การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 495 บัญชีแค้นเก่ากับบัญชีแค้นใหม่
เมื่อได้ฟังคำพูดของต้วนอวี้หราน ฮองเฮาที่นั่งอยู่เบื้องบนก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มของนางกลับทำให้
คนที่มองขนลุกขนพอง รู้สึกถึงอำนาจของผู้ที่ก้มมองลงมาจากเบื้องบน นางใช้นํ้าเสียงอันทรงพลังกล่าวอย่างเชื่องช้า
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้……”
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค นางก็ส่งสายตาให้นางกำนัลใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ นางกำนัลคนนั้นรีบก้าวขึ้นมาข้าง
หน้า แล้วหันมาพยุงตัวต้วนอวี้หรานที่กำลังกึ่งพิงบนพื้นให้ลุกขึ้นคุกเข่าตอบ นางกำนัลคนนั้นทั้งชุดทั้งดึง ทำให้ต้วนอวี้
หรานที่เดิมทีอ่อนปวกเปียกอยู่บนพื้นเปลี่ยนมานั่งคุกเข่าตัวตรง แล้วตอบคำถามอย่างเรียบร้อย
“ไปเถอะ เรียกนางกำนัลข้างกายจิ่นซิ่วมาถามให้ชัดเจน” ฮองเฮาหันไปพูดกับนางกำนัลที่ยืนรับใช้อยู่ข้างกาย
ด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
นางกำนัลใหญ่ยอบกายให้ฮองเฮา ถอยออกไปสองสามก้าว แล้วก็หันตัวเดินไป
ในขณะนี้เอง ข้างหูพลันมีเสียงอันไพเราะและความฉอเลาะดังแว่วมา กล่าวอย่างสบายๆ “พี่หญิงฮองเฮา แม้บ่าว
คนนี้จะใจกล้าอย่างไร แต่ถ้าไม่มีเจ้านายคอยยุยง แล้วใครจะกล้าถือวิสาสะทำเองเพคะ? ดังนั้น ตามความเห็นของ
หม่อมฉัน ถ้าเรียกนางกำนัลพวกนั้นมา ไม่สู้เชิญองค์หญิงจิ่นซิ่วมาด้วยตัวเองดีกว่า จากนั้นก็ถามเรื่องนี้ให้กระจ่างภายใน
ครั้งเดียวไปเลย”
ต้วนอวี้หรานนึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาช่วยพูดให้นาง พอได้ยินนํ้าเสียงอันสุดแสนจะฉอเลาะและน่าเข้าใกล้ของผู้
หญิงคนนั้น นางก็แอบเหลือบตามอง เห็นเพียงสตรีวัยแรกรุ่นที่สวมชุดชาววัง กำลังอมยิ้มมองฮองเฮา เป็นใบหน้าที่
งดงามเหมือนดอกท้อ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงความหมายลึกซึ้งที่พูดออกมาไม่ได้
แววตาฉงนสนเท่ห์ของต้วนอวี้หราน ทำให้นางผู้มาใหม่ยิ้มออกมาอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มนั้นช่างงามราวกับ
ดอกบัวแย้มบาน
ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว มองออกทันทีว่ากำลังอดกลั้น ทั้งมิอาจไม่โอนอ่อนผ่อนตามผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า
ฮองเฮาหันข้างมองสตรีที่งามหยาดเยิ้มไร้ที่เปรียบคนนั้น ยังคงกล่าวอย่างไม่หยี่ระ “แม้ความจริงจะเป็นสิ่งสำคัญ
แต่ถ้าแค่ฟังความข้างเดียวจากบุตรสาวขุนนางคนหนึ่ง ก็เรียกองค์หญิงแห่งแคว้นมายืนยันได้ตามอำเภอใจแล้ว เช่นนั้น
ไม่ใช่ว่าหมาแมวก็ล้วนเอ่ยปากขอนั่งเสมอกับองค์หญิงได้หรอกหรือ?”
พอได้ยินคำพูดเสียดสีของฮองเฮา ต้วนอวี้หรานก็หน้าชาทันที เมื่อเงยหน้ามากลับเห็นสตรีงามหยาดเยิ้มคนนั้น
หน้าชาเล็กน้อยเช่นกัน แต่ผ่านไปครู่เดียว สตรีผู้นั้นก็เริ่มหัวเราะคิกคัก ใบหน้ายามหัวเราะงดงามดุจดอกไม้ แววตา
สดใส ถ้ามองจากมุมของต้วนอวี้หราน เรียกได้ว่าเป็นคนที่ไม่มีอุบายในใจเลยสักนิด นางมองฮองเฮา กล่าวด้วยสายตาไร้
เดียงสา
“ทูลพี่หญิงฮองเฮา เด็กคนนี้บอกแล้วว่านางเพิ่งเข้าวังมาเป็นครั้งแรก ไม่เข้าใจเรื่องฐานะสูงตํ่าในวังชัดเจน แล้ว
อีกอย่าง นางก็เป็นแขกที่ตำหนักขององค์หญิงที่เชิญมาร่วมงานจริงๆ ถ้านางเป็นอะไรไป เจ้าบ้านก็ไม่พ้นความเกี่ยวข้อง
นี้……ต้องทราบไว้นะเพคะ ว่าชื่อเสียงอันดีงามขององค์หญิงจิ่นซิ่วเกี่ยวข้องกับเกียรติยศของราชวงศ์ จะให้คนนอก
เคลือบแคลงได้อย่างไร? ดังนั้นน้องหญิงรู้สึกว่า เรียกองค์หญิงมาถามดีกว่าเพคะ ดูว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่?”
เมื่อฮองเฮาได้ยินคำพูดของผู้หญิงคนนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปแย่กว่าเดิม แต่นางยังฝืนข่มความโกรธเอาไว้ กล่าว
ด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “น้องหญิงจิ้งนํ้าใจงามขนาดนี้ ทั้งยังคุ้นเคยกับกฎของวังเป็นอย่างดี ดูท่าแล้ว ข้าคงต้อง
รายงานไทเฮาสักหน่อย ให้มอบหน้าที่ดูแลวังหลังนี้ให้น้องหญิงสักระยะ”
มิอยู่ในตำแหน่งนั้น มิพึ่งคิดถึงเรื่องของตำแหน่งนั้น ความหมายที่ฮองเฮาสื่อไว้ชัดเจนมาก ว่าจิ้งกุ้ยเหรินที่ถูก
เรียกว่าน้องหญิงจิ้งคนนี้ทำตัวเกินหน้าที่แล้ว
เสียงพูดของผู้ที่ถูกเรียกว่าน้องหญิงจิ้งเชื่องช้าลงทันที ราวกับพูดแทงจุดอ่อนไหวที่ปกปิดเอาไว้ แต่จากนั้นก็ถูก
รอยยิ้มอ่อนๆ ของนางกลบเกลื่อน จิ้งกุ้ยเหรินมองฮองเฮา ยังคงพูดด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม “พี่หญิงฮองเฮาล้อเล่นแล้ว
การดูแลวังหลังเป็นเรื่องในความรับผิดชอบของฮองเฮา ถ้าพี่หญิงฮองเฮาอยากจะแอบอู้จริงๆ ระวังน้องจะไปฟั้องฝั่า
บาทกับไทเฮานะเพคะ……น้องก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าพี่หญิงอยากแอบอู้งาน ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำงานให้ฝั่าบาท?”
ฮองเฮาบอกเพียงว่าจะรายงานไทเฮา แต่จิ้งกุ้ยเหรินคนนี้กลับดึงทั้งไทเฮาทั้งฝั่าบาทขึ้นมาพูดแล้ว เห็นได้ชัดว่า
อาศัยความโปรดปรานจากฝั่าบาท ทั้งยังเป็นคนโปรดคนใหม่ที่ไม่เห็นฮองเฮาอยู่ในสายตา
เมื่อได้ฟังคำพูดของจิ้งกุ้ยเหริน ฮองเฮาก็ยิ้มอ่อน แต่กลับไม่พูดอะไรอีก
คำพูดบางอย่าง พูดได้ครึ่งเดียวก็หยุดอยู่แค่นั้น ขอเพียงเป็นคนที่ตั้งใจ แค่ได้ฟังก็เข้าใจได้แล้ว ทั้งยังเข้าใจชัดเจน
ด้วย และจิ้งกุ้ยเหรินคนนี้ก็ไม่เพียงแค่ตั้งใจ ทั้งยังตั้งใจมากเป็นพิเศษ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรต่อจากนั้นแล้ว
บรรยากาศเงียบงัน อึดอัดแทบทำให้คนหยุดหายใจ
ต้วนอวี้หรานยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้เย็นเฉียบ หนาวจนนํ้าเลือดทั้งตัวจะกลายเป็นนํ้าแข็ง แต่นางรู้อย่างลึกซึ้ง
ว่านี่คือช่วงเวลาของความเป็นความตาย ฮองเฮาที่นั่งอยู่เหนือศีรษะผู้นี้ ไม่แน่ว่าอาจจะคอยเฝั้าจับจุดอ่อนของนางทุก
นาทีก็ได้ ดังนั้นนางจึงคุกเข่านิ่งๆ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย`
นางกำนัลคนนั้นกลับมาอย่างรวดเร็ว ข้างหลังนางมีนางกำนัลสาวตามมาด้วยหนึ่งคน แต่ไม่ใช่คนเดียวกับที่ช่วย
เปลี่ยนชุดให้ต้วนอวี้หรานก่อนหน้านี้
เห็นเพียงนางกำนัลคนนั้นเดินไปข้างหน้า นางถวายพระพรฮองเฮากับจิ้งกุ้ยเหรินก่อน จากนั้นก็มายืนด้านข้างไม่
ขยับไปไหนแล้ว และไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
ฮองเฮามองนางกำนัลคนนั้น แล้วใช้สายตาเยียบเย็นมองนางกำนัลใหญ่ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าปราดหนึ่ง นางกำนัล
ใหญ่เข้าใจความหมายที่นาง บอกใบ้ จึงบอกกับนางกำนัล ของตำหนักจิ่นซิ่วว่า “จูเอ๋อร์ เด็กสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างคน
นั้น เจ้าจำได้หรือไม่?”
นางกำนัลที่ชื่อจูเอ๋อร์เดินขึ้นมาข้างหน้า มองประเมินต้วนอวี้หรานอย่างละเอียดครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าตอบ
ด้วยความเคารพ “ทูลฮองเฮา ผู้หญิงคนนี้เหมือนจะติดตามคุณหนูต้วน บุตรีภรรยาเอกจวนสกุลต้วนมาเข้าร่วมงานเลี้ยง
บ่าวเคยเห็นมาก่อนเพคะ เพียงแต่ไม่ทราบว่านางมาที่นี่ได้อย่างไร”
แววตาของฮองเฮาหรี่ลงเล็กน้อยฉายแววเยียบเย็น
นางกำนัลใหญ่คนนั้นเห็นแล้ว ก็แค่รู้สึกกลัวเท่านั้น นางว่าถามต่อไปว่า “จูเอ๋อร์ เจ้าจำชุดบนตัวนางได้หรือ
เปล่า?”
พอจูเอ๋อร์ได้ยินคำถาม ก็เริ่มเอามือปั้องปากหัวเราะทันที นางหัวเราะไปด้วยตอบไปด้วยว่า “พี่ซานเอ๋อร์ ชุดที่อยู่
บนตัวผู้หญิงคนนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นเครื่องเเต่งกายเฉพาะของบรรดาพระสนมหรือ? แม้องค์หญิงของพวกเราจะให้คน ไปช่วย
เปลี่ยนให้นาง แต่คงไม่เลือกชุดของกุ้ยเหรินมาเปลี่ยนให้หรอก ท่านพูดเรื่องอะไร น่าขำเสียจริง”
ผู้หญิงที่ชื่อซานเอ๋อร์แววตาเยียบเย็นลงเล็กน้อย นางถามต้วนอวี้หรานว่า “ต้วนอวี้หราน ตอนนี้เจ้ายังมีอะไรจะ
พูดอีกไหม?”
พอนางกำนัลที่ชื่อจูเอ๋อร์ตอบคำถามของซานเอ๋อร์เสร็จ ก็ย้ายไปยืนด้านข้าโดยไม่ขยับไปไหนแล้ว เดิมทีนางคิด
จะช่วยพูดเรื่องคับอกคับใจแทนองค์หญิงจิ่นซิ่วอีกหน่อย แต่ตอนนี้ฮองเฮาอยู่ที่นี่แล้ว ซานซิ่วนางกำนัลใหญ่ข้างกาย
ฮองเฮาก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ทุกอย่างนี้ทำให้นางไม่ต้องพูดมาก
พอต้วนอวี้หรานได้ฟัง ก็นั่งทรุดกับพื้นอย่างหมดแรงทันที นางเงยหน้าขึ้นมาด้วยนํ้าตาที่อาบเต็มใบหน้า แล้ว
บอกกับนางกำนัลที่ชื่อจูเอ๋อร์อย่างรู้สึกไร้ความยุติธรรมว่า “พี่สาวท่านนี้ อย่าบอกนะว่าท่านจำไม่ได้แล้ว? องค์หญิง
ทำให้เสื้อผ้าข้าสกปรก ก็เลยเรียกให้คนพาข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า……หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วข้าก็กลับมา คนที่อยู่
ตรงนั้นจะไม่เห็นกันหมดเลยเชียวหรือ?”
นางในที่ชื่อจูเอ๋อร์คนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ขออภัย บรรดาคุณหนูที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงวันนี้มีเยอะ
เสียขนาดนี้ บนตัวท่านสวมชุดอะไร ทุกคนจะสังเกตเห็นได้อย่างไร …คุณหนูต้วน ไม่ใช่ว่าบ่าวกล่าวหาท่านนะ เดิมทีท่าน
สร้างปัญหาก่อน ล่วงเกินองค์หญิงอวี้หลัวก่อน เป็นองค์หญิงของพวกเราที่ช่วยท่านแก้ไขสถานการณ์ ท่านไม่เพียงแค่ลืม
บุญคุณองค์หญิงของพวกเรา ทำไมแค่ชั่วหันหลัง ท่านก็ใส่ร้ายองค์หญิงของพวกเราอย่างเนรคุณเสียแล้วล่ะ!”
พอฮองเฮาได้ยินคำพูดของจูเอ๋อร์ ก็ตกใจทันที รีบถามว่า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ…องค์หญิงอวี้หลัวเป็นอะไรไป?”
องค์หญิงอวี้หลัวท่านนั้นคือแขกผู้มีเกียรติของราชสำนักนี้ ฝั่าบาทเคยกล่าวไว้ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็อย่าให้พี่น้องอวี้
หลัวเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นในวังแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ยังไม่ทันหันหลังให้ กลับเกิดเรื่องอะไรกับองค์หญิงอวี้หลัวเสีย
แล้ว
นางกำนัลที่ชื่อจูเอ๋อร์สีหน้าเปลี่ยนทันที ทรุดลงคุกเข่าบนพื้น แล้วตอบอย่างเกรงกลัวว่า “บ่าวพลั้งปาก บ่าวพลั้ง
ปาก…”
ฮองเฮาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ นางชำเลืองจิ้งกุ้ยเหรินที่อยู่ด้านข้างอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเรียบอย่างชัด
ถ้อยชัดคำ “บอกมา บอกเรื่องราวให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้…”
เรื่องของต้วนอวี้หรานคือเรื่องเล็ก เรื่องขององค์หญิงอวี้หลัวคือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้ก็เกิดเรื่องผิด
พลาดกับองค์หญิงอวี้หลัวไม่ได้ เกิดเรื่องผิดพลาดกับองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้…เพราะถ้าเกิดอะไรกับองค์หญิงอวี้หลัว เช่นนั้น
ความผิดนี้ก็จะไม่ใช่ความผิดขององค์หญิงอวี้หลัว แต่เป็นความผิดขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ทั้งยังเป็นความผิดของนางเองด้วย