การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 484 งานเลี้ยงในวังหลวง (6) ยอมรับผิด
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 484 งานเลี้ยงในวังหลวง (6) ยอมรับผิด
ชายเสื้อคลุมขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้ลากยาวไปบนพื้นที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ภาพนั้นให้ความรู้สึกเหมือน
องค์หญิงเป็นนกกระเรียนที่สูงส่ง โบยบินลงมาย่างกรายบนพื้นพสุธาในใต้หล้า
คุณหนูที่อยู่โดยรอบทั้งจตุรทิศรวมถึงนางกำนัลในวังหลวง ต่างจับจ้องมองมาที่องค์หญิงจิ่นซิ่วอย่างไม่ละสายตา
ไม่เว้นแม้กระทั่งต้วนอวี้หราน ในชีวิตของนางยังไม่เคยพบเจอผู้ใดที่งดงามได้ถึงเพียงนี้ ทำให้นางตกตะลึงจน
บอกไม่ถูก
ภายใต้อากาศที่หนาวเหน็บและไม่มีสิ่งใดดึงดูดสายตาไปได้มากกว่านี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วจับมือของหยางซือฉีและ
หญิงแปลกหน้าอีกคนหนึ่งเดินมาด้วยกัน
ทุกอย่างก้าวขององค์หญิงจิ่นซิ่วเหมือนมีมนต์สะกดต้วนอวี้หรานจนหายใจแทบไม่ออก
ระหว่างองค์หญิงจิ่นซิ่วเดินผ่านมา บรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์แสดงความเคารพองค์หญิงอย่างไม่ขาดสาย องค์หญิง
จิ่นซิ่วพยักหน้ารับไปตลอดทาง พลางจ้องมองไปที่ต้วนอวี้หรานอยู่อย่างนั้น
ต้วนอวี้หรานเห็นเช่นนั้นก็ดีใจจนแทบเสียสติ นางรีบเดินเข้าไปหาองค์หญิงจิ่นซิ่วหวังจะตีสนิท แต่องค์หญิงจิ่นซิ่
วกลับไม่ได้ชายตามองต้วนอวี้หรานแม้แต่น้อย กลับหันไปหัวเราะอย่างสนุกสนานกับสองสาวที่อยู่ด้านข้าง
องค์หญิงจิ่นซิ่วมิได้สนใจต้วนอวี้หรานเลยแม้แต่น้อย เพราะองค์หญิงต้องทักทายแขกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยัง
ต้องห่วงท่าทางการเดินให้ดูสูงส่งและสง่างาม ฉะนั้นต่อให้สายตาขององค์หญิงมองมาที่ต้วนอวี้หรานจริง ก็คงมิสามารถ
จำใบหน้าผู้คนมากหน้าหลายตาได้พร้อมกันหมดในครั้งเดียว
ในเวลานี้องค์หญิงจิ่นซิ่วได้มีหยางซือฉีเดินประกบอยู่ข้างกาย เมื่อหยางซือฉีเห็นแววตาที่ผิดหวังของต้วนอวี้หรา
น นางจึงคิดแผนการชั่วร้ายที่จะเล่นงานต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานไปด้วยพร้อมกันเลย
หยางซือฉีสะกิดองค์หญิงจิ่นซิ่วและหญิงแปลกหน้าที่สวมชุดสีเหลืองพร้อมกับพูดเสียงเบาอยู่หลายประโยค เมื่อ
องค์หญิงจิ่นซิ่วและหญิงแปลกหน้าคนนั้นได้ฟัง ต่างหัวเราะชอบอกชอบใจออกมา ครั้งนี้ทั้งสามคนจึงพร้อมใจกัน หันมา
มองต้วนอวี้หรานเป็นสายตาเดียวกันเหมือนมีเลศนัยให้
องค์หญิงจิ่นซิ่วและอีกสองคนต่างเดินมายืนตรงหน้าต้วนอวี้หราน นางใช้สายตามองต้วนอวี้หรานจากบนลงล่าง
แล้วหันไปมองหน้ากันพร้อมใจกันหัวเราะเยาะอย่างมีนัยบางอย่าง
องค์หญิงจิ่นซิ่วเชิดหน้าขึ้นมองท้องฟั้าที่อยู่ด้านบน ส่วนหญิงสาวคนแปลกหน้ากลับอมยิ้ม เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ขอถามหน่อยว่าคุณหนูท่านนี้ดูมีความเป็นกุลสตรี มิทราบว่ามาจากตระกูลไหนหรือ?”
ต้วนอวี้หรานหันไปมองหน้าหญิงแปลกหน้าคนนั้น ตอบด้วยนํ้าเสียงอ้อมแอ้ม “ข้าเป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพ
ใหญ่ผู้เกรียงไกร…”
เดิมทีต้วนอวี้หรานอยากบอกอย่างมั่นใจว่านางเป็นบุตรสาวของต้วนเจิ้ง แต่เมื่อคิดดูแล้วนางเป็นเพียงบุตรสาว
ลูกอนุเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิ์เชิดหน้าชูตาเสนอหน้าพูด ทำได้เพียงพูดอ้อมแอ้มว่าเป็นบุตรสาวของต้วนเจิ้งเท่านั้น
หญิงแปลกหน้าในชุดสีเหลืองได้ยินเข้า ยกมือขึ้นมาปั้องปากด้วยความตกใจ นางรีบเดินก้าวขึ้นมาจับมือทั้งสอง
ข้างของต้วนอวี้หรานและพูดด้วยความดีอกดีใจ “ที่แท้ท่านผู้นี้ก็คือคุณหนูที่ฉลองวันเกิดครบรอบสิบปี ที่ปลาจิ๋นหลี่อวี๋
ลอยตายจนหมด แต่กลับมีดอกบัวหิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปรายลงมานั่นเอง… เรื่องนี้อวี้หลัวได้ยินเรื่องเล่าไปจนถึง
ซีอวี้ แสดงว่าคุณหนูใหญ่ต้วนมีวาสนาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อวี้หลัวรู้สึกอิจฉาอย่างไรก็ไม่รู้…”
หลังจากที่ต้วนอวี้หรานได้ฟัง สีหน้าก็ถอดสีลงไปในทันที ที่แท้หญิงผู้นี้รู้จักต้วนชิงหมิง แต่ไม่ได้รู้จักต้วนอวี้หราน!
คิดได้ดังนั้น ต้วนอวี้หรานจึงยิ้มเจื่อนๆ มองไปที่หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่าอวี้หลัว พลางพูดอย่างเก้อเขิน “องค์
หญิงอวี้หลัว ท่าน…”
อันที่จริงต้วนอวี้หรานอยากจะบอกองค์หญิงอวี้หลัวว่านางจำคนผิดแล้ว แต่ไม่ทันที่จะได้พูดออกมา องค์หญิงอวี้
หลัวรีบคว้ามือของทั้งสองข้างของต้วนอวี้หรานขึ้นมา พูดว่า “คุณหนูใหญ่ต้วนถ่อมตัวเกินไปแล้ว เหตุการณ์ที่ดอกบัว
หิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปรายลงมา เกิดขึ้นนั้นตรงกับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่แต่งตั้งฮองเฮา พูดได้ว่าคุณหนูใหญ่
ต้วนช่างมีบุญเหมือนกับตอนแต่งตั้งฮองเฮาอย่างไรอย่างนั้นเลย”
สายตาที่ส่องประกายขององค์อวี้หลัว กลับมีสายตาที่ดูถูกดูแคลนของหยางซือฉีมองไปที่นาง… ชิชะ! ก็แค่บุตร
สาวคนโตลูกภรรยาเอกจวนต้วนเท่านั้น ถึงกับต้องยกยออะไรให้มากความ เป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน หยางซือฉีจะคอยดู
ว่าคุณหนูใหญ่ต้วนจะตอบเรื่องนี้อย่างไร
ต่อให้ต้วนอวี้หรานจะโง่เขลา แต่นางรู้ว่าคำพูดขององค์หญิงอวี้หลัวไม่ปกติ โดยเฉพาะการเอาต้วนชิงหมิงไป
เทียบกับการแต่งตั้งฮองเฮา นี่เป็นเรื่องที่มิบังควร หากนางเห็นดีเห็นงามไปด้วย แสดงว่านางไม่รู้จักฟั้าสูงแผ่นดินตํ่า
ต้วนอวี้หรานได้สติขึ้นมารีบมองไปรอบๆ ตัว เห็นเพียงหยางซือฉีแสยะยิ้มส่งมาให้ ราวกับกำลังรอคอยให้ต้วนอวี้
หรานหน้าแตก
ส่วนองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่สนใจแม้สักนิดเดียว ว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นใครกันแน่ หากผ่านวันนี้ไปแล้ว เรื่อง
งานวันเกิดที่มีดอกบัวหิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปรายลงมาของต้วนชิงหมิง นับว่าจะได้เล่ากันต่อๆ ไปอย่างจริงจัง
เสียที ถึงตอนนั้นต้วนชิงหมิงอยากปฏิเสธก็สายเกินไปแล้ว หากตอนนี้มีคนจงใจพูดเสี้ยมเสียหน่อย ชีวิตของต้วนชิงหมิง
จะต้องรักษาไว้ไม่อยู่อย่างแน่นอน
จากนั้นไม่นาน ได้ยินเสียงที่พูดอย่างเรียบง่ายดังขึ้นมาจากข้างหลัง “คำพูดขององค์หญิงอวี้หลัวชมเกินไปแล้ว
เพคะ ต้วนชิงหมิงเป็นเพียงสาวน้อยธรรมดาคนหนึ่ง หากเอาตัวไปเทียบกับฮองเฮาเกรงว่าจะมิบังควรเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ก็พบสาวน้อยอายุประมาณสิบปีเดินตรงเข้ามาหานาง ด้วยแววตาที่เปล่ง
ประกาย ใบหน้าที่มีสง่าราศี คิ้วโก่งดั่งคันศร ผิวพรรณเปล่งปลั่งเรียบเนียนบริสุทธิ์ขาวอมชมพู ดูแล้วทั้งตัวของนางเต็ม
ไปด้วยความสดใส
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวมองไปก็อดชื่นชมสาวน้อยที่หน้าตาสะสวยผู้นี้มิได้ ความงามของนางดูจะแซงหน้าองค์หญิง
จิ่นซิ่วไปอยู่ไม่น้อยเลย
สายตาที่เปล่งประกายของอวี้หลัว ได้มองไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พลางเอ่ยถามขึ้นมา “เจ้าเป็นใครกันหรือ?”
พอเห็นสาวน้อยคนนั้นเดินขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับทำความเคารพองค์หญิงอวี้หลัว “หม่อมฉันต้วนชิงหมิง
คารวะองค์หญิงอวี้หลัว คารวะองค์หญิงจิ่นซิ่วเพคะ”
มารยาทที่เพียบพร้อมของต้วนชิงหมิง ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกชื่นชม
ที่แท้องค์หญิงอวี้หลัวก็คือองค์หญิงจากซีอวี้ ที่ติดตามพี่ชายมาถวายพระพรฝั่าบาทในวาระปีใหม่ และด้วยภัย
พิบัติที่หิมะตกอย่างไม่หยุดหย่อนทำให้ต้องอยู่ในวังหลวงจนถึงตอนนี้ อีกทั้งองค์หญิงอวี้หลัวถูกจริตกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว
จึงมักไปเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง… ในเมื่อวันนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วจัดงานเลี้ยงขึ้นในวังหลวง องค์หญิงอวี้หลัวจึงรีบมาร่วมงาน
องค์หญิงอวี้หลัวกวาดสายตามองต้วนชิงหมิงทั้งตัว พลันหัวเราะอย่างชอบใจออกมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ที่แท้เจ้าก็คือต้
วนชิงหมิงนี่เอง แล้วเจ้ารู้จักข้าได้อย่างไรกัน?”
ต้วนชิงหมิงตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เรียนองค์หญิงอวี้หลัว ความสง่างามขององค์หญิงอวี้หลัวเทียบเคียง
กับองค์หญิงจิ่นซิ่วที่ไม่มีใครในงานเลี้ยงนี้เปรียบได้ อีกทั้งชิงหมิงเคยได้ยินว่า มีองค์หญิงจากซีอวี้มาถวายพระพรฝั่าบาท
ในวันปีใหม่ ฉะนั้นหม่อมฉันจึงบังอาจทายว่าเป็นองค์หญิงอวี้หลัวเพคะ”
อันที่จริงต้วนชิงหมิงรู้มาแต่แรกแล้วว่า วันนี้จะมีองค์หญิงอวี้หลัวมาร่วมงานเลี้ยงที่องค์หญิงจิ่นซิ่วจัดขึ้น ถึงแม้ไม่
เคยพบหน้าองค์หญิงอวี้หลัวมาก่อน แต่เมื่อดูคนในงานแล้ว มีเพียงหญิงผู้นี้ที่แปลกหน้า ทั้งยังแต่งตัวเป็นพิเศษอีก ดัง
นั้นต้วนชิงหมิงจึงมั่นใจว่าต้องเป็นองค์หญิงอวี้หลัวอย่างแน่นอน