การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 490 วิธีจัดการที่ต่างออกไป
โบราณกล่าวว่า ‘คุยกับคนฉลาดเฉลียวนั้นย่อมไม่รู้สึกเหนื่อยล้า’ ในเมื่อต้วนชิงหมิงเป็นคนเฉลียวฉลาดมากพอ
องค์หญิงอวี้หลัวจึงอยากให้โอกาส ยื่นมือเข้าไปช่วยน้องสาวของนางสักครั้ง
เนื่องจากต้วนชิงหมิงยืนกรานว่า ต้วนอวี้หรานผู้เป็นน้องสาวไม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องการหาตัวคนที่ก่อ
เรื่องตัวจริงออกมา ในเวลานี้องค์หญิงอวี้หลัวลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้นางแล้ว การที่ต้วนชิงหมิงยื่นมือเข้ามาช่วย
น้องสาว ก็เท่ากับช่วยองค์หญิงอวี้หลัวในเวลาเดียวกัน
สายตาที่องค์หญิงอวี้หลัวจ้องเขม็งมาที่ต้วนชิงหมิง เพื่อต้องการดูว่าต้วนชิงหมิงกล้าที่จะล่วงเกินองค์หญิงจิ่นซิ่ว
และหยางซือฉีหรือไม่
ทว่าในเมื่อองค์หญิงอวี้หลัวแสดงท่าทางออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้ว ต้วนชิงหมิงก็ไม่กระมิดกระเมี้ยนอีกต่อ
ไป นางเดินขึ้นไปเบื้องหน้าองค์หญิงอวี้หลัวและองค์หญิงจิ่นซิ่ว ยอบตัวแสดงความเคารพ ก่อนเอ่ยเสียงดังจนได้ยินกัน
ทั่วตำหนักจิ่นซิ่ว “เรียนองค์หญิงเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันได้ยินคนพูดขึ้นประโยคหนึ่งว่า ‘ด้านหน้าก็คือคุณหนูต้วน’
ส่วนคนที่พูดนั้นก็อยู่ที่นี่ มิหนำซํ้ายังอยู่อยู่เบื้องหลังองค์หญิงทั้งสองด้วยเพคะ”
หยางซือฉีตะลึงจนดวงตาทั้งสองข้างเลิกขึ้นมา ราวกับมิอยากเชื่อว่าต้วนชิงหมิงจะกล้าฉีกหน้านางต่อทุกคน
กล่าวหาว่านางเป็นคนต้นเหตุที่ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด… ต้วนชิงหมิงเป็นบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ? นางมิกลัวล่วง
เกินองค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่กลัวล่วงเกินหยางซือฉีอย่างนั้นหรือ?
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงชี้ตัวออกไป สายตาของบรรดาคุณหนูต่างจับจ้องไปที่หยางซือฉี เสมือนว่านางทำเรื่องที่ผิด
มหันต์จนมิอาจอภัยได้ ในขณะที่หยางซือฉีถูกสายตาจับจ้อง นางรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เดินขึ้นมาสองก้าว ชี้หน้าไปที่ต้
วนชิงหมิงและสวนกลับเสียงดังไม่แพ้กัน
“ต้วนชิงหมิง เจ้าบังอาจใส่ร้ายข้า?”
“ข้าจะใส่ร้ายท่านได้อย่างไรกัน? หรือว่าคุณหนูหยางไม่ใช่คนที่บอกให้องค์หญิงอวี้หลัว ให้เข้าใจผิดว่าต้วนอวี้หรา
นเป็นคุณหนูใหญ่ต้วนหรอกหรือ?” ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองไปที่อีกฝั่าย พลางส่ายหน้าไปมาน้อยๆ แววตาเปียมไป
ด้วยการดูถูกดูแคลน ‘กล้าทำไม่กล้ารับ’ มองไปยังหยางซือฉีไม่วางตา ไม่เอ่ยวาจาใด
หยางซือฉีชะงักนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง “เชอะ! ข้าบอกเพียงนั่นคือคุณหนูต้วน ทว่าไม่ได้บอกว่า
เป็นต้วนอวี้หรานหรือต้วนชิงหมิง ดังนั้นข้าไม่นับเป็นคนที่ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด ไฉนเลยจึงมีโทษได้?”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็กลั้นหัวเราะออกมามิได้ “โอ้โห องค์หญิงอวี้หลัวยังไม่ได้เริ่มถามเลย คุณหนูหยางก็เริ่ม
ยอมรับผิดแล้วหรือ… ข้าอยากถามคุณหนูหยางต่อหน้าองค์หญิงอวี้หลัวกับองค์หญิงจิ่นซิ่วเสียหน่อย เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ
ครู่คุณหนูหยางแยกแยะใครเป็นใครไม่ถูกเลยหรือ?”
หยางซือฉีได้ยินอดไม่ได้ที่จะหันไปชำเลืองมององค์หญิงจิ่นซิ่ว ซึ่งองค์หญิงจิ่นซิ่วได้เลิกคิ้วขึ้น ก่อนก้มหน้าก้มตา
แสร้งทำเป็นดื่มชา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
องค์หญิงอวี้หลัวหันมายิ้มให้กับต้วนชิงหมิง เมื่อพบว่าต้วนชิงหมิงผู้นี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ดูท่าแล้วสิ่งที่นางถามแม้
จะดูไม่มีอะไร แต่หยางซือฉีที่ตอบกลับมาทุกถ้อยคำได้ตกหลุมพรางที่ต้วนชิงหมิงวางไว้แล้ว
สิ่งที่หยางซือฉีพูดออกมาว่า ‘คุณหนูที่อยู่ตรงหน้าคือคุณหนูต้วน’ ซึ่งองค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดว่าต้องหมายถึงต้
วนชิงหมิง แต่เมื่อถึงเวลาหยางซือฉีกลับไม่ได้บอกว่า คนที่องค์หญิงอวี้หลัวจับมือในตอนแรกคือลูกอนุต้วนอวี้หราน
ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดอย่างมหันต์
หยางซือฉียังไม่เข้าใจว่าสิ่งที่นางปฏิเสธเสียงแข็งอยู่นั้น กำลังเป็นการเล็งเปั้าหมายไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว
ต้วนชิงหมิงพูดต่อไปว่า “องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดว่าน้องอวี้หรานเป็นหม่อมฉันจึงชมไปต่างๆ นานา สิ่งที่องค์
หญิงชมนั้นต้วนชิงหมิงมิกล้ารับเพคะ ส่วนน้องอวี้หรานที่อายุยังน้อย เมื่อพบเหตุการณ์เช่นนั้นจึงอยากรักษาหน้าให้องค์
หญิงแทน… คุณหนูหยางเรื่องที่ข้าเล่ามาทั้งหมดเป็นตามนี้ใช่หรือไม่?”
“ไม่ผิดเลย สิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริง!” หยางซือฉีตอบกลับด้วยรำคาญที่ต้วนชิงหมิงชอบถาม
ซักไซ้
ต้วนชิงหมิงหัวเราะออกมาอีกครั้ง “คุณหนูหยางจำน้องอวี้หรานได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเคยพบหน้าชิงหมิงมาแล้ว
หลายครั้งอีก ฉะนั้นย่อมรู้ว่าใครเป็นใคร… นั่นหมายความว่าคุณหนูหยางแค่ปรายตามอง ย่อมแยกออกว่าใครเป็นพี่สาว
ใครเป็นน้องสาว ใช่หรือไม่?”
หลังจากที่หยางซือฉีได้ยินคำตอบต้วนชิงหมิง แสร้งทำเป็นกระแอมไอหลบสายตาองค์หญิงอวี้หลัว ก่อนจะเถียง
สวนกลับไป “ต้วนชิงหมิง เจ้าพูดอะไรเพ้อเจ้อกัน! บรรดาคุณหนูที่อยู่ที่นี่ มีใครบ้างที่ไม่รู้จักเจ้ากัน ไฉนเลยข้าจะจำไม่ได้
ด้วยเล่า?”
ตายแล้ว! คำพูดประโยคเดียวของหยางซือฉีที่กลับกลอก กำลังจะลากบรรดาคุณหนูทุกคนเป็นคนผิดไปด้วย
เมื่อเห็นหยางซือฉีลุกพรวดขึ้นมา ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร นางเพียงยกยิ้มมุมปาก “บรรดาคุณหนูที่อยู่ที่นี่
ล้วนจำข้าได้ทุกคน แต่ตอนนั้นคนที่อยู่ใกล้องค์หญิงอวี้หลัวและได้ยินคำพูดชัดเจนมากที่สุด นอกจากองค์หญิงจิ่นซิ่วที่
จัดงานเลี้ยงในวันนี้ขึ้น ก็มีเพียงเจ้าหยางซือฉีมิใช่หรอกหรือ?”
ต้วนชิงหมิงยิ้มออกมาราวกับบุปผาที่แย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ ประกอบกับลมหนาวที่พัดผ่านเป็นเวลานาน สีหน้า
ของต้วนชิงหมิงจึงแดงระเรื่อขึ้นมา หากใครเห็นเข้าต่างตกหลุมรักโดยไม่ต้องสงสัย
พอหยางซือฉีได้ยิน สีหน้าพลันเสียในทันที นางรีบพูดตะคอก “ต้วนชิงหมิง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ความหมายของต้วนชิงหมิงที่พูดวกไปวกมา ยังคงชี้มาที่หยางซือฉีเป็นคนที่ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด
ต้วนชิงหมิงตอบกลับโดยไม่รีบร้อน “ความหมายของข้าคือ เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าองค์หญิงอวี้หลัวทักคนผิด แต่กลับไม่
รีบเข้าไปช่วย สรุปแล้วในใจของเจ้ามีแผนการอะไรกันแน่?”
หยางซือฉีหน้าซีดเป็นไก่ต้ม แอบเหล่ตามองไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ทำหน้านิ่ง ก่อนกระทืบเท้าตึงตัง “ต้วนชิงหมิง
เจ้ากล้าใส่ร้ายข้า?”
“ข้าจะใส่ร้ายเจ้าได้อย่างไรกัน… หรือว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด โดยใช้คำว่า ‘คุณหนูต้วน’
เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้องค์หญิงอวี้หลัว เข้าใจว่าน้องอวี้หรานเป็นข้า… คุณหนูหยาง เจ้ากับข้าไม่เคยมีความแค้นกัน
มาก่อน เหตุใดต้องใส่ร้ายข้าด้วยเรื่องนี้ด้วย……” ต้วนชิงหมิงตอบกลับเสียงเเข็ง
เมื่อหยางซือฉีถูกต้วนชิงหมิงพูดเค้นหนักเข้า นางรีบตอบกลับโดยรีรอให้ต้วนชิงหมิงพูดจนจบ “ข้าเปล่าสัก
หน่อย…”
ต้วนชิงหมิงพูดขัดหยางซือฉีขึ้นมา พร้อมชี้แจงว่า “เจ้ายังกล้าพูดหน้าตาเฉยว่าไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือ… ตอนที่ข้า
มาถึงหน้าวังหลวง เจ้าสั่งให้คนขับรถม้าของเจ้ามาเฉี่ยวรถม้าจวนต้วนของข้า เรื่องนี้ข้ากับน้องสาวยังไม่เอาเรื่องเอา
ความกับเจ้า พอผ่านประตูวังหลวงเข้ามาแล้ว เจ้ายังมีเจตนาพูดและปิดบังให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดว่าน้องสาวเป็น
ข้า… หรือว่าเจ้าไม่ใช่ตัวการที่ทำลายความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เจ้าตั้งใจให้องค์หญิงอวี้หลัวหน้าแตกต่อหน้า
ธารกำนัลทั้งหมดนี่… หยางซือฉี! เจ้ารู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นความผิดที่ร้ายแรง ดังนั้นเจ้าคิดว่าสมควรรับโทษเช่นไรดี?”
หลังจากต้วนชิงหมิงพูดจบลงก็ไม่ได้สนใจหยางซือฉีอีกต่อไป นางหันหน้าไปทางองค์หญิงอวี้หลัว “องค์หญิงอวี้
หลัวผู้ปรีชา เมื่อครู่คำพูดของหม่อมฉันชัดเจนทุกถ้อยคำ… หยางซือฉีผู้นี้มีอคติต่อหม่อมฉันและน้องสาว จึงตั้งใจเล่น
งานพวกหม่อมฉัน หมายให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดและหน้าแตก… โทษของการทำลายความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศนี้
ขอให้องค์หญิงลงโทษอย่างหนักด้วยเถอะเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยินถึงกับชะงักไปเล็กน้อย และหันไปมองหยางซือฉี พูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “หยางซือฉี สิ่งที่ต้
วนชิงหมิงพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริงหรือไม่?”
“เรียนองค์หญิง… ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะ หม่อมฉันมิได้หมายความว่าเช่นนั้นเพคะ” หยางซือฉีตอบกลับอย่าง
ร้อนใจ
แม้นางจะตั้งใจทำให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด ทว่าก็ไม่มีทางยอมรับผิดเด็ดขาด เพราะว่าโทษของการทำลาย
ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ อาจทำให้หัวของหยางซือฉีหลุดออกจากบ่าได้ทันที
องค์หญิงอวี้หลัวไม่สนใจสิ่งที่หยางซือฉีกำลังพูดอีกแล้ว นางหันหน้าไปทางองค์หญิงจิ่นซิ่วเอ่ยปากถามขึ้น “องค์
หญิงจิ่นซิ่ว เมื่อครู่ท่านได้ยินชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความผิดของหยางซือฉีทั้งหมด นางตั้งใจ
ให้ข้าเข้าใจผิดว่าต้วนอวี้หรานคือต้วนชิงหมิง เพื่อให้ข้าเสียหน้าต่อทุกคน คนแบบหยางซือฉีที่จิตใจเลวทรามเช่นนี้ ขอให้
ท่านช่วยลงโทษอย่างหนักด้วย!”