การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 488 งานเลี้ยงในวังหลวง (10) ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 488 งานเลี้ยงในวังหลวง (10) ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก
ต้วนชิงหมิงขอร้องวิงวอนด้วยใบหน้าเปือนนํ้าตา
คราวนี้ สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกขององค์หญิงจิ่นซิ่ว สายตานั้นดูเหมือนกำลัง
ดูถูกเหยียดหยามอยู่ไม่น้อย หากองค์หญิงไม่ปล่อยไม่เว้นโทษให้ต้วนอวี้หราน จะถือว่าเป็นคนจิตใจคับแคบยิ่งนัก
มีเพียงองค์หญิงจิ่นซิ่วเท่านั้นที่รู้ว่า การขอร้องวิงวอนของต้วนชิงหมิงเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ ทุกคำพูดที่ต้วนชิง
หมิงเอ่ยขึ้นมานั้นล้วนเป็นการบีบให้นางจนมุม
ถูกต้องแล้ว ต้วนชิงหมิงตั้งใจเอาชนะองค์หญิงจิ่นซิ่วให้ได้ ไม่เพียงต้องชนะในครั้งนี้ ยังต้องทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่ว
เจ็บอย่างหนักอีกด้วย
ในตำหนักจิ่นซิ่วเวลานี้ มีองค์หญิงจิ่นซิ่วและองค์หญิงอวี้หลัวที่เป็นแขกบ้านแขกเมืองมาจากแดนไกล เพียงแต่
นางอยากใช้องค์หญิงอวี้หลัวมาเป็นข้ออ้างในการเล่นงานต้วนชิงหมิง
โชคดีที่ต้วนชิงหมิงมองแผนการของอีกฝั่ายจนทะลุปรุโปร่ง นางจึงเอาแต่ขอร้องวิงวอนองค์หญิงจิ่นซิ่วเพียงคน
เดียว ไม่ได้สนใจองค์หญิงอวี้หลัวแม้แต่น้อย
อันที่จริงการละเลยเช่นนี้ของต้วนชิงหมิง นับเป็นการไร้มารยาทอย่างมาก ที่ไม่เห็นหัวองค์หญิงอวี้หลัวอยู่ใน
สายตา
ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวกลับกำลังสังเกตใบหน้าที่เปลี่ยนสีขององค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่เงียบๆ ตลอด และเมื่อเห็นต้วนชิงห
มิงขอร้องวิงวอนองค์หญิงจิ่นซิ่วจากใจจริง องค์หญิงอวี้หลัวก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว
องค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนที่เฉลียวฉลาด ย่อมเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถึงแม้นางจะไม่
พอใจเรื่องที่ไปจับมือกับต้วนอวี้หราน แต่คนที่ทำให้นางเข้าใจผิด และสมควรชำระแค้นก็คือหยางซือฉี
นางไม่มีทางปล่อยให้หยางซือฉี ที่ทำให้นางต้องหน้าแตกต่อหน้าคนอื่นรอดไปได้
และตอนนี้นางก็กำลังไตร่ตรองคิดหาวิธียืมมือองค์หญิงจิ่นซิ่ว เพื่อไปลงโทษหยางซือฉีอย่างหนัก ในขณะที่หยาง
ซือฉีที่เก็บอารมณ์ไม่อยู่คิดแต่จะเล่นงานต้วนชิงหมิง จึงไม่ทันสังเกตว่าองค์หญิงอวี้หลัวกำลังจะเล่นงานแล้ว
หยางซือฉีพูดขึ้นเสียงดังในตำหนักจิ่นซิ่ว “ต้วนชิงหมิง โบราณว่า ‘พี่สาวคนโตมีฐานะเทียบเท่ามารดา’ น้องสาว
ของเจ้าเข้าวังหลวงมาก็ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น จนทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เวลานี้เจ้ายังไม่ขอรับโทษแทน
น้องสาวอีกหรือ?”
“ต้วนชิงหมิง องค์หญิงอย่างข้าอภัยโทษให้เจ้าแล้ว เช่นนั้นทำไมเจ้าได้คืบจะเอาศอกอีกเล่า?” องค์หญิงจิ่นซิ่วพูด
สำทับอย่างขึงขัง
ต้วนชิงหมิงยังคงพูดสะอึกสะอื้นทั้งนํ้าตา “องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันสอนน้องสาวมาไม่ดี สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นใน
วังหลวง ฉะนั้นหม่อมฉันกับน้องสาวยินดีรับโทษเพคะ เพียงแต่ว่าที่หม่อมฉันพูดไปเมื่อครู่นี้ เรื่องที่องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจ
ว่าน้องสาวเป็นหม่อมฉันนั้น คนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด องค์หญิงอวี้หลัวก็พูดคนนี้ไม่ผิด คนนั้นไม่ผิด แต่กลับ
เจาะจงความผิดมาที่น้องสาวของหม่อมฉัน… ดังนั้นหม่อมฉันขอร้ององค์หญิงจิ่นซิ่วช่วยจับตัวคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์
เข้าใจผิดมาลงโทษด้วยเพคะ”
ต้วนชิงหมิงพูดถึง ‘คนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด’ อยู่หลายครั้งหลายครา จนทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วถึงกลับ
โมโหอยู่มิน้อย มิหนำซํ้าแม่นมทั้งสองคนที่จับตัวต้วนอวี้หรานไว้ก็ปล่อยมือออกเสียแล้ว เพราะเกรงต้วนชิงหมิง นางจึง
หันไปตวาดดังลั่น “พวกเจ้าทั้งสองคน กล้าขัดคำสั่งองค์หญิงอย่างข้าหรือ?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วโกรธจนลมออกหูแล้ว?
เมื่อเห็นผู้เป็นนายโมโหเช่นนั้น แม่นมคนหนึ่งพลันถลาเข้ามาใช้มือผลักต้วนชิงหมิงอย่างแรง พูดเสียงเบาละม้าย
กระซิบ “คุณหนูต้วน ขออภัยที่ต้องล่วงเกินเจ้าค่ะ”
ส่วนแม่นมอีกคนรีบเข้าไปลากตัวต้วนอวี้หราน
เด็กสาวหกคะเมนตีลังกาไปข้างหน้า นางใช้สองมือดันตัวเองขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับไม่ลุกขึ้นยืน
มองไปทางต้วนอวี้หรานพลางครํ่าครวญ “อวี้หราน…”
ทันทีที่องค์หญิงจิ่นซิ่วเห็นต้วนชิงหมิงหกคะเมนตีลังกา ในใจของนางเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงใช้มือทั้งสองพยุงร่างกายหันไปทางองค์หญิงจิ่นซิ่ว ร้องไห้วิงวอนอย่างน่าเวทนา “องค์หญิง องค์หญิง
เป็นคนที่ยุติธรรมมาโดยตลอด หม่อมฉันขอร้องให้องค์หญิง ช่วยทวงความเป็นธรรมให้น้องสาวของหม่อมฉันด้วย ขอให้
องค์หญิงช่วยจับตัว ‘คนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด’ มาไต่สวนว่ามีเจตนาอะไรมาใส่ร้ายปั้ายสีน้องสาวของหม่อมฉัน
ด้วย!”
ได้การล่ะ! คราวนี้ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนคำพูด เป็นว่าคนอื่นตั้งใจใส่ร้ายปั้ายสีต้วนอวี้หรานไปแล้ว หากองค์หญิงจิ่น
ซิ่วยังลงโทษต้วนอวี้หรานอยู่ละก็ ย่อมแสดงว่านางมิใช่คนรักความยุติธรรม
อีกฝั่ายจนปัญญาจะตอบต้วนชิงหมิงกลับ พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ยิน ทางด้านต้วนชิงหมิงที่มอมแมมกองอยู่กับ
พื้นหิมะ เลือกที่จะไม่ลุกขึ้นยืน สิ่งนี้ทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วกดดันขึ้นไปอีก ทุกสายตาต่างจับจ้องรอคอยคำตอบจากปาก
ของนาง
สรุปแล้ว ต้วนชิงหมิงต้อนองค์หญิงจิ่นซิ่วจนมุม เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงมาไม่ได้
บรรยากาศในตำหนักจิ่นซิ่วเวลานี้ต่างเงียบสงัด ไร้เสียงใดๆ
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “องค์หญิงจิ่นซิ่ว เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะข้าเอง ไม่ทราบว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะ
ให้โอกาสข้าได้เรียกร้องความยุติธรรมหรือไม่?”
เสียงนั้นไพเราะเพราะพริ้งราวกับสายลมอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับรู้สึกอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว
เพราะว่าคนที่กล่าวขึ้นมานั้นก็คือองค์หญิงอวี้หลัว ถึงแม้นางกำลังพูดกับองค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่ แต่สายตาที่เคียดแค้นกลับ
จ้องมองไปที่หยางซือฉี ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้
องค์หญิงจิ่นซิ่วสีหน้าซีดขาวลงไปทันที พยายามฝืนยิ้มออกมา “ให้ความยุติธรรมอะไรกัน องค์หญิงอวี้หลัวอย่า
ได้พูดถึงอีกเลย ถึงแม้เรื่องนี้จะเกิดจากองค์หญิงอวี้หลัว แต่องค์หญิงเป็นแขกที่มาร่วมงาน ดังนั้นขอให้องค์หญิงช่วยเป็น
พยานในเหตุการณ์ก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่นจิ่นซิ่วจะจัดการให้เอง”
อีกฝั่ายพลันหัวเราะเจื่อนๆ ออกมา “เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ อวี้หลัวรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ฉะนั้นขอให้อวี้หลัวเป็น
คนทำให้เรื่องนี้กระจ่างก็แล้วกัน”
หลังจากที่พูดจบ องค์หญิงอวี้หลัวก้าวขึ้นมาก้าวหนึ่ง หันไปพูดกับแม่นม “รีบเอาตัวต้วนอวี้หรานกลับมาก่อน”
เวลานี้ต้วนอวี้หรานที่ถูกจับตัวไปร้องไห้ร้องห่มจนหน้าตาแทบดูไม่ได้ ด้วยความรำคาญแม่นมจึงหยิบผ้าเช็ดหน้า
ที่สกปรกช่วยซับนํ้าหูนํ้าตาให้นาง จากนั้นยัดเข้าไปในปากของต้วนอวี้หราน แต่พอได้ยินองค์หญิงอวี้หลัวสั่งให้เอา
ตัวนางกลับมา แม่นมรีบดึงผ้าเช็ดหน้าออกและเอาตัวกลับมาคืนให้แต่โดยดี
ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงและดวงตาที่บวมปูดขึ้นมาของต้วนอวี้หราน เลอะเทอะเปรอะเปือนไปหมด
เครื่องประดับปินปักผมต่างกระเด็นกระดอนไปทั่ว ท่าทางของนางน่าสมเพชแทบดูไม่ได้
ในเวลานี้นางถูกแม่นมนำตัวกลับมา ทว่าเข่าทั้งสองข้างกลับหมดแรงล้มลงบนพื้น นางมองไปรอบๆ ก่อนจะรีบ
คลานเข้าไปหาองค์หญิงจิ่นซิ่วอย่างฉับไว พร้อมกับร้องไห้เสียงดัง “องค์หญิงจิ่นซิ่ว หม่อมฉันถูกใส่ร้าย หม่อมฉันไม่ได้
รับความเป็นธรรม หม่อมฉันได้รับคำเชิญจากองค์หญิงจริงๆ นะเพคะ นางกำนัลคนนั้นบอกว่า คำพูดขององค์หญิงก็คือ
บัตรเชิญ ฉะนั้นจึงไม่ได้เอาบัตรเชิญมาให้หม่อมฉันเพคะ…”
ต้วนชิงหมิงแอบส่ายหน้าไปมา ให้กับความคิดและท่าทางที่โง่เขลาสิ้นดีของต้วนอวี้หราน เรื่องใดพูดได้ เรื่องใด
พูดมิได้ นางไม่รู้แม้แต่นิดเดียว
คำพูดของต้วนอวี้หรานทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วหน้าถอดสีไปในบัดดล
ต้วนอวี้หราน… เรื่องที่ไม่ควรพูดกลับมาพูดที่นี่!
เห็นทีถ้าวันนี้ไม่จัดการต้วนอวี้หรานให้รู้สำนึกก็เท่ากับดูถูกความโง่เขลาของนางสินะ
ต้วนชิงหมิงรีบกระแอมไอเสียงเบาสองสามครั้ง ส่งสัญญาณให้ต้วนอวี้หรานหยุดวาจาที่กำลังกล่าวออกมา นึกไม่
ถึงเลยว่าต้วนอวี้หรานกลับไม่เข้าใจสัญญาณที่ส่งไปให้ นางยังคลานเข่าเข้าไปจับกระโปรงขององค์หญิงจิ่นซิ่วไว้แน่น
พลางร้องไห้วิงวอนทั้งนํ้าตา “องค์หญิง ขอให้องค์หญิงช่วยไว้ชีวิตด้วย… ถึงแม้หม่อมฉันจะใจกล้าไปบ้าง แต่มิกล้าล่วง
เกินแขกคนสำคัญขององค์หญิงเป็นแน่ อีกทั้งหม่อมฉันไม่ได้ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด แต่เป็นองค์หญิงอวี้หลัวที่เข้า
ผิดเสียเอง… อันที่จริงหม่อมฉันอยากแก้ต่างอยู่ ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวไม่เปิดโอกาสนั้นให้หม่อมฉันเองเพคะ”
คราวนี้ต้วนอวี้หรานไม่มีทางรอดเป็นแน่แท้ นางได้ล่วงเกินทั้งองค์หญิงจิ่นซิ่วและองค์หญิงอวี้หลัวทั้งสองไป
พร้อมกัน
แม้องค์หญิงจิ่นซิ่วจะฝืนยิ้มออกมา แต่หน้าตากลับไม่รับบุญเอาเสียเลย นางอยากตีตัวออกห่างต้วนอวี้หรานเต็ม
ประดา พร้อมอยากฉีกต้วนอวี้หรานออกเป็นชิ้นๆ ทว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วเลือกปันหน้าแสร้งยิ้มออกมาแทน “ต้วนอวี้หรา
นวางใจเสียเถอะ ถ้าเจ้าเป็นคนบริสุทธิ์จริง องค์หญิงอวี้หลัวกับข้าจะช่วยทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง… ตอนนี้เจ้าปล่อย
มือออกก่อนดีไหม?”