหมิง
วันนี้หยางซือฉีแต่งตัวด้วยกระโปรงตาข่ายสีเหลือง สวมเสื้อที่ทำจากผ้าฝั้ายสีนํ้าตาลอ่อนสวยงามวิจิตร ด้านนอก
สวมเสื้อคลุมสีม่วงอ่อนทำให้นางดูหรูหรา สูงส่ง งดงามเกินต้านทาน ในขณะที่นางหยุดฝีเท้าลง แล้วยืนอยู่ที่ตรงนั้น ลม
หนาวได้พัดให้ชายเสื้อของนางพลิ้วไหวไปตามลม เผยให้เห็นแขนเสื้อด้านในที่ปักรูปมวลบุปผาอยู่ด้านใน
เมื่อมองไปที่การแต่งหน้าของหยางซือฉีดูแล้วประณีตอยู่มิน้อย เส้นผมสีดำขลับของนางถูกรวบม้วนเก็บเป็นทรง
พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว แล้วใช้ปินปักหยกสองสามชิ้นเสียบไว้ ยังมีเครื่องประดับเพชรรูปดอกไม้ ต่างหูพู่เงินห้อยระย้า ข้อ
มือคือหยกสีนํ้าเงินชั้นเลิศ ละม้ายนางฟั้าจุติลงมาเกิดก็มิปาน
หยางซือฉียืนอยู่หน้าเกี้ยวออกไปไม่ไกล มือข้างหนึ่งจับกระโปรงยกขึ้น ใบหน้าขาวเรียบเนียนดุจหิมะบริสุทธิ์
ดึงดูดสายตาของผู้คนให้จับจ้องอยู่ได้
เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่น่าพอใจของต้วนอวี้หราน หยางซือฉีก็หรี่ตายั่วเย้า ราวกับว่าจะหาเรื่องให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ดวงตาโตคู่นั้นของหยางซือฉี มองไปมองมาระหว่างต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หราน จนสุดท้ายสายตาของนางก็ไป
หยุดอยู่ที่ใบหน้าของต้วนอวี้หรานผู้ไม่พ่ายแพ้ใคร หยางซือฉีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “คุณหนูรองต้วน ปกติเก่งมาก
เลยมิใช่หรอกหรือ? เหตุใดวันนี้เข้าวังมาถึงได้ทำเหมือนไม่รู้เรื่องกฎระเบียบเลยเล่า?”
หยางซือฉีผู้นี้พูดได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับองค์หญิงจิ่นซิ่วมาบ้าง ด้วยเหตุนี้นางจึงเข้าออกวังหลวงอยู่บ่อยครั้ง
และเข้าใจกฎระเบียบก่อนเข้าประตูวังหลวงเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดอะไรแน่นอน
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานเห็นการยั่วยุของหยางซือฉี นางก็เดือดดาลขึ้นมาทันที สืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กำลังจะ
อ้าปากตะโกนใส่อีกฝั่าย ทันใดนั้น สายตาและมือไม้ที่ว่องไวของต้วนชิงหมิงก็ดึงต้วนอวี้หรานเอาไว้……ไม่! ต้วนชิงหมิง
ไม่ต้องการเห็นต้วนอวี้หรานขายหน้า เพราะอย่างน้อยพวกนางก็เป็นพี่น้องกัน แม้เวลาอยู่ในจวนต้วนทั้งสองคนจะมีเล่น
งานกันบ้าง แต่เมื่อออกจากจวนต้วนมาแล้ว พวกนางทั้งสองต้องร่วมใจช่วยกันเล่นงานศัตรูข้างนอกด้วยกัน
ต้วนชิงหมิงก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว จงใจขวางหน้าต้วนอวี้หราน นางมองไปหยางซือฉีที่มีรอยยิ้มบนใบหน้า
เหมือนดูจะใจกว้างแต่แฝงด้วยความเหี้ยมโหดไว้ภายใน
“คำพูดของคุณหนูหยางไม่ถูกต้องเสียทีเดียว พวกเราสองพี่น้องรู้ดีว่า ตอนนี้อยู่ในวังหลวงต้องระมัดระวังคำพูด
และการกระทำ ไม่เหมือนคนบางคนไม่เพียงไร้ระเบียบ แต่ยังกล้าทำอะไรตามอำเภอใจอีก ขนาดอยู่หน้าประตูวังหลวง
ยังกล้าชนรถม้าของผู้อื่น เพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่จอดรถม้าอีก”
หยางซือฉีถูกคำพูดของต้วนชิงหมิงจี้ใจดำจนเกือบเป็นลมล้มพับลงไป
นางก็แค่แย่งที่ของต้วนชิงหมิงก็แค่นั้น ทำไมต้องถูกต้วนชิงหมิงต่อว่า ว่าทำอะไรตามอำเภอใจด้วย นางเพียงแค่
แย่ง ทำไมถึงได้กลายเป็นว่าหยางซือฉีอาละวาด แย่งชิงตำแหน่งที่จอดรถม้าหน้าด้านๆ ไปได้
พูดได้ว่าต้วนชิงหมิงต้องการใส่ร้ายปั้ายสีนาง และยังเป็นการใส่ร้ายในที่โจ่งแจ้ง
ทว่าต่อให้ต้วนชิงหมิงจะใส่ร้ายนางอย่างไร ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้านางไม่โต้กลับก็จะกลายเป็นยิ่งตอกยํ้าคำ
พูดของต้วนชิงหมิงว่าเป็นจริง ถึงตอนนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรนางก็จะเป็นคนผิดทั้งหมด
เมื่อต้วนอวี้หรานเห็นหยางซือฉีไปไม่ถูก นางก็มีความสุขขึ้นมาทันที หันพูดกับอีกฝั่าย “อะไรกัน โดนพี่สาวของ
ข้าสั่งสอนไปครู่เดียว เจ้าถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยหรือ? ข้ารู้ดีว่า มีบางคนภายนอกทำเป็นแข็งแกร่ง แต่ข้างในกลับอ่อน
ปวกเปียก”
คำพูดของเด็กสาวเสียดสีถากถางเป็นที่สุด ใบหน้าของหยางซือฉีถอดสีไปทันที นางไม่พูดพรํ่าทำเพลงปรี่เข้าไป
หาต้วนอวี้หราน ยกมือขึ้นหมายจะตบหน้าของอีกฝั่าย “เจ้าก็แค่ลูกอนุ มีสิทธิ์อะไรกล้ามาต่อว่าข้าแบบนี้?”
ทว่ามือของหยางซือฉีกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เพราะถูกใครบางคนจับไว้ เมื่อนางมองไปก็ต้องประหลาดใจ
ที่เห็นดวงตาเยือกเย็นของต้วนชิงหมิง จ้องมองอย่างหมายจะกินเลือดกินเนื้อ
ต้วนชิงหมิงบีบข้อมือหยางซือฉีไว้แน่น กล่าวอย่างเย็นชา “คุณหนูหยางคงยอมรับกับคำพูดของน้องสาวข้าใช่
หรือไม่? มิอย่างนั้นเหตุใดจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคำพูดของเด็กที่ยังไม่ประสีประสาด้วยเล่า?”
หยางซือฉีสะบัดข้อมือออกจากการจับของต้วนชิงหมิง ปรายตามองไปที่อีกฝั่ายด้วยความไม่พอใจ กล่าวอย่าง
เกลียดชัง “ต้วนชิงหมิง เจ้าไม่ต้องแกล้งทำเป็นคนดีไปหน่อยเลย เจ้าไม่ใช่คนที่เกลียดต้วนอวี้หรานจะตายหรอกหรือ?
ทำไมตอนนี้ถึงช่วยนาง……เชอะ ข้าเป็นถึงบุตรสาวคนโตของจวนติ้งกั๋วกง มีเกียรติและชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้า มีหรือจะทน
ให้ลูกอนุชั้นตํ่ามาชี้นิ้วด่าได้?”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่หยางซือฉีด้วยสายตาเยาะเย้ยถากถาง “ความสัมพันธ์ของข้ากับน้องสาวข้าดีมาก ไม่เหมือน
ที่คุณหนูหยางกล่าวเลยสักนิด” นางหยุดเว้นจังหวะแล้วกล่าวต่อไป “เพียงแต่คุณหนูหยาง เดี๋ยวประโยคหนึ่งก็ว่าลูกอนุ
เดี๋ยวประโยคหนึ่งก็ว่าชั้นตํ่า ขอถามหน่อยเถอะ นี่คือสิ่งที่จวนติ้งกั๋วกงสอนให้ลูกภรรยาเอก ดูถูกลูกอนุว่าไร้ค่า ดูแคลน
ความเป็นพี่น้องว่าไร้ค่าอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดของต้วนชิงหมิงนั้นคมกริบและเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส จนหยางซือฉีหน้าชาจนซีดขาวไปหมด
ทว่าระหว่างทางเดินเข้าประตูวังหลวง มีคุณหนูสูงศักดิ์หลายท่านเดินตามหลังต้วนอวี้หรานเข้ามาในวังหลวงด้วย
พวกนางได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิงเต็มทั้งสองรูหู พวกนางต่างรู้สึกขยะแขยงหยางซือฉีที่หยิ่งยโสไม่เห็นหัวผู้ใดมากขึ้น
กว่าเมื่อก่อน
ถึงแม้คุณหนูเหล่านี้จะดูถูกดูแคลนการกระทำของหยางซือฉี กลับไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับนาง เวลานี้พวกนางจึงได้
แต่มองดูฉากละครระหว่างต้วนชิงหมิงกับหยางซือฉีอย่างตื่นตาตื่นใจ
หยางซือฉีกระทืบเท้าด้วยความโมโห กัดฟันพูดใส่หน้าต้วนชิงหมิง “ต้วนชิงหมิง อย่าเสแสร้งไปหน่อยเลย ข้ารู้
มานานแล้วว่าเจ้าถูกแม่ของต้วนอวี้หรานกดขี่อยู่ การใช้ชีวิตในจวนต้วนก็อัตคัดลำบากมิใช่น้อย ข้าแค่อยากช่วยเจ้า
ระบายอารมณ์เสียหน่อย แต่คาดคิดไม่ถึงว่าเจ้าไม่รับนํ้าใจ มิหนำซํ้ายังร่วมมือกับต้วนอวี้หรานมาเล่นงานข้าอีก”
ในใจของหยางซือฉีไม่พอใจเป็นที่สุด คำพูดของต้วนชิงหมิงช่างมีนํ้าหนักอะไรถึงเพียงนี้ ยิ่งนางแก้ตัวก็ยิ่งเลวร้าย
มากขึ้นเท่านั้น แต่หากนางไม่แก้ตัวก็เหมือนยอมรับว่านางกลัวอีกฝั่าย
หยางซือฉีไม่กลัวต้วนชิงหมิงแต่อย่างใด ทว่าก่อนหน้านี้เคยได้ปะทะกับต้วนชิงหมิงมาบ้างจึงรู้ความร้ายกาจของ
อีกฝั่าย ดังนั้นนางจึงให้คนขับรถม้าไปแย่งที่และกระแทกใส่รถม้าของต้วนชิงหมิงแทน
ต้วนชิงหมิงมองหยางซือฉี ก่อนคลี่ยิ้มออกมา “อย่างที่ข้าเพิ่งพูดไป ความสัมพันธ์ของข้ากับน้องสาวข้าดีมาก ใน
จวนต้วนพวกเราไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาว ดังนั้นข้าคงไม่รบกวนให้คุณหนูหยางยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในจวนต้วนของข้าหรอก”
หยางซือฉีฟังแล้วเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟอยากเข้าไปจัดการต้วนชิงหมิงประเดี๋ยวนี้
ต้วนชิงหมิงผู้นี้ช่างกล้าดีอย่างไร ถึงกล้ามาทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้!
หยางซือฉีมองต้วนชิงหมิงด้วยความเกลียดชัง สายตานั้นมองดูด้วยความโกรธแค้นชิงชังเข้ากระดูกดำ จนอยาก
ให้ต้วนชิงหมิงหายวับไปจากโลกนี้