การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 486 งานเลี้ยงในวังหลวง (8) บทลงโทษของการทำลายความสัมพันธ์
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 486 งานเลี้ยงในวังหลวง (8) บทลงโทษของการทำลายความสัมพันธ์
ตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นถึงองค์หญิงของประเทศ หากต้องการลงโทษลูกอนุสักคนให้ถึงแก่ความตายย่อมมิใช่
ปัญหา ต่อให้ลงโทษบุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีให้ถึงแก่ความตายก็ไม่กลัว เพราะนางมีองค์หญิงอวี้หลัวเป็นโล่
กำบังที่ไม่มีใครกล้ามาล่วงเกิน เพราะอาจกระทบไปถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ ฉะนั้นหากมีใครกล้าบังอาจ
มาล่วงเกิน แม้มีตระกูลคอยสนับสนุนก็มิอาจช่วยชีวิตไว้ได้
เงียบสงบ… ภายในตำหนักจิ่นซิ่วเงียบสงัดในฉับพลัน
ชั่วพริบตาเดียว ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ชั่วพริบตาเดียว นอกจากเสียงลมหนาวที่พัดผ่าน ไม่มีใครกล้าแม้แต่ขยับเขยื้อนร่างกาย
ชั่วพริบตาเดียว ภายในตำหนักได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบา
ไม่มีใครกล้าร้องขอชีวิตแทน ไม่มีใครกล้าห้ามปราม ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครที่แม้แต่จะแลเหลียวต้วนอวี้หราน
เพราะว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ออกคำสั่งให้ลงโทษต้วนอวี้หรานจนถึงแก่ความตาย
ทางด้านองค์หญิงอวี้หลัวยังคงอยู่ในภวังค์แห่งความเดือดดาล ทั้งยังใช้ผ้าเช็ดมือไปมาไม่หยุดและมองค้อนอย่าง
โมโหไปที่หยางซือฉี
เป็นเพราะหยางซือฉีหลอกองค์หญิงอวี้หลัวว่า คนที่เป็นลูกอนุชั้นตํ่าคือต้วนชิงหมิงจึงทำให้องค์หญิงเข้าใจผิดจน
อับอายต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นองค์หญิงไม่มีทางปล่อยให้หยางซือฉีลอยนวลอยู่ได้
ทว่านางหาได้สังเกตสายตาน่าหวาดกลัวที่มองมาขององค์หญิงอวี้หลัวไม่ นางกำลังมองต้วนอวี้หรานอย่างสะใจ
เมื่อเห็นความรักตัวกลัวตายของอีกฝั่ายที่สั่นไปทั้งตัว และใบหน้าที่ซีดขาวเป็นไก่ต้มก็ยิ่งทำให้หยางซือฉีได้ใจขึ้นไปอีก
ในเวลานี้แม่นมสองคนรีบเดินเข้ามาลากต้วนอวี้หรานออกไป
ต้วนอวี้หรานเดินไปพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนเห็นต้วนชิงหมิงกำลังมองมาด้วยแววตาที่เยือกเย็น นาง
อ้าปากปล่อยโฮออกมา ก่อนร้องเรียกต้วนชิงหมิงอย่างสิ้นหวัง “พี่สาว… ช่วยข้าด้วย”
ต้วนชิงหมิงยู่ปากออกมาเล็กน้อย… นี่นับเป็นครั้งแรกในสองชาติภพที่ต้วนอวี้หรานเรียกนางด้วยความจริงใจ คง
มีเพียงเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตาย อีกฝั่ายถึงคิดว่าต้วนชิงหมิงเป็นพี่สาว เช่นนั้นนางย่อมมีสิทธิ์เพิกเฉย
ต่อชีวิตของต้วนอวี้หรานในครั้งนี้
ทว่าต้วนอวี้หรานยังตายในตอนนี้ไม่ได้… จะให้นางตายในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่ใช่ว่าต้วนชิงหมิงไม่อยากให้ต้วนอวี้หรานตาย แต่นางยังตายตอนนี้ไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ใช่
แค่ต้วนอวี้หรานถึงแก่ความตายแล้วจบเรื่อง แต่เป็นการดึงต้วนชิงหมิงเข้าไปอยู่ในแผนที่องค์หญิงจิ่นซิ่ววางไว้ต่างหาก
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สิ่งที่องค์หญิงจิ่นซิ่วทำทั้งหมดเป็นการ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’
ต้วนอวี้หรานเป็น ‘ไก่’ ที่กำลังจะถูกเชือด ส่วนต้วนชิงหมิงเป็น ‘ลิง’ ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการให้นางดูให้เห็นกับ
ตา
เวลานี้ ‘ไก่’ กำลังจะถูกวางขึ้นเขียงแล้ว ส่วน ‘ลิง’ ก็กำลังดิ้นพล่านไปมา หากต้วนชิงหมิงปล่อยให้เป็นไปตาม
แผนที่องค์หญิงจิ่นซิ่ววางไว้ก็เท่ากับนางได้ใจ แต่หากต้วนชิงหมิงไม่ช่วยต้วนอวี้หราน สิ่งที่พูดไว้กับหยางซือฉีก็เท่ากับ
กลืนนํ้าลายตัวนางเอง
ถ้านางยอมช่วยต้วนอวี้หรานก็เข้าทางองค์หญิงจิ่นซิ่ว ที่ตั้งใจรอจังหวะลงโทษนางในฐานะสมรู้ร่วมคิดกับต้วนอวี้
หราน อย่างไรเสียในวันนี้แม้นางจะช่วยก็ดี ไม่ช่วยก็ดี องค์หญิงจิ่นซิ่วก็จะไม่ยอมปล่อยให้ต้วนชิงหมิงหนีรอดไปได้
พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าต้วนชิงหมิงยอมปล่อยให้ต้วนอวี้หรานโดนโบยตาย หรือเจ็บเจียนตายตามคำสั่งขององค์หญิง
จิ่นซิ่วละก็ คนต่อไปที่จะโดนย่อมเป็นนาง
ดังนั้นการที่นางช่วยต้วนอวี้หรานในครั้งนี้ จึงมิได้ช่วยในฐานะน้องสาว แต่เป็นการช่วยเพื่อตัวนางเองต่างหาก ใน
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงต้องช่วยต้วนอวี้หรานเป็นอันดับแรก ที่เหลือถึงจะมีโอกาสช่วยตัวนางเองได้
เมื่อเห็นแม่นมสองคนกำลังลากตัวต้วนอวี้หรานออกไป ทุกคนในตำหนักจิ่นซิ่วต่างจับจ้องมาที่ต้วนชิงหมิงเป็น
สายตาเดียวกัน
เพราะนางเป็นพี่สาวของต้วนอวี้หราน
เพราะนางเป็นคนพาต้วนอวี้หรานเข้ามาที่วังหลวง
ต้วนอวี้หรานหลอกคนอื่นว่าเป็นต้วนชิงหมิง แต่ต้วนชิงหมิงก็ไม่ยอมออกมาแก้ต่าง?
บัดนี้ต้วนอวี้หรานกำลังจะถูกโบยจนถึงแก่ความตาย ทว่าต้วนชิงหมิงกลับดูไม่มีความรู้สึกแต่อย่างใด?
ถึงแม้ทั้งนอกจวนและในจวนต้วนต่างเล่ากันไปต่างๆ นานาว่าอี๋เหนียงเป็นใหญ่ในจวนต้วน บุตรสาวภรรยาเอก
อยู่อย่างอัตคัดน่าเวทนา แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่มีผู้ใดกล้าถามหาคำตอบจากปากต้วนชิงหมิง ฉะนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องที่เล่า
ต่อกันอย่างสนุกปาก พูดอีกอย่างก็คือวันนี้หากต้วนชิงหมิงไม่ช่วยเหลือต้วนอวี้หราน นางต้องตกเป็นขี้ปากในฐานะ
‘เห็นคนจะตายไม่ยื่นมือเข้าช่วย’ อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งหมดของต้วนชิงหมิง คงมลายหายวับไปกับตาทันที
ต้วนชิงหมิงสืบเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าวเมื่อเห็นต้วนอวี้หรานร้องไห้ นํ้าตาไหลพรากออกมา
องค์หญิงอวี้หลัวเห็นเช่นนั้นถึงกับขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจ ราวกับไม่พอใจการกระทำของนาง ทว่าสายตาของ
องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับเปล่งประกายออกมา
หยางซือฉีจ้องเขม็งทุกการกระทำของต้วนชิงหมิงด้วยความดีใจ เสมือนนางเล่นงานจุดอ่อนของต้วนชิงหมิงได้
สำเร็จ
ทุกคนที่อยู่ในตำหนักจิ่นซิ่วก็เช่นกัน ต่างจับจ้องไปที่ต้วนชิงหมิงไม่ละสายตา นางจะสามารถช่วยต้วนอวี้หราน
จากคำสั่งลงโทษขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่สองพี่น้องนี้ไม่ลงรอยกันเป็นจริงหรือไม่ หรือว่านี่จะ
เป็นเพียงการโยนหินถามทางของต้วนชิงหมิงเท่านั้น
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าวและหันไปพูดกับต้วนอวี้หราน “น้องอวี้หราน พี่สาว
คนนี้รู้ดีว่าน้องมิได้มีเจตนาที่คิดจะหลอกลวง แต่น้องต้องจำเอาไว้ว่า หากเบื้องสูงอยากให้น้องตาย น้องก็ต้องตาย บัดนี้
องค์หญิงจิ่นซิ่วมอบความตายให้กับน้องแล้ว พี่สาวมิอาจช่วยชีวิตเจ้าไว้ได้อีกต่อไป!”
“ต้วนชิงหมิง เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน?” องค์หญิงจิ่นซิ่วตวาดขึ้นเสียงดังลั่น ยกมือขึ้นตบโต๊ะที่มีชุดนํ้าชาจัดวาง
อยู่
การตายของต้วนอวี้หรานต้องเป็นเพราะต้วนชิงหมิง หาใช่องค์หญิงจิ่นซิ่วมอบความตายให้
ต้วนชิงหมิงถึงกับสะดุ้งโหยงที่ได้ยินเสียงตวาดดังเช่นนั้น ผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เหลือบตามองไปที่องค์หญิงจิ่น
ซิ่วพูดอย่างตะกุกตะกักขึ้น “หรือว่าความหมายขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่ได้ต้องการมอบความตายให้กับต้วนอวี้หรานอย่าง
นั้นหรือเพคะ?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วถึงกับตะลึงในคำถามที่ต้วนชิงหมิงถามขึ้น หากองค์หญิงจิ่นซิ่วมอบความตายให้กับต้วนอวี้หราน
เช่นนั้นประโยคที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้นเมื่อครู่ที่ว่า “หากเบื้องสูงอยากให้น้องตาย น้องก็ต้องตาย” เท่ากับเป็นจริง
‘หากเบื้องสูงอยากให้น้องตาย น้องก็ต้องตาย’ หากพูดตามตรงแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้มีตำแหน่งในราชสำนัก
และไม่มีอำนาจสั่งลงโทษบุตรสาวลูกขุนนางให้ถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นหากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป คนที่จ้องเล่นงานองค์
หญิงจิ่นซิ่วต้องฉกฉวยโอกาสนี้มาเล่นงานนางอย่างไม่ต้องสงสัย
หากเป็นปกติแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วอยากทำสิ่งใด พูดเรื่องใดย่อมไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ตอนนี้นางยังถูกพระพันปีสั่งกัก
บริเวณ และถูกฮองเฮาเตือนให้ใช้สติ… หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกเกรงว่าคงไม่มีผู้ใดช่วยนางไว้ได้อีกแล้ว
แต่ถ้าองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้สั่งลงโทษต้วนอวี้หรานจนถึงแก่ความตาย เท่ากับนางเป็นคนพูดได้แต่ทำไม่ได้ หากคน
ที่ฟังอยู่มีเพียงสองสามคนนางคงไม่กลัว แต่ถ้าถูกหลายๆ คนพูดถึงเรื่องนี้ นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงตรงนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วค่อยๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย… ต้วนชิงหมิงคนนี้ ช่างเจ้าเล่ห์
เพทุบายยิ่งนัก พอสบโอกาสได้พูดทีเดียวก็บีบเสียจนอีกฝั่ายไปต่อไม่ถูก
ด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วเกิดและเติบโตขึ้นมาในวังหลวงแห่งนี้ ย่อมพบเจอแผนการต่างๆ มามากต่อมากและเข้าใจ
เป็นอย่างดี ดังนั้นนางจึงแสยะยิ้มใส่หน้าต้วนชิงหมิง “ต้วนชิงหมิง เจ้ากำลังข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ?”
“เหตุใดองค์หญิงถึงกล่าวเช่นนั้นเล่าเพคะ ชิงหมิงมิบังอาจเพคะ” ต้วนชิงหมิงตอบด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงปากจะพูดว่ามิบังอาจ แต่สีหน้าและท่าทางของนางกลับสวนทางกัน จนบีบให้องค์หญิงจิ่นซิ่
วหายใจไม่ทั่วท้อง
ดวงตาที่งดงามขององค์หญิงจิ่นซิ่วมองค้อนไปที่ต้วนชิงหมิงทีหนึ่ง ก่อนพูดอย่างเย็นชาทีละคำ ทีละคำอย่างจงใจ
“ต้วนชิงหมิง หรือว่าเจ้ายังฟังไม่เข้าใจ? ต้วนอวี้หรานคนนี้ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ ยังบังอาจล่วงเกิน
แขกคนสำคัญของข้าอีก ข้าจึงมอบความตายให้นาง… ต้วนชิงหมิง เจ้ามีอะไรอยากพูดออกมาอีกหรือไม่?”