การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 487 งานเลี้ยงในวังหลวง (9) ความผิดของใครกันแน่
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 487 งานเลี้ยงในวังหลวง (9) ความผิดของใครกันแน่
คำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วแต่ละคำช่างแยบคายและแหลมคมเชือดเฉือน นางไม่เปิดโอกาสให้อีกฝั่ายได้พูดโต้แย้ง
ทุกคนในตำหนักจิ่นซิ่วถึงกับเงียบกริบไปตามๆ กัน
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าร้องห่มร้องไห้ออกมาทันที “องค์หญิงจิ่นซิ่วมอบความตายให้น้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉัน
มิกล้ามิปฏิบัติตาม เพียงแต่เมื่อครู่ชิงหมิงตามเข้ามาช้าไปเสียหน่อย เห็นเพียงองค์หญิงอวี้หลัวจับไม้จับมือน้องสาวของ
หม่อมฉัน พูดคุยกันอย่างสนิทสนม อีกทั้งก่อนหน้านี้น้องสาวของหม่อมฉันยังทำความเคารพองค์หญิงจิ่นซิ่วอย่าง
นอบน้อม หาได้มีจิตคิดล่วงเกิน ดังนั้นที่องค์หญิงกล่าวว่าน้องสาวของหม่อมฉัน ไปทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสอง
ประเทศ หม่อมฉันยังไม่เข้าใจเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วโกรธหน้าดำหน้าแดง กัดฟันตอบกลับ “ต้วนชิงหมิง เจ้าอย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลย… องค์หญิง
อวี้หลัวเข้าใจผิดคิดว่าน้องสาวชั้นตํ่าของเจ้าเป็นเจ้า แต่ว่านางกลับไม่พูดปฏิเสธ ยังมีหน้ามาเชิดหน้าชูคอหยิ่งผยองอยู่
ตรงนี้ เรื่องนี้นับว่าเป็นการเป็นการหยามเกียรติต่อองค์หญิงอวี้หลัวเป็นที่สุด ไหนเจ้าลองว่ามาสิ ต้วนอวี้หรานสมควร
ตายหรือไม่?”
“เรื่องนี้พูดไปพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ เป็นเพราะองค์หญิงอวี้หลัวได้ยินชื่อเสียง
ของหม่อมฉัน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าน้องสาวเป็นหม่อมฉันแทน ส่วนน้องสาวของหม่อมฉันเมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวเดิน
เข้ามาจับไม้จับมือ ถามไถ่ไปมาคงเกิดความลนลานขึ้นมาดังนั้นการที่หม่อมฉันมาช้าเพียงก้าวเดียวถึงกับต้องลงโทษ
ถึงแก่ความตายเลยหรือเพคะ…” ต้วนชิงหมิงหยุดเว้นจังหวะชั่วอึดใจเดียวก่อนพูดต่อ
“องค์หญิงเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันทำลายความสัมพันธ์ที่ดีงามของทั้งสองประเทศเป็นเรื่องจริง แต่ว่าหม่อม
ฉันโง่เขลาเหลือเกิน หากต้องการหาคนมายอมรับความผิดต่อหน้าองค์หญิงอวี้หลัวนั้น คงต้องไปลากตัวคนที่สร้างเรื่อง
มาโบยให้ตายเสียก่อนเพคะ เพราะว่าคนที่ทำลายความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศเป็นคนพวกนั้น มิใช่น้องสาวของหม่อม
ฉันเพคะ” ต้วนชิงหมิงพูดไปร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย
บัดนี้ใบหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วหยิกงอจนไปไม่ถูก
ต้วนชิงหมิงคนนี้ช่างร้ายกาจและเจ้าเล่ห์เพทุบายมากนัก
ในเมื่อต้วนอวี้หรานทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด ก็สมควรถึงแก่ความตาย
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะต้วนชิงหมิง ฉะนั้นต้วนชิงหมิงสมควรตายตามน้องสาวนางไป
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมานั้นตั้งใจเตือนสติองค์หญิงอวี้หลัว ต้วนอวี้หรานเป็นน้องสาวของนาง ส่วนคนที่รู้ว่าต้
วนอวี้หรานไม่ใช่ต้วนชิงหมิง กลับไม่พูดเตือนองค์หญิงอวี้หลัวแม้แต่คนเดียว ยังมีหน้ามาหัวเราะเยาะองค์หญิงอีกจึง
สมควรรับโทษเหมือนกันหมด
อันที่จริงการโบยให้ใครตายก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากมายนัก แต่ปัญหากลับอยู่ตรงที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับเป็น
ตัวการของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด
อันดับแรกหยางซือฉีบอกองค์หญิงอวี้หลัวว่า คนที่อยู่ข้างหน้าเป็นคุณหนูจวนต้วน ทว่าจวนต้วนมีคุณหนูกี่คนนั้น
องค์หญิงอวี้หลัวไม่เคยทราบมาก่อน ดังนั้นจึงเข้าใจผิดคิดว่าต้วนอวี้หรานก็คือต้วนชิงหมิง ที่ทำให้ปลาจิ๋นหลี่อวี๋ลอยตาย
จนหมดบ่อ แต่กลับมีดอกบัวหิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปรายลงมา ซึ่งองค์หญิงอวี้หลัวเกิดประทับใจกับเรื่องที่ได้ยิน
ได้ฟังมา จึงอยากเข้ามาจับไม้จับมือทักทายต้วนชิงหมิง แต่ที่แท้กลับเป็นต้วนอวี้หรานไปเสียแทน
เรื่องทั้งหมดทั้งมวลและความเข้าใจผิดขององค์หญิงอวี้หลัว ล้วนเกิดจากองค์หญิงจิ่นซิ่วทั้งสิ้น แต่ปัญหาในเวลา
นี้ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วคาดไม่ถึงคือ นางกลับกลายเป็นคนทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไปเสียแล้ว
ทว่าปัญหาในตอนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครเป็นคนทำลายความสัมพันธ์ แต่กลับเป็นว่าจะเริ่มสืบสาวหาความผิดจากตรง
ไหนมาก่อน
องค์หญิงอวี้หลัวไม่ใช่คนเบาปัญญา พอต้วนชิงหมิงพูดออกมา นางเข้าใจในฉับพลันว่าได้กลายเป็นหนังหน้าไฟให้
กับคนอื่นไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่วหรือหยางซือฉีล้วนรู้จักต้วนชิงหมิงมาก่อนทั้งสิ้น แต่พวกนางกลับจงใจไม่พูดความ
จริงออกมา เพื่อหวังให้องค์หญิงอวี้หลัวอับอายขายขี้หน้า จากนั้นเมื่อต้วนชิงหมิงโผล่เข้ามา องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงรีบ
ยัดเยียดความผิดสั่งลงโทษต้วนอวี้หรานให้ถึงแก่ความตาย โดยใช้ข้ออ้างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ทว่าหากเรื่อง
นี้ถูกแพร่ออกไป เกรงว่าองค์หญิงอวี้หลัวจะกลายเป็นคนอำมหิตในสายตาของคนอื่น
ถึงตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วยังรีบผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับองค์หญิงอวี้หลัวอีก นั่นยิ่งทำให้องค์หญิงอ
วี้หลัวรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
นางไม่มีทางยอมให้องค์หญิงจิ่นซิ่วได้สิ่งที่หวังไปได้ อย่างน้อยที่สุดคงต้องจัดการหยางซือฉีเสียก่อนที่ทำให้นาง
เสียหน้าต่อทุกคน
ครั้งนี้ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปแย่งตัวต้วนอวี้หรานออกจากมือของแม่นมทั้งสองกลับมา โดยที่แม่นมไม่กล้าขัดขืน
เหมือนก่อนหน้านี้
ต้วนอวี้หรานอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง ขยับตัวไม่ไหว ส่วนแม่นมขององค์หญิงจิ่นซิ่วกลับไม่มีใครกล้าหือกับต้วนชิง
หมิงอีก รวมทั้งบรรดาคุณหนูที่ได้ฟังคำพูดของต้วนชิงหมิง ต่างรู้สึกร้อนรนใจจนไม่กล้าพูดความไม่พอใจออกมา
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่กลัวคุณหนูเหล่านี้จะไม่พอใจในตัวนางสักนิดเดียว คนที่นางกลัวคือองค์หญิงอวี้หลัวต่างหาก
เนื่องจากก่อนที่จะถูกยกเลิกการกักตัว ฮองเฮาเคยพูดไว้ว่าหากนางดูแลองค์หญิงอวี้หลัวเป็นอย่างดี ความผิดที่มีก่อน
หน้านี้ถือว่าเป็นโมฆะ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกจะได้รับโทษเป็นสองเท่า… นางทราบดี ครั้งนี้ฮองเฮาไม่ได้ล้อเล่น
เพราะถูกกดดันจากพระพันปี อีกทั้งองค์หญิงจิ่นซิ่วที่ไม่ขวนขวายในทุกเรื่อง มักจะโดนพระพันปีหลวงตำหนิอยู่บ่อยครั้ง
จนนางมิสามารถเกิดเรื่องไม่ดีได้อีกแล้ว
ตอนนี้สำหรับองค์หญิงจิ่นซิ่วนั้น ต่อให้เอาความคิดเห็นของบรรดาคุณหนูที่ไม่พอใจมารวมกัน ย่อมมิสู้ความคิด
เห็นเพียงคนเดียวอย่างองค์หญิงอวี้หลัวแม้แต่น้อย
นางกำมือทั้งสองแน่น จนปลายเล็บจิกเข้าไปที่เนื้อ ทว่านางหาได้รู้สึกเจ็บไม่ ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นออกไป “ต้
วนชิงหมิง เจ้าอยากรนหาที่ตายใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของต้วนชิงหมิงเต็มไปด้วยคราบนํ้าตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง นางหันกลับร้องไห้โฮใส่องค์หญิงจิ่นซิ่ว
“เรียนองค์หญิง หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนกลัวตายเพคะ แต่หม่อมฉันกลัวตายโดยที่ยังไม่ทราบความจริง… หม่อมฉันและ
น้องสาวถูกปรักปรำเพคะ…”
คราวนี้สีหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วเก็บอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว นางจะต้องทำเช่นไร?
หรือว่าต้องทำตามที่ต้วนชิงหมิงพูดไว้ ให้นำตัวหยางซือฉีไปโบยจนตาย เพราะทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด?
การเสียสละหยางซือฉีสักคนหนึ่งนับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทว่าเรื่องนี้ยังไม่จบสิ้น ตามที่ต้วนชิงหมิงกล่าวไว้ คน
ที่รู้เรื่องนี้แล้วทำเป็นนิ่งเฉยล้วนมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง นั่นหมายถึงตัวนางด้วยเช่นกัน
ต่อให้ต้องรับโทษข้อหาหลอกลวงองค์หญิงอวี้หลัว นางก็ไม่มีทางเลือกลงโทษตัวนางเองอย่างแน่นอน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วที่อยากจัดการต้วนชิงหมิงใจจะขาด แต่กลับถูกแผนการของตัวนางเองเล่นงาน
เอาเสียได้ องค์หญิงจิ่นซิ่วหันไปชี้หน้าต้วนชิงหมิง “ต้วนชิงหมิง เจ้าพูดออกมาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เจ้าเคยคิด
บ้างหรือไม่ ตอนที่องค์หญิงอวี้หลัวจับไม้จับมือน้องสาวลูกอนุของเจ้า โดยเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้า นั่นหมายความว่าน้องสาว
ของเจ้าหลอกลวงคนสำคัญของข้า ฉะนั้นข้าจะปล่อยเจ้าพ้นโทษไปได้อย่างไร?”
คำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วถือเป็นการยอมรับผิดทางอ้อม แม้คำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วแสร้งเป็นว่า ไม่อยากเชื่อม
โยงเรื่องนี้ถึงตัวต้วนชิงหมิง แต่ต้วนชิงหมิงรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมดอยู่แก่ใจ หากนางไม่ช่วยต้วนอวี้หรานในคราวนี้ คน
ต่อไปที่จะโดนเล่นงานต้องเป็นนางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ต้วนชิงหมิงไม่ชอบเล่นงานใครก่อน แต่ถ้าอีกฝั่ายสร้างเรื่องให้ นางก็พร้อมที่จะตาต่อตาฟันต่อ
ฟัน
บัดนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วกล้ามาเปิดศึกท้าทายกับนาง เช่นนั้นนางจึงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยองค์หญิงจิ่นซิ่วไว้อีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงร้องห่มร้องไห้ สะอึกสะอื้นพูดไม่เป็นคำ “เรียนองค์หญิง หม่อม… หม่อมฉันมีน้องสาวที่อายุยังน้อย
อีกทั้งนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าวังหลวงมา เมื่อได้เห็นองค์หญิงอวี้หลัวที่หน้าตางดงาม แต่งองค์ทรงเครื่องเพียบพร้อม และ
กิริยาท่าทางที่สูงศักดิ์ ต่อให้เป็นหม่อมฉันได้พูดคุยย่อมถือว่าเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ตนและวงศ์ตระกูล เพราะฉะนั้นน้อง
สาวของหม่อมฉัน ไฉนเลยจะกล้าพูดขัดคำพูดขององค์หญิงอวี้หลัวขึ้นมาได้เพคะ…” นางหยุดเว้นจังหวะก่อนพูดต่อรวด
เดียว
“ทว่าหม่อมฉันกับน้องสาวเป็นพี่น้องกัน หากถูกคนจำสลับกันไปบ้างย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นความผิด
ของน้องสาวหม่อมฉันมาจากความไม่รู้… องค์หญิงเพคะ ผู้ที่ไม่รู้ย่อมไม่มีความผิดมิใช่หรือเพคะ ขอให้องค์หญิงเมตตาที่
น้องสาวของหม่อมฉันอายุน้อยไม่ประสีประสา ยกโทษให้น้องสาวของหม่อมฉันสักครั้งเถอะเพคะ”