การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 494 ใส่ร้ายปั้ายสี
นางกำนัลผู้นั้นได้ฟังความโกรธก็ยิ่งทวีความรุนแรง นางยกมือขึ้นชี้ไปที่ต้วนอวี้หราน พลางตะคอกอย่างเกรี้ยว
กราด “เจ้า……เจ้ากำลังพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน? องค์หญิงของพวกเราจะไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องยศของเสื้อผ้าชุดนี้เชียวหรือ……
เจ้าไปขโมยชุดนี้จากในตำหนักมาใส่แน่ๆ ยังกล้ามาใส่ร้ายองค์หญิงจิ่นซิ่วของพวกเราอีก? ต้วนอวี้หราน เจ้าไม่อยากให้
ตัวเองอายุยืนใช่ไหม?”
ฮองเฮาเพิ่งถามนางกำนัลข้างกายองค์หญิงจิ่นซิ่วแท้ๆ ว่าได้ช่วยต้วนอวี้หรานเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดนี้หรือเปล่า แต่อีก
ฝั่ายกลับยืนกรานว่าไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย อีกทั้งตอนนี้องค์หญิงก็พบแขกอยู่หน้าลานตำหนัก ไม่ได้มีใครทำชุด
เปียก
เดิมทีนี่คือเรื่องที่มีหลักฐานชัดเจน แต่ตอนนี้ต้วนอวี้หรานยังกล้าพูดซี้ซั้วผลักความผิดของตัวเองไปให้องค์หญิง
จิ่นซิ่ว แบบนี้ไม่เท่ากับเพิ่มปัญหายุ่งยากใจให้ฮองเฮาหรอกหรือ จะให้ช่วยองค์หญิงจิ่นซิ่วบิดเบือนความจริงได้อย่างนั้น
หรือ? เดิมทีนางกำนัลคนนี้คือนางกำนัลข้างกายฮองเฮาอยู่แล้ว แล้วฮองเฮาก็เป็นมารดาขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ถ้าเรื่องนี้
แพร่ออกไป ก็จะเสียหน้ากันทั้งวังรวมทั้งฮองเฮาด้วย ดังนั้นเมื่อต้วนอวี้หรานแก้ตัวอย่างมั่นอกมั่นใจอย่างนี้ จะไม่ให้นาง
กำนัลโมโหได้อย่างไร?
เมื่อต้วนอวี้หรานได้ยินคำพูดของนางกำนัลคนนั้น แล้วนึกเชื่อมโยงไปถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้อีก ในที่สุด
นางก็นึกออกแล้ว ว่าบางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นอุบายห่วงสัมพันธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ และตอนนี้นางก็อยู่ในกับดักนี้ ไม่มีทาง
ปลีกตัวออกไปได้แล้ว
ชั่วพริบตานั้น ต้วนอวี้หรานรู้สึกผิดหวังท้อใจราวกับหัวใจกลายเป็นขี้เถ้า
ที่แท้ องค์หญิงจิ่นซิ่วก็หลอกนางหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะอย่างนี้ ก็คงไม่ตั้งใจให้นางสวมชุดหรูหราสวยงามซึ่งมีเพียง
คนระดับกุ้ยเหรินเท่านั้นที่ใส่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะอย่างนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วจะใจดีกับบุตรสาวคนหนึ่งขนาดนี้ได้อย่างไร…เช่น
นั้น การใส่ร้ายปั้ายสีโดยเจตนาจะเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น? หรือว่าบางที องค์หญิงจิ่นซิ่วอาจไม่เคยคิดจะให้นางรอดชีวิตออก
จากวังนี้ไปเลยก็ได้!
แต่ที่นี่คือพระราชวัง ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือถิ่นขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ตอนนี้ต้วนอวี้หรานที่ตกหลุมพรางอีกครั้งค้น
พบอย่างสิ้นหวังแล้วว่า ถ้านางหาพยานคนอื่นไม่เจอ ก็คงยากจะหนีให้พ้นโทษตายแล้วจริงๆ
ทันใดนั้นก็เข้าใจถึงสถานการณ์ลำบากของตัวเองแล้ว นํ้าตาของต้วนอวี้หรานไหลพรากออกมา นางร้องไห้
โวยวายเสียงดังอย่างไม่สนใจ “ฮองเฮาโปรดตัดสินเรื่องนี้อย่างใสสะอาด องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนมาช่วยเปลี่ยนชุดนี้ให้
หม่อมฉันเป็นเรื่องจริงเพคะ หม่อมฉันเข้าวังเป็นครั้งแรก จะรู้ได้อย่างไรเพคะว่ายศของเสื้อผ้าชุดนี้มีอะไรไม่เหมาะสม?”
ทว่าหาได้มีใครฟังนางไม่ ยังพูดไม่ทันจบประโยคนางกำนัลสองคนก็เข้ามาฉุดกระชากต้วนอวี้หรานไปข้างหน้า
ก่อนโยนนางไว้ตรงหน้าฮองเฮาแล้ว
พอมองชุดกระโปรงบนตัวต้วนอวี้หรานอีกครั้ง ก็พบว่ามีรอยเปรอะเปือนแล้ว ผมที่นางเพิ่งหวีได้ไม่นานก็ยุ่งเหยิง
แล้วเช่นกัน เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าก็เลอะแล้ว เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ สภาพของนางสะบักสะบอมขึ้นแล้วอีกสิบ
ส่วน
ในเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งวัน ต้วนอวี้หรานถูกประกาศให้รับโทษโบยให้ตายถึงสองครั้งสองคราแล้ว สิ่งนี้ทำให้ต้วนอวี้
หรานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัววังที่ลํ้าลึกแห่งนี้มากขึ้นไปอีกขั้น ความปรารถนาในการรอดชีวิตครอบงำจิตใจของนาง
อย่างถึงขีดสุด นางลุกขึ้นมาอย่างไม่สนใจอะไร กล่าววิงวอนสตรีที่สวมชุดหงส์ตรงหน้า
“ฮองเฮาโปรดตัดสินอย่างใสสะอาดเพคะ หม่อมฉันจะหาชุดของกุ้ยเหรินเจอได้อย่างไร? องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนนำ
มาเปลี่ยนให้หม่อมฉันจริงๆ เพคะ”
พูดไปได้แค่ครึ่งเดียว ต้วนอวี้หรานก็ชะงักไป
เพราะต้วนอวี้หรานพลันนึกขึ้นได้ ว่าไม่กี่วันมานี้องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนมาเชิญนางไปร่วมงานเลี้ยง ในตอนนั้นนาง
กำนัลที่ได้รับคำสั่งให้มาเชิญได้บอกต้วนอวี้หรานเอาไว้อย่างน่าเชื่อถือว่า องค์หญิงจิ่นซิ่วชื่นชมนาง หวังว่านางจะเข้าร่วม
งานเลี้ยงอย่างตรงเวลา แต่ท้ายที่สุดพิรุธก็ปรากฏ ตอนที่นางถูกองค์หญิงอวี้หลัวใส่ร้าย ตัวการริเริ่มอย่างองค์หญิงจิ่นซิ่
วกลับมายืนกรานปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม และเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าตัวเองพูดจริง องค์หญิงจิ่นซิ่วถึงขั้นทำโทษ
ประหารนางกำนัลที่ไปเชิญนางที่จวนสกุลต้วนด้วย เช่นนั้น ครั้งนี้เล่า……ต้วนอวี้หรานเอ๋ย
นางตัวสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ จู่ๆ ก็มีลางสังหรณ์บางอย่าง หรือวันนี้คือวันตายของนาง!
เมื่อไม่ได้ยินต้วนอวี้หรานพูดอะไรอีก ฮองเฮาก็กล่าวอย่างเนิบนาบ นํ้าเสียงของนางทั้งสง่างามทั้งไพเราะ เผย
ความน่าเกรงขามและความเยือกเย็นของผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติมั่งคั่งมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้คนฟังเกิดความรู้สึก
หวั่นเกรงในฉับพลัน
“ฟังจากที่เจ้าพูด เจ้ากำลังจะบอกว่าจิ่นซิ่วเป็นคนให้เจ้าสวมชุดนี้อย่างนั้นหรือ?”
เด็กสาวก็ร้องไห้โฮออกมาราวกับเจอเส้นฟางเส้นสุดท้ายมาช่วยชีวิต “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันเข้าวังมาครั้งแรก
เพคะ พระราชวังกว้างใหญ่เช่นนี้ ต่อให้มีความตั้งใจ แต่ก็ไร้ความสามารถที่จะตามหาชุดของบรรดาพระสนมเจออยู่ดี
เพคะ ยิ่งไปกว่านั้น หม่อมฉันมิบังอาจโกหกพระองค์อยู่แล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนนำมาเปลี่ยนให้หม่อมฉันจริงๆ
เพคะ……”
ต้วนอวี้หรานร้องไห้ระบายทุกข์ไปพลางเงยหน้าไปพลาง ที่จริงนางอยากจะใช้สีหน้าน้อยใจในความไม่เป็นธรรม
เพื่อขอความเห็นใจจากอีกฝั่าย แต่เมื่อมองไปทางไหนก็พบแต่สายตาดูถูกดูแคลน คำพูดทั้งหมดของนางก็แทบจะจุกอก
พูดไม่ออกสักคำอีกแล้ว
ต้นไม้ที่เคยเขียวขจีถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาว ศาลาโออ่างดงามไม่ใกล้ไม่ไกลเบื้องหน้า ดูราวกับมีม่านผืนใหญ่
ขวางกั้น สตรีที่ดูสุภาพเยือกเย็นสูงส่งกำลังนั่งสง่าอยู่ในนั้น
ดูจากท่าทางของนาง คงจะอายุราวๆ สามสิบ ดวงตาหงส์ คิ้วเรียวยาว ดวงหน้างามลํ้าเลิศดุจเทพธิดา เผยความ
สูงศักดิ์และความสง่างามของผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างรํ่ารวยมีเกียรติมานาน ตรงมุมที่ต้วนอวี้หรานมองไป ทำให้เห็นเค้าโครงของ
นางได้สะดวกพอดี พบว่าเป็นใบหน้าด้านข้างที่สมบูรณ์แบบไร้ที่เปรียบ
เมื่อดูมงกุฎบนศีรษะของสตรีผู้นั้น พบว่าสวมมงกุฎหงส์ เป็นแบบฉบับของมงกุฎหกมังกรสามหงส์ แสดงฐานะ
อันสูงส่งของฮองเฮา
มังกรที่อยู่บนมงกุฎหงส์เป็นลวดทองดัด หงส์เฟิงหวงทำจากขนนกกระเต็น ใต้ปากมังกรห้อยไข่มุก ประดับ
ประดาด้วยอัญมณี ขับให้มังกรดูยิ่งใหญ่ ด้านบนเป็นหงส์กางปีก เมื่อพิศระหว่างหงส์กับมังกรอีกครั้ง ก็ยิ่งเต็มไปด้วย
ไข่มุกและอัญมณีละลานตา ดูเรืองอำนาจบารมีและมีเกียรติ สะดุดตาทั้งยังสูงส่งขนาดนี้ แค่มองไปก็ทำให้คนตาลายแล้ว
เมื่อดูเครื่องหน้าของสตรีท่านนั้นอีกครั้ง ก็คล้ายคลึงกับองค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่ถึงเจ็ดส่วน ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าท่านนี้ก็
คือมารดาแท้ๆ ขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ฮองเฮาแห่งแคว้น เป็นฮองเฮาของราชวงศ์นี้
ฮองเฮาสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองสว่าง ปักลายหงส์ทองเก้าตัว ประณีตงดงามราวกับมีชีวิต แสดงความ
ภูมิฐานทั้งยังสง่างามหรูหราเป็นพิเศษ
ตอนนี้ดวงตาหงส์ของสตรีผู้นี้กำลังเหลือบลง นางปรายตามองต้วนอวี้หรานด้วยสีหน้าเย็นชา เพียงแค่แวบเดียว
พลังอำนาจที่ทำให้คนรู้สึกกดดันก็ถาโถมเข้ามาปะทะหน้า จนต้วนอวี้หรานรู้สึกหายใจไม่คล่อง
ดวงตางามทั้งคู่ของฮองเฮาฉายแววเย็นชาเล็กน้อย นางหลุบตามองถ้วยนํ้าชาในมือ พลางกล่าวด้วยสีหน้าไม่หยี่ห
ระ “ต้วนอวี้หรานสินะ…เจ้ากำลังบอกว่า จิ่นซิ่วจงใจให้เจ้าสวมใส่ชุดของกุ้ยเหรินเพื่อใส่ร้ายเจ้า อย่างนั้นสินะ……”
นํ้าเสียงของฮองเฮาฟังดูปกติ ธรรมดาเสียจนละม้ายลูกคนข้างบ้านซนแล้วไปก่อเรื่อง แล้วผู้ใหญ่บ้านนั้นก็กล่าว
อย่างไม่ใส่ใจว่า ถ้าเป็นความผิดของเขา ก็ตีก้นสั่งสอนเขาเถอะ
ในตอนนี้ต้วนอวี้หรานไม่กล้าพูดซี้ซั้วอีกแล้ว
ต้วนอวี้หรานที่หัวช้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้สมองกลับกระจ่างสว่างชัดอย่างน่าอัศจรรย์ องค์หญิงจิ่นซิ่วคนนี้
สามารถสละชีวิตนางกำนัลหนึ่งคนได้ในชั่วพลิกฝั่ามือ ถึงขั้นสามารถไม่สนใจความเป็นความตายของหยางซือฉี เรียกได้
ว่าโหดเหี้ยมอำมหิต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เช่นนั้น ในฐานะมารดาของนาง ผู้สูงศักดิ์ที่สามารถเป็นฮองเฮาของแคว้น
ได้ กลอุบายจะไม่เหนือชั้นกว่านี้หรอกหรือ? อาจถึงขั้นกินคนไม่คายกระดูกเลยกระมัง? ส่วนต้วนอวี้หรานในตอนนี้ ก็
กำลังอยู่ต่อหน้ามารดาคนหนึ่ง กำลังดิ้นรนกล่าวถึงความผิดของลูกสาวอีกฝั่ายอย่างสุดชีวิต ต่อให้ต้วนอวี้หรานจะใช้นิ้ว
เท้าคิด แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ในใจฮองเฮามีรสชาติอย่างไรกันแน่
นางเคยได้ยินมาก่อน ว่าคนในวังล้วนซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้ม ไม่มีใครธรรมดาสักคน ส่วนนางก็ไม่ทันระวังไปยั่วโมโห
คนที่น่ากลัวที่สุดในนี้สินะ?
นึกถึงตรงนี้ ในใจต้วนอวี้หรานก็ร้องอย่างขื่นขมไม่หยุด แต่ต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้ฮองเฮาเชื่อคำพูดของตน
และไม่สงสัยว่าตนกำลังทำลายองค์หญิงจิ่นซิ่วล่ะ? ต้วนอวี้หรานก้มหน้า กล่าวเสียงตํ่าอย่างระมัดระวังว่า “ทูลฮองเฮา
หม่อมฉันไม่ทันระวังจนทำชุดเปียก เป็นเพราะอากาศหนาวเหน็บ องค์หญิงสงสารหม่อมฉัน ก็เลยให้นางกำนัลข้างกาย
พาหม่อมฉันไปเปลี่ยนชุดและแต่งหน้าทำผมใหม่เพคะ ชุดที่นางกำนัลคนนั้นช่วยเปลี่ยนให้หม่อมฉัน ก็คือชุดที่อยู่บนตัว
หม่อมฉันเพคะ”
ต้วนอวี้หรานคิดไปเองว่าใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากแล้ว หลังจากพูดจบ นางก็ยังมองฮองเฮาอย่างระแวด
ระวังแวบหนึ่ง อยากจะรู้ว่าคำพูดของตัวเองได้ทิ้งความรู้สึกที่ไม่ดีอะไรเอาไว้ให้ฮองเฮาผู้สูงส่งผู้ไร้ที่เปรียบท่านนี้หรือไม่