การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 483 งานเลี้ยงในวังหลวง (5) ความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาด
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 483 งานเลี้ยงในวังหลวง (5) ความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาด
หยางซือฉีรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก ที่ต้วนชิงหมิงใช้โอกาสนี้ต่อว่านางอย่างสาดเสียเทเสียต่อหน้าคนอื่น “ต้วน
ชิงหมิง เจ้าคอยดูไปแล้วกัน ว่าคนที่ล่วงเกินข้านั้นจะมีจุดจบเป็นแบบเช่นไร!”
ต้วนชิงหมิงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน ราวกับคำพูดของหยางซือฉีไม่มีผลต่อนางแม้แต่น้อย นางหมุนตัวเดินกลับไป
พร้อมยกยิ้มมุมปาก พูดอย่างไร้ความรู้สึก “ข้าก็แค่พูดตามความจริงเท่านั้น หากคุณหนูหยางคิดว่านี่เป็นการล่วงเกิน
เช่นนั้นข้าต้องขอโทษด้วยแล้วกัน บัดนี้พวกเราสองพี่น้องจะไปแล้ว รบกวนคุณหนูหยางหลีกทางให้ด้วย”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงพูดจบก็จับมือต้วนอวี้หรานเดินจากไป ไม่รอคำตอบของหยางซือฉี จนบรรดาคุณหนูที่ยืนดู
อย่างใจจดใจจ่อ บ้างก็นับถือหัวใจที่กล้าหาญ บ้างก็มองด้วยความรู้สึกกังวลไปที่ต้วนชิงหมิง
บรรดาคุณหนูที่เคยรู้จักมักจี่กับหยางซือฉี ล้วนเข้าใจนิสัยใจคอที่ยโสโอหังของนางเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่ต้องพูด
ออกมาทุกคนก็เป็นห่วงต้วนชิงหมิง ด้วยรู้ว่าหยางซือฉีไม่มีทางยอมเลิกราอย่างแน่นอน
แต่ก็มีคุณหนูบางคนที่สนิทชิดเชื้อกับนาง เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงล่วงเกินเพื่อนของนาง ต่างก็ไม่พอใจขึ้นมาและคิด
ว่าจะหาโอกาสเล่นงานต้วนชิงหมิงคืน สรุปแล้วคุณหนูที่ยืนมองดูเหตุการณ์ต่างมีความคิดไปต่างๆ นานากัน เพียงแค่ไม่
พูดออกมาเท่านั้นเอง
ต้วนอวี้หรานที่ถูกหยางซือฉีเล่นงานรู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก ทว่ากลับรู้สึกไปไม่ถูกเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเข้ามาช่วยเอา
ไว้ ในเมื่อต้วนชิงหมิงช่วยลากนางออกมาจากตรงนั้น นางก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี แต่ในขณะที่กำลังเดินผ่านหยางซือ
ฉีก็เห็นสายตาเคียดแค้นกำลังจ้องมองมาที่สองคนพี่น้อง
ต้วนชิงหมิงเดินจากไปโดยทิ้งความอัปยศไว้ให้หยางซือฉี นางกำมือตบไปที่เงาของต้วนชิงหมิงและกรีดร้องออก
มา “ต้วนชิงหมิงคอยดูต่อไปแล้วกัน ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจกับสิ่งที่ทำกับข้าในวันนี้!”
เจ้าจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
นางจะเอาคืนให้เป็นร้อยเท่าพันทวี ให้ต้วนชิงหมิงได้รู้ว่าการล่วงเกินนางถือเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์
เสียงกรีดร้องของหยางซือฉีดึงดูดความสนใจจากทุกสายตาให้ต่างจับจ้องมา แต่ต้วนชิงหมิงกลับทำเป็นไม่แยแส
และเดินต่อไปข้างหน้าไม่สนใจหันหลังกลับมามองแม้แต่หางตา
อันที่จริงหยางซือฉีกับต้วนชิงหมิงเคยเจอกันมาหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งที่เจอก็ต้องจากกันโดยที่มีฝั่ายใดฝั่าย
หนึ่งไม่พอใจเสมอ จนถึงตอนนี้นางยังคงพูดอย่างเอาเป็นเอาตายกับต้วนชิงหมิง ดูแล้วช่างน่าขันสิ้นดีเพราะนี่ไม่ใช่ครั้ง
แรกที่นางพูดออกมา
ในโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ยังมีคนบางจำพวกที่เมื่อถูกขัดใจ มักจะคิดว่าทุกคนล้วนติดค้างนาง แต่สิ่งที่คนพวกนี้ไม่รู้
คือ หากยังไม่ฉีกความคิดเหล่านี้ออกไป คงไม่มีทางที่จะยอมรับสิ่งแตกต่าง และทำได้เพียงจมปลักกับตัวเอง
ตอนนี้หยางซือฉียังคิดหาทางออกจากกรอบความคิดที่คับแคบนั้นไม่ได้ ฉะนั้นนางไม่มีทางทำตามกฎระเบียบ
ต่างๆ ที่คนอื่นตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน
ประตูวังหลวงได้ปัดกวาดจนไม่เหลือหิมะอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย จะเหลือก็เพียงหิมะนํ้าแข็งที่จับตัวเป็นชั้นเกาะอยู่
บนหลังคาเท่านั้น
บนหลังคาทุกหลังในวังหลวงต่างมีหิมะจับตัวเป็นนํ้าแข็งเกาะติดไว้แน่น ราวกับกำลังรอต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่
กำลังคืบคลานเข้ามาในไม่ช้านี้
ในเวลานี้พื้นพสุธาเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนบริสุทธิ์ตัดกับนภากาศสีฟั้าคราม ดูแล้วช่างลงตัวและงดงามยิ่งนัก
สายลมหนาวได้พัดผ่านปะทะใบหน้าของต้วนชิงหมิงจนรู้สึกเหน็บหนาวสะท้านไปหมด แม้ว่าในมือจะถือโส่วหลู
ให้ความอบอุ่นในมือ แต่ปลายนิ้วก็ยังรู้สึกชาจากสภาพอากาศ… หลังจากที่ลากตัวต้วนอวี้หรานมาถึงเกี้ยวได้แล้ว ทั้ง
สองคนต่างแยกนั่งเกี้ยวเพื่อเตรียมตัวไปตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
วันนี้ยังไม่ทันได้นั่งเกี้ยวเข้าไปด้านใน กลับเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทนี้ขึ้นแล้ว สำหรับต้วนชิงหมิงย่อมสร้างความไม่
อภิรมย์ใจขึ้นมาบ้าง แต่นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เห็นทีหลังจากที่ถึงตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว คงต้องเตรียม
รับมือกับสงครามครั้งใหญ่ที่รออยู่เป็นแน่
เฮ้อ! โบราณกล่าวว่า ‘ไม่กลัวศัตรูที่เก่งกาจ แต่กลัวมีลูกน้องที่โง่เขลาต่างหาก!’ เห็นทีต้วนอวี้หรานจะเป็นลูก
น้องที่โง่เขลาเสียกระมัง
เกี้ยวที่มีขันทีเปิดม่านรอบรรดาคุณหนูเข้าไปนั่งนั้น ต่างได้รับการฝึกฝนการยก การก้าวเดินอย่างนิ่มนวล เพื่อให้
คนที่นั่งอยู่ด้านในรู้สึกสบายกายในขณะที่นั่ง
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ต้วนอวี้หรานมองไปที่ต้วนชิงหมิง พร้อมกับถูกมือไปมาด้วย
ความรู้สึกทำตัวไม่ถูก ราวกับในใจทั้งอยากต่อว่าต้วนชิงหมิงและรู้สึกผิดที่สร้างเรื่องกับหยางซือฉีเมื่อครู่
ต้วนชิงหมิงไม่ได้มองต้วนอวี้หรานกลับ เพียงแต่หยิบผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมาเช็ดมือไปมา ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“อวี้หรานเจ้าอย่าเข้าใจผิดไป ข้าไม่ได้ตั้งใจช่วยเจ้าจากใจจริง ข้าเห็นแก่ที่เราอยู่ในจวนต้วนด้วยกัน ถ้าเกิดได้รับเรื่องดีก็
ต่างได้รับไปด้วยกัน ถ้าได้รับเรื่องร้ายก็ต่างได้รับไปด้วยกัน ฉะนั้นข้าไม่อยากให้หน้าตาของจวนต้วนต้องเสื่อมเสียไป
เพราะเจ้าต่างหาก”
ต้วนอวี้หรานได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง สะบัดหน้าไปอีกทางพูดอะไรไม่ออก
เดิมทีนางรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงช่วยนางไว้ อยากจะพูดขอบคุณออกมา แต่เมื่อได้ยินที่อีกฝั่ายพูด
ประโยคนี้ออกมา ความตั้งใจดีของต้วนอวี้หรานถือเป็นอันจบกัน
ต้วนอวี้หรานกัดฟันกรอดๆ พูดด้วยความชิงชัง “ต้วนชิงหมิง เจ้าอย่ามาเสียใจภายหลังกับสิ่งที่พูดกับข้าแล้ว
กัน!”
“ข้าไม่มีทางเสียใจกับสิ่งที่พูดออกไปหรอก ข้าหวังเพียงเจ้าจะไม่ไปทำเรื่องให้เสื่อมเสียหน้าตาจวนต้วน ให้คนอื่น
มาหัวเราะเยาะเอาได้ก็พอใจแล้ว” ต้วนชิงหมิงลืมตาตอบเสียงนิ่ง
“เจ้าวางใจได้ ข้าไม่มีทางทำให้เจ้าผิดหวังอย่างแน่นอน!”
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” ต้วนชิงหมิงยู่ปากพร้อมกับยิ้มเย้ยออกมา
ต้วนอวี้หรานได้แต่กัดฟันแน่นขึ้นไปด้วยความขัดเคืองเป็นที่สุด
หยางซือฉีที่ถูกต้วนชิงหมิงต่อปากต่อคำ จนสู้ไม่ไหวแทบกระอักเลือดออกมานั้น เวลานี้เมื่อต้วนชิงหมิงจากไป
แล้ว นางได้แต่ระบายอารมณ์ความเคียดแค้นนี้ ให้กับคุณหนูที่ยืนมองดูอยู่โดยรอบ ตวาดเสียงดังลั่น “พวกเจ้าดูอะไรกัน
แยกย้ายกันไปให้หมด!”
บรรดาคุณหนูที่ล้อมดูเหตุการณ์เมื่อครู่ ต่างรีบแยกย้ายไปโดยไม่ส่งเสียงใด
เนื่องจากทุกคนรู้ดีว่าหยางซือฉีผู้นี้ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด แต่เมื่อครู่ที่ต้วนชิงหมิงทำให้นางโกรธจนลมออกหูก็
เท่ากับเป็นการจุดเชื้อเพลิงความโกรธแค้นขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงไม่อยากพลอยซวยไปด้วย
พอบรรดาคุณหนูต่างแยกย้ายไปกันแล้ว หยางซือฉีค่อยจับกระโปรงเดินขึ้นเกี้ยวไปอย่างไม่สบอารมณ์ และมุ่ง
หน้าไปที่ตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
วันนี้บรรดาคุณหนูจำนวนมากมายต่างทยอยกันนั่งเกี้ยวไปที่ตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่วกันทั้งนั้น
ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้หรานเดินลงจากเกี้ยว พร้อมๆ กับคุณหนูคนอื่นที่ต่างลงจากเกี้ยวมาด้วยเช่นกัน
ด้วยความโกรธที่ต้วนอวี้หรานมีต่อคำพูดของต้วนชิงหมิงเมื่อครู่ นางรีบเดินลงจากเกี้ยวอย่างรวดเร็ว เข้าไปใน
ตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว โดยไม่หันหลังกลับมามองต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับไม่รีบร้อน นางเดินลงเกี้ยวอย่างเชื่องช้า หันไปขอบคุณขันทีทั้งสองพร้อมกับให้เงินไปคนละ
เล็กคนละน้อย จากนั้นค่อยเดินเข้าไปในตำหนัก
เมื่อต้วนชิงหมิงเดินก้าวขึ้นไปเพียงสองก้าวเท่านั้น องค์หญิงจิ่นซิ่วที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงามได้เดินยิ้มออก
มาอย่างช้าๆ ข้างกายขององค์หญิงจิ่นซิ่วข้างหนึ่งเป็นหยางซือฉีที่มาถึงก่อน ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นหญิงแปลกหน้า ทั้งสาม
คนต่างพูดคุยไปพลาง หัวเราะไปพลาง เดินตรงดิ่งไปที่ต้วนอวี้หราน
วันนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วแต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างเต็มที่ ด้านบนสวมเสื้อที่ทำจากผ้าฝั้ายปักร้อยลวดลายอย่าง
บรรจงด้วยด้ายสะท้อนแสง ด้านล่างสวมกระโปรงสีเขียวมรกต ด้านนอกเป็นเสื้อคลุมที่ตัดเย็บอย่างประณีตและสะท้อน
แสงระยิบระยับไปมา เมื่อต้วนอวี้หรานได้เห็น ดวงตาทั้งสองข้างต่างลุกเป็นประกายขึ้นมา