การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 485 งานเลี้ยงในวังหลวง (7) องค์หญิงอวี้หลัว
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 485 งานเลี้ยงในวังหลวง (7) องค์หญิงอวี้หลัว
เดิมทีต้วนชิงหมิงยืนอยู่ไม่ห่างออกไปจากต้วนอวี้หราน ถึงแม้นางตั้งใจเดินเข้ามาช้าๆ ให้ดูเหมือนว่าไม่ได้มา
พร้อมกับต้วนอวี้หราน ทว่าท่าทางของน้องสาวต่างมารดาที่กำลังตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้นางต้องเข้ามาช่วยเอาไว้
ก่อน
เพราะว่าต้วนชิงหมิงยืนอยู่ห่างออกไปในตอนแรก จึงเห็นสีหน้าท่าทางทั้งหมดของหยางซือฉี องค์หญิงจิ่นซิ่ว
และสาวน้อยชุดเหลืองได้อย่างชัดเจน
ต้วนชิงหมิงรู้ดีอยู่แก่ใจว่า องค์หญิงจิ่นซิ่ว และหยางซือฉีตั้งใจจะเล่นงานนาง จึงเปลี่ยนเปั้าหมายไปเล่นงานต้วน
อวี้หรานเพื่อยั่วยุต้วนชิงหมิงเสียก่อน อีกทั้งเมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวคิดว่าต้วนอวี้หรานเป็นนาง ทั้งยังเอานางไปเปรียบ
เทียบกับเบื้องสูงอย่างฮองเฮาอีก ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาแก้ต่างให้ตัวนางเอง
เป็นที่รู้กันทั่วว่ามีเพียงฮองเฮาเท่านั้นที่เป็นหญิงผู้สูงส่งในแผ่นดิน ครั้นองค์หญิงอวี้หลัวเอ่ยปากขึ้น กลับเอานาง
ไปเทียบบารมีกับฮองเฮา ทำให้นางจำต้องรีบเข้ามาอธิบายให้องค์หญิงอวี้หลัวฟังอย่างรวดเร็ว
“แล้วเจ้าเป็นใครกัน?” องค์หญิงอวี้หลัวขมวดคิ้วมุ่น หันไปถามต้วนอวี้หราน
ใบหน้าของต้วนอวี้หรานพลันถอดสีลงไปถนัดตาเมื่อต้วนชิงหมิงเข้ามาแย่งความดีความชอบ ในเวลานี้ต้วนอวี้
หรานยังถูกองค์หญิงอวี้หลัวถามขึ้นมาอีก ทำเอาสีหน้าที่เป็นอยู่ซีดเซียวจนพูดมิออก
ทางด้านหยางซือฉีก้าวเดินขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเยาะ “เชอะ! นางผู้นี้ ข้ารู้จักดี… นางเป็นบุตรสาวลูกอนุของ
จวนต้วนมิใช่หรือ?”
ทันทีที่องค์หญิงอวี้หลัวได้ยิน ถึงกับถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความรังเกียจ สีหน้าพลันเปลี่ยนสี
ถึงแม้ที่ซีอวี้จะไม่แบ่งลูกภรรยาเอกและลูกอนุอย่างเด่นชัด แต่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวผู้นี้กลับรู้สึกรังเกียจ แม้ว่าชาติ
กำเนิดของนางจะเป็นบุตรสาวลูกอนุ และถูกฮองเฮานำเข้าวังมาชุบเลี้ยง แต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงที่มีหน้ามีตา ทว่าในใจ
ลึกๆ ขององค์หญิงอวี้หลัวกลับรู้สึกรังเกียจกับชาติกำเนิดที่เป็นลูกอนุของตนเอง… บัดนี้องค์หญิงอวี้หลัวทราบแล้วว่า
หญิงสาวที่จับไม้จับมือกันนานสองนาน ที่แท้เป็นบุตรสาวลูกอนุจวนต้วน ทำเอานางรู้สึกไม่พอใจเป็นที่สุด
องค์หญิงอวี้หลัวหน้านิ่วคิ้วขมวด หันไปด่าทอต้วนอวี้หรานอย่างไม่พอใจ “เจ้าเป็นเพียงลูกอนุชั้นตํ่า บังอาจมา
หลอกข้าว่าเป็นบุตรสาวภรรยาเอกอีก หรือว่าเจ้าไม่กลัวฟั้าดินลงโทษกัน?”
ต้วนอวี้หรานหน้าแดงกํ่าด้วยความอับอาย
“ก็แค่บุตรสาวลูกอนุคนหนึ่งเท่านั้น อวี้หลัวอย่าได้โกรธเคืองไปเลย มิอย่างนั้นจะเสียสุขภาพเอาได้” องค์หญิง
จิ่นซิ่วพูดอย่างใจเย็น
เดิมทีความตั้งใจของต้วนอวี้หรานในครั้งนี้มาเพื่อประจบประแจงองค์หญิงจิ่นซิ่ว แต่เมื่อนางถูกองค์หญิงอวี้หลัว
ดูถูกดูแคลนถึงเพียงนี้ มิหนำซํ้าองค์หญิงจิ่นซิ่วยังเข้ามาผสมโรงด้วย ทว่านางทำได้เพียงฝืนยิ้มก่อนหันไปทำความเคารพ
องค์หญิงจิ่นซิ่ว “หม่อมฉันต้วนอวี้หราน คารวะองค์หญิงจิ่นซิ่วเพคะ”
อีกฝั่ายเลิกคิ้วขึ้นมองไปที่ต้วนอวี้หราน ราวกับกลัวว่ามองนางแล้วจะเป็นเสนียดหูเสนียดตา “ใครใช้ให้เจ้ามา
ปรากฏตัวในงานเลี้ยงของข้า… ใครเป็นคนเชิญเจ้ามากัน?”
ต้วนอวี้หรานได้ยินถึงกับตกตะลึงจนหน้าซีดไป พูดกระอักกระอ่วน “เรื่องนี้… ไม่ใช่องค์หญิง…”
พอองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินสีหน้าก็ดูไม่ได้ทันที นางมองไปทั่วงาน พลางพูดเสียงแข็งขึ้น “เจ้าดูเอาแล้วกัน งานเลี้ยง
ที่องค์หญิงอย่างข้าจัดขึ้น ล้วนเชิญมาแต่บุตรสาวลูกภรรยาเอกทั้งสิ้น หาได้เชิญบุตรสาวลูกอนุมาร่วมงานแต่อย่างใด วัน
นี้หากเจ้าบอกเหตุผลไม่ได้ ข้าจะให้คนมาเอาตัวเจ้าไปโบยจนตาย!”
เด็กสาวตกใจสะดุ้งโหยง
ที่แท้ในวังหลวงแห่งนี้มองชีวิตของคนเป็นเหมือนผักเหมือนปลา หากไม่สามารถบอกเหตุผลได้ก็จะถูกโบยจน
ตาย?
นางมองเห็นสายตาที่ดุดันขององค์หญิงจิ่นซิ่ว มององค์หญิงอวี้หลัวที่กำลังเช็ดมืออยู่ไม่หยุด มองหยางซือฉีที่
กำลังมองมาที่นางอย่างสนุกสนาน ไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้าย ทำให้ต้วนอวี้หรานรู้สึกในฉับพลันขึ้นมาได้ว่าไม่มีใครช่วย
นางได้ แม้กระทั่งสายตาที่เห็นใจยังไม่มีใครส่งมอบมาให้นางแม้แต่คนเดียว
องค์หญิงจิ่นซิ่วมองไปโดยรอบงานเลี้ยง ก่อนเอ่ยปากขึ้น “ใครกันที่เป็นคนไปเชิญคุณหนูใหญ่ที่จวนต้วน ออกมา
ประเดี๋ยวนี้”
ไม่นานมีนางกำนัลคนหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ ก่อนคุกเข่าและหมอบฟุบลงเบื้องหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่ว “เป็น
บ่าวเองเพคะ…”
“เจ้าไม่รู้กฎของตำหนักจิ่นซิ่วหรือ?” องค์หญิงจิ่นซิ่วถามขึ้นอย่างดุดัน
นางกำนัลคนนั้นยังคงโขกหัวกับพื้นเพื่อวิงวอนร้องขอชีวิต “บ่าวผิดไปแล้วเพคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของบ่าว
ทั้งหมด เป็นเพราะบ่าวไม่ใส่ใจ ขอร้ององค์หญิงโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วบอกกับนางกำนัลคนนั้นด้วยพระองค์เองมิใช่หรอกหรือ ให้ไปเชิญคุณหนูทั้งสองที่จวนต้วนมาร่วม
งานเลี้ยง แต่บัดนี้กลับพูดว่าไม่ได้บอกเช่นนั้น หากนางกำนัลโต้แย้งไปก็เปล่าประโยชน์ มิสู้ร้องขอชีวิตกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เสียดีกว่า
องค์หญิงจิ่นซิ่วแสยะยิ้มออกมา “บ่าวนี่มันเป็นบ่าวที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ ข้าให้ไปเชิญคนมายังเชิญผิดอีก ทหาร
จับตัวนางไปโบยจนกว่าจะตาย!”
ทันทีที่นางกำนัลได้ยินก็ยิ่งร้องขอชีวิตเสียงดังขึ้นไปอีก องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับไม่สนใจคำพูดของนาง เอาแต่ผายมือ
จากนั้นแม่นมทั้งสองคนรีบเข้าไปจับตัวนางกำนัลผู้นั้น แล้วลากออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานอีกฝังหนึ่งนอกตำหนักกลับมี
เสียงร้องอเนจอนาถของนางกำนัลคนนั้น ร้องดังขึ้นมาด้วยความทรมาน หลังสิ้นเสียงร้อง แม่นมคนหนึ่งได้เดินเข้ามา
รายงานว่า “เรียนองค์หญิง นางกำนัลคนนั้นสิ้นใจแล้วเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วผายมือและเอ่ยขึ้น “ลากไปฝังเสีย!”
แม่นมคนนั้นยอบตัวคำนับแล้วเดินจากไป
บัดนี้สีหน้าของต้วนอวี้หรานไม่สู้ดีเอาเสียเลย นางมองไปทางต้วนชิงหมิง แต่ต้วนชิงหมิงกลับนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าไม่เกี่ยวอะไรกับนางแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นต้วนอวี้หรานคิดขึ้นมาได้ ต้วนชิงหมิงเป็นบุตรสาวลูกภรรยาเอก แต่นางเป็นบุตรสาวลูกอนุ ดังนั้นองค์
หญิงจิ่นซิ่วสั่งให้โบยนางกำนัลถึงความตาย ย่อมสามารถสั่งโบยต้วนอวี้หรานให้ถึงแก่ความตายได้ด้วยเช่นกัน มาถึงจุดนี้
ต้วนอวี้หรานได้แต่หวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมด หันมาจ้องเขม็งด่าทอต้วนชิงหมิงอยู่ในใจ
หากไม่มีต้วนชิงหมิงสักคน ตำแหน่งบุตรสาวลูกภรรยาเอกต้องเป็นของนางอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นนาง
จะได้ไม่ต้องมาทนฟังคำดูถูกดูแคลนเฉกเช่นวันนี้
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วสั่งลงโทษนางกำนัลให้ถึงแก่ความตายภายในพริบตา นางกำนัลคนอื่นต่างหน้าซีดหน้า
เซียวไปตามๆ กัน พวกนางต่างทราบดีว่า ชีวิตของพวกนางนั้นไร้ค่าไร้ราคา หากมีนางกำนัลโดนลงโทษย่อมไม่มีใครอ้า
ปากช่วยเหลือ นี่จึงเป็นบทเรียนให้นางกำนัลเห็นฤทธิ์เดชขององค์หญิงจิ่นซิ่วให้เป็นที่ประจักษ์
ต่อให้องค์หญิงจิ่นซิ่วจะทำอะไรกับพวกนางกำนัลเหล่านี้ บรรดาคุณหนูย่อมไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วงขึ้นมาแม้แต่คำ
เดียว
ถึงแม้บรรดาคุณหนูไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วงขึ้นมา ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวกลับทนดูไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ขยับลุกขึ้นยืนชี้
ไปที่ต้วนอวี้หราน “ยังมี… นางคนนี้ ที่เป็นลูกสาวอนุ มีสิทธิ์อะไรเหยียบผ่านเข้ามาในประตูวังหลวงแห่งนี้… องค์หญิงจิ่น
ซิ่ว หรือว่านี่เป็นสิ่งที่องค์หญิงรู้มาแต่แรก และตั้งใจใช้ลูกสาวอนุมาเหยียดหยามเกียรติขององค์หญิงอวี้หลัวอย่างข้า ใช่
หรือไม่?”
องค์หญิงอวี้หลัวแสดงละครฉากนี้ได้ใหญ่และสมจริงมากเหลือเกิน
การดูถูกเหยียดหยามองค์หญิงอวี้หลัวนับเป็นอีกโทษหนึ่ง ที่อาจกระทบความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ได้ อีก
ทั้งเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นเบื้องหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่วอีก เห็นทีต้วนอวี้หรานอาจไม่มีทางรอดแล้ว
ฉะนั้นทั้งโทษที่เข้ามาในวังหลวง ผนวกกับข้อหาหลอกลวงองค์หญิงอวี้หลัว ต้วนอวี้หรานเห็นทีจะพ้นความผิดทั้ง
สองกระทงไปมิได้แล้ว
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวชี้นิ้วไปที่ต้วนอวี้หราน สายตาทุกคนในงานต่างจับจ้องไปที่ตัวต้นเรื่องอย่างต้วนอวี้หรานทั้ง
หมด
องค์หญิงจิ่นซิ่วปรายตามองอีกฝั่าย จากนั้นสั่งให้แม่นมไปจับตัวนางเอาไว้ “องค์หญิงอวี้หลัวเป็นถึงแขกบ้านแขก
เมืองของราชสำนักและองค์หญิงอย่างข้า ผู้ใดกล้าล่วงเกินองค์หญิงอวี้หลัวย่อมเท่ากับล่วงเกินราชสำนักและองค์หญิง
อย่างข้า… ทหาร เอาตัวลูกอนุชั้นตํ่าคนนี้ลากออกไปโบยจนกว่าจะสิ้นใจ!”
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานได้ยิน เข่าทั้งสองข้างอ่อนระทวยทรุดลงไปกับพื้น ไร้เรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวไว้ได้