การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 491 ใครถูกใครผิด
ตั้งแต่ที่องค์หญิงอวี้หลัวยื่นมือเข้ามาสอบถามความจริง องค์หญิงจิ่นซิ่วก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
เวลานี้องค์หญิงอวี้หลัวได้เอ่ยปากขึ้นมา องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงวางถ้วยนํ้าชาลงอย่างเชื่องช้า ก่อนใช้มือหมุนฝาถ้วย
นํ้าชาไปมา ถามต้วนชิงหมิง ไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ต้วนชิงหมิง เมื่อครู่เจ้าพูดว่าหยางซือฉีเป็นคนทำให้องค์หญิงอวี้หลัว
เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ?”
นางตอบกลับชัดถ้อยชัดคำ “เรียนองค์หญิง ชิงหมิงเล่าทุกอย่างตามความเป็นจริง มิได้ปิดบังแม้แต่น้อยเพคะ”
ทว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วกลับแสยะยิ้ม “เอาล่ะ เรื่องนี้องค์หญิงอวี้หลัวได้สอบถามอย่างชัดเจนจนกระจ่างแล้ว หยาง
ซือฉีเจ้าจะยอมรับผิดหรือไม่?”
หยางซือฉีรีบเดินเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่ว ละลํ่าละลักพูดเสียงดังขึ้น “เรียนองค์หญิง หยางซือฉีมี
ความผิดก็จริง แต่ว่าความผิดที่ใหญ่หลวงที่สุดยังคงเป็นต้วนชิงหมิงเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมามอง “อย่างนั้นหรอกหรือ… หยางซือฉี ไหนเจ้าลองพูดมาสิ ต้วนชิงหมิ
งมีโทษอันใดกัน?”
หยางซือฉีจ้องไปที่ต้วนชิงหมิงอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “อันที่จริง องค์หญิงเชิญต้วนชิงหมิงมาที่งานเลี้ยงเพียง
คนเดียว ทว่านางยังดึงดันพาน้องสาวลูกอนุมาด้วย ประการแรกเป็นที่รู้กันว่าตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่เคยเชิญบุตร
สาวลูกอนุมาที่นี่ แต่ต้วนชิงหมิงกลับจงใจละเมิดกฎเกณฑ์ ประการที่สอง ก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะเข้าวังหลวงตั้งใจใช้รถม้า
ขวางทางหม่อมฉัน ด้วยความคิดถึงองค์หญิง หม่อมฉันจึงสั่งให้คนขับรถม้าแซงนางเท่านั้น หาได้เฉี่ยวชนตามที่ต้วนชิงห
มิงกล่าวมา ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงตั้งใจใช้โทษทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ยัดเยียดมาให้หม่อมฉันเพคะ”
สิ่งที่หยางซือฉีกล่าวมาทั้งหมด ต่างลบล้างกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเล่ามาก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังชี้แจงว่าความผิดทุก
อย่างเป็นเพราะนาง
องค์หญิงจิ่นซิ่วหันหน้าไปถามเด็กสาวเสียงเรียบ “ต้วนชิงหมิง เจ้าจะว่าอย่างไร?”
เด็กสาวได้แต่หัวเราะคิกคัก “คำเชิญขององค์หญิงถือเป็นเกียรติของหม่อมฉัน จึงตัดสินใจมาร่วมงานเพื่อยลโฉม
องค์หญิง อีกอย่างคำเชิญขององค์หญิงไม่ได้บอกไว้ว่าห้ามพาพี่น้องมาด้วย ดังนั้นชิงหมิงเลยตัดสินใจพาน้องสาวที่ไม่ประ
สีประสามาร่วมงานด้วย ส่วนเรื่องที่ว่าองค์หญิงเชิญไม่เชิญบุตรสาวลูกอนุนั้น หยางซือฉีตั้งใจพูดโยงไปอีกเรื่องหนึ่ง…
เป็นที่รับรู้กันทั่ว องค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นคนรักความเป็นธรรม ชื่นชมและลงโทษอย่างชัดเจน ปฏิบัติต่อนางกำนัลก็เป็นแบบ
เดียวกัน ไฉนเลยจะต้องสนใจว่าเป็นบุตรสาวลูกภรรยาเอกหรือลูกอนุด้วย สรุปแล้วหยางซือฉีกำลังทำลายชื่อเสียงของ
องค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่เพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิงถึงกับมองด้วยสีหน้าเหยเก “เจ้านี่ช่างพูดเสียจริงนะ!”
ต้วนชิงหมิงรีบโค้งคำนับน้อมรับคำชมจากอีกฝั่ายโดยไม่รอช้า
องค์หญิงจิ่นซิ่วเอ่ยขึ้น “ข้าปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวลูกอนุ หรือบุตรสาวลูกภรรยา
เอก อีกทั้งงานเลี้ยงในวันนี้ ข้าเชิญเพียงต้วนชิงหมิงมาร่วมงานเพียงคนเดียว แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามพาพี่สาวหรือน้องสาว
มาได้ ฉะนั้นครั้งนี้เป็นความผิดของหยางซือฉีจริง” นางหยุดเว้นจังหวะมองต้วนชิงหมิงที่รีบโค้งคำนับในคำตอบของนาง
ก่อนเอ่ยต่อไปว่า “เรื่องนี้เป็นความผิดของใคร ข้าจะไม่มีทางเข้าข้าง เพียงแต่เรื่องที่เจ้าเล่าว่าหยางซือฉีตั้งใจ
เฉี่ยวชนรถม้าของเจ้า เรื่องมันเป็นมาเป็นไปอย่างไร?”
“เรียนองค์หญิง หน้าวังหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น หยางซือฉีผู้นี้ตั้งใจนำรถม้ามาเฉี่ยวชนรถม้าของหม่อมฉัน ยิ่ง
ไปกว่านั้นนางยังเป็นคนที่ยืนข้างกายองค์หญิง แต่กลับปล่อยให้แขกสำคัญขององค์หญิงต้องอับอายขายหน้าโดยที่ไม่ตัก
เตือน นั่นเท่ากับนางตั้งใจทำลายชื่อเสียงขององค์หญิงมิใช่หรือเพคะ?”
ไม่ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นไร ย่อมเกี่ยวโยงไปถึงราชวงศ์ต้าเซี่ยด้วย บัดนี้หยางซือฉีหลอกลวงให้
องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดต่อหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่ว ฉะนั้นครั้งนี้จึงไม่อาจปกปั้องคนผิดไว้ได้อีกแล้ว
หยางซือฉีได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดเสี้ยมพลันเดือดดาลขึ้นมา ยกมือขึ้นชี้หน้าต้วนชิงหมิงพร้อมพูดไม่ยั้งปาก “ต้วน
ชิงหมิง ต่อให้เรื่องเป็นเช่นนี้ แต่มือของน้องสาวเจ้าก็จับมือขององค์หญิงอวี้หลัวไปแล้ว… ใครๆ ก็รู้ว่าองค์หญิงอวี้หลัว
รังเกียจบุตรสาวลูกอนุมากเพียงใด เช่นนั้นเรื่องนี้เจ้าจะว่าอย่างไรเล่า?”
ต้วนอวี้หรานมองหยางซือฉีด้วยความเดือดดาล กำลังจะอ้าปากด่าทออีกฝั่ายชุดใหญ่ ทว่าต้วนชิงหมิงกลับกวาด
สายตาเพ่งมองไป นางจึงได้แต่สงบปากสงบคำไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
ทว่าบัดนี้สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวกลับไม่ค่อยจะสู้ดี ต้วนชิงหมิงหันหน้าไปมองหยางซือฉีด้วยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์
“หยางซือฉี เจ้าพูดผิดแล้ว”
อีกฝั่ายชะงักไปครู่หนึ่ง ทำไมข้าถึงผิดอีกเล่า?
ต้วนชิงหมิงหันกลับไปยอบตัวทำความเคารพองค์หญิงอวี้หลัวอีกครั้ง ก่อนพูดยิ้มๆ รวดเดียว “องค์หญิงอวี้หลัว
และองค์หญิงจิ่นซิ่วต่างมีนิสัยที่เหมือนกันคือ รักความยุติธรรม ชอบช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ยิ่งองค์หญิงทั้งสองที่มี
ฐานะสูงส่งย่อมอยากรู้จักกับคนที่มีอำนาจ แม้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดว่าน้องอวี้หรานเป็นหม่อมฉัน และด้วยน้องสาว
ของหม่อมฉันอายุยังน้อยจึงไม่กล้าพูดปฏิเสธ มิหนำซํ้าก่อนเข้าวังหลวงมานางยังตกใจกับการที่รถม้ามาเฉี่ยวชน จนยัง
ไม่ได้สติกลับคืนมาเป็นอย่างดี ทว่าในเมื่อเรื่องทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาแล้ว องค์หญิงอวี้หลัวที่จิตใจกว้างขวางดั่ง
มหาสมุทร ไฉนเลยจะถือสาน้องสาวที่ไม่รู้ความของหม่อมฉันใช่ไหมเพคะ”
นางพูดไปก็เดินไปเบื้องหน้าองค์หญิงอวี้หลัว “องค์หญิง หม่อมฉันพูดถูกต้องไหมเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวกลับฝืนยิ้มออกมา “ต้วนชิงหมิง เจ้าช่างฉลาดเป็นกรดเสียจริง พูดอะไรออกมา ข้าหาจุดผิดไม่ได้
เลย”
จนถึงตอนนี้หยางซือฉีก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดองค์หญิงอวี้หลัวถึงช่วยต้วนชิงหมิง นางอ้าปากกำลังจะถามขึ้น แต่
องค์หญิงอวี้หลัวกลับแซงหน้าถามขึ้นก่อน “เป็นอย่างที่ต้วนชิงหมิงกล่าวมาทั้งหมด ข้าเกลียดคนที่โกหกหลอกลวงเป็น
ที่สุด หากเจอเมื่อไรย่อมไม่มีทางให้อภัยอย่างแน่นอน… หยางซือฉี เจ้าให้รถม้าไปเฉี่ยวชนรถม้าของต้วนชิงหมิงก่อน จน
น้องสาวของนางขวัญหนีดีฝั่อ พอเข้าวังมาแล้วก็ยังทำให้ข้าเข้าใจผิดอีก หยางซือฉีเรื่องตลกเช่นนี้ เจ้าทำไปด้วยเหตุผล
อะไรกันแน่?”
หยางซือฉีหัวใจเต้นแรงขึ้นมา ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าองค์หญิงอวี้หลัวกำลังคิดบัญชีกับนาง… ในข้อหาสร้าง
ความเข้าใจผิด และตั้งใจให้อับอายขายหน้าต่อคนอื่น
หยางซือฉีคำนวณเรื่องทุกอย่างไว้อย่างดีแล้ว แต่นางกลับคำนวณพลาดไปสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่วหรือองค์หญิงอวี้หลัวต่างรักหน้าตาและศักดิ์ศรีของตัวนางเอง มีหรือที่จะยอมให้อีก
ฝั่ายมาพูดข้อเสียที่มีในตัวออกมา
ทางด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วที่เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าองค์หญิงอวี้หลัวต้องการจัดการหยางซือฉี
ให้นางดูเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าอย่างไรการที่องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิดนั้น องค์หญิงจิ่นซิ่วก็มีโทษในฐานะที่ไม่เตือน
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่กลัวว่าองค์หญิงอวี้หลัวจะลงโทษ แต่ถ้านางถูกองค์หญิงอวี้หลัวเกลียดเข้ากระดูกดำ คงจะเป็น
เรื่องลำบากขึ้นมาสำหรับนาง คิดแล้วตบโต๊ะเสียงดังลั่น “หยางซือฉี ยังไม่รีบไปขอรับโทษจากองค์หญิงอวี้หลัวอีก?”
หยางซือฉีได้ยินรีบคุกเข่าตรงทางเดินที่มีหิมะ “องค์หญิงอวี้หลัว หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว ขอให้องค์หญิงอภัยให้
กับปากที่พลั้งเผลอของหม่อมฉันด้วยเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวปรายตามองหยางซือฉี พูดอย่างไร้ความรู้สึก “ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว ที่เจ้ารู้ตัวว่าผิด… เอา
อย่างนี้แล้วกัน เจ้าจงคุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่าข้าจะหายโกรธแล้วค่อยลุกขึ้นมาได้”
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวพูดจบลง ได้หันไปพูดกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิง งานเลี้ยงในวันนี้ ข้าเกือบจะทำให้หมด
สนุกไปเสียแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปเริ่มงานเลี้ยงกันต่อดีหรือไม่?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วรู้อยู่เต็มอกว่าองค์หญิงอวี้หลัว ต้องการลงโทษหยางซือฉีให้นางดูเป็นตัวอย่าง บัดนี้ในเมื่อองค์
หญิงอวี้หลัวพูดถึงงานเลี้ยงต่อ องค์หญิงจิ่นซิ่วทำได้เพียงหัวเราะกลบเกลื่อน “องค์หญิงอวี้หลัวพูดได้ถูกต้อง พวกเราทุก
คนเข้าไปในงานเลี้ยงกันต่อแล้วกัน…”
บรรดาคุณหนูที่ยืนอยู่หน้าตำหนักจิ่นซิ่ว บ้างก็มือชาเพราะถ่านที่ใส่ในโส่วหลูมอดลงแล้ว บ้างก็สวมเสื้อผ้ามาบาง
จนร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ทันทีที่พวกนางได้ยินว่าเข้าไปข้างในตำหนักได้แล้ว ต่างแย่งกันกรูเข้าไปด้านใน
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ข้างหลังสุด หันไปทางองค์หญิงอวี้หลัวพูดเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณองค์หญิงเพคะ…”