การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 496 กล่าวโทษ
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็จะให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ในงานเลี้ยงขององค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้เด็ดขาด นี่ต่างหากคือสาเหตุ
ที่ทำให้ฮองเฮาเริ่มเครียดขึ้นมาในฉับพลัน เพราะนางจะลืมไม่ได้ ว่าไทเฮากำลังจับจ้องนางอย่างไม่คลาดสายตาอยู่ในวัง
หลัง หากเกิดความผิดพลาดนั่นย่อมหมายถึงความตาย
พอจูเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของฮองเฮา ก็เหมือนรู้สึกได้ว่าตัวเองพลั้งปาก นางหน้าซีดยืนอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าพูดอะไรไป
ชั่วขณะ แต่สิ่งที่พูดออกไปแล้วก็ไม่มีทางเอาคืนกลับมาได้ เมื่อเห็นสายตาตำหนิของซานเอ๋อร์มองมา จูเอ๋อร์พลันรีบก้ม
หน้า เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยเสียงสั่น เล่ามาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที
จูเอ๋อร์เล่าละเอียดเป็นพิเศษ ถึงต้นตอสาเหตุทั้งหมด ถึงขั้นเล่าบทสรุปด้วย นางเล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในเนื้อหาที่เล่านั้น รวมถึงเรื่องที่องค์หญิงอวี้หลัวจำคนผิดและเอ่ยปากชมต้วนชิงหมิงอีกด้วย แม้กระทั่งต้วนอวี้
หรานไม่ปฏิเสธว่าตนเองมิใช่ต้วนชิงหมิงนางก็ล่ายยาวออกมาหมดเปลือก เล่าว่าต้วนชิงหมิงพูดแทรกอย่างไร จากนั้น
องค์หญิงอวี้หลัวก็โกรธกริ้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วไปเอาเรื่อง เล่าว่าต้วนชิงหมิงแก้ตัวอย่างไร ช่วยต้วนอวี้หรานให้พ้นผิดได้
อย่างไร แล้วก็บอกว่าลงโทษหยางซือฉีอย่างไร เป็นต้น
ฝีปากของจูเอ๋อร์ไม่เลวเลย นางเลียนแบบนํ้าเสียงของทุกคนได้อย่างสมจริง แม้แต่บรรยากาศในตอนนั้น ความ
จนตรอกของต้วนอวี้หรานในตอนนั้น รวมทั้งความเดือนดาลขององค์หญิงอวี้หลัว และปฏิกิริยาขององค์หญิงจิ่นซิ่วด้วย
นางล้วนบรรยายได้อย่างลึกซึ้งเห็นภาพ
อีกทั้งจูเอ๋อร์คนนี้ยังเหมือนถูกชี้แนะมาเป็นพิเศษ พอนางเอ่ยปากพูดก็เลี่ยงจุดสำคัญ เริ่มจากเน้นบรรยายทุก
เรื่องในตอนแรก จากนั้นก็เป็นบทสรุปของเรื่องราว แต่กลับพูดเรื่องที่ต้วนอวี้หรานเปลี่ยนชุดแบบขอไปทีโดยไม่เน้นจุด
สำคัญ
ในบรรยากาศที่สุดแสนจะเงียบสงัด แทบทุกคนมองจูเอ๋อร์เงียบๆ ฟังนางบรรยายเรื่องราวให้ชัดเจน จิ้งกุ้ยเหรินที่
อยู่ข้างๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นแย่มากแล้ว แต่นางก็ยังยิ้มอ่อนๆ เข้าไว้ พยายามไม่ทำให้สีหน้าตัวเองดูเก้อเขินไปมากกว่านี้
พอมองหน้าฮองเฮาอีกครั้ง กลับเปลี่ยนเป็นดำมืดโดยสมบูรณ์แล้ว
แขกที่มาร่วมงานขององค์หญิงจิ่นซิ่วในวันนี้ เดิมทีก็เป็นคนที่นางอนุญาตให้มา ทว่าเหตุผลขององค์หญิงจิ่นซิ่วนั้น
เพียงพอมาก นั่นก็เพื่อให้องค์หญิงอวี้หลัวมีโอกาสได้เห็นบุคลิกอันสง่างามของสตรีชั้นสูงเหล่านั้นมากขึ้น ได้ชื่นชม
ทัศนียภาพของคฤหาสน์มากขึ้น ฮองเฮาก็อนุญาตแล้ว นางจึงใช้เรื่องนี้พูดเอาใจฮองเฮาเป็นพิเศษ แต่นึกไม่ถึงว่าท้าย
ที่สุดเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ นางคงไม่มีทางชี้แจงต่อฮองเฮาได้แล้ว มิหนำซํ้ายังต้องถูกฝั่า
บาทตำหนิอย่างรุนแรงอีกด้วย
ซานเอ๋อร์ นางกำนัลใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าฮองเฮาดูแย่ นางก็ก้มหน้าลงทันที เปลี่ยนตัวเองให้ระมัดระวังตัว
มากขึ้น ไม่ให้ความลำบากมาถึงตัว
จูเอ๋อร์พูดถึงตอนสุดท้ายก็หยุดแล้ว เหมือนนางจะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศนิ่งชะงัก นางก้มหน้าเงียบๆ ไม่กล้าพูด
อะไรอีกแล้ว
สองมือของฮองเฮากำแน่นจนเห็นเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนขึ้นมา ตอนที่ไฟโกรธลามขึ้นหน้านาง ก็เผยให้เห็น
สีแดงกํ่าและบิดเบี้ยวเป็นพิเศษ
นางพยายามข่มไฟโกรธเอาไว้ ดวงตาหงส์ทั้งคู่จ้องมองต้วนอวี้หรานเขม็ง แต่ละคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาราวกับเค้น
ออกมาจากไรฟัน “ต้วนอวี้หราน ที่ซานเอ๋อร์พูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ”
เรื่องจริงไม่อนุญาตให้นางได้แก้ตัว ความจริงอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
แม้ต้วนอวี้หรานจะไม่พอใจ แต่กลับไม่กล้าโต้แย้ง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย พยักหน้าตอบว่า “ทูลฮองเฮา สิ่งที่พี่
ซานเอ๋อร์พูดเป็นความจริงทั้งหมด… เพียงแต่ว่า…”
ทว่า ไม่มีคำว่า ‘แต่ว่า’ แล้ว
ราวกับฮองเฮารอเพียงคำว่า ‘ใช่’ จากต้วนอวี้หรานเท่านั้น ส่วนที่เหลือล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
เด็กสาวพูดยังไม่ทันจบประโยค ฮองเฮาที่นั่งอยู่เบื้องบน ก็พังโต๊ะชาจนล้มระเนระนาด ตะคอกเสียงดังอย่าง
อารมณ์โมโหถึงขีดสุด “ใครก็ได้ นำตัวต้วนอวี้หรานคนนี้ไปลงโทษด้วยไม้กระบอง ตีให้ตายทั้งเป็น”
ตอนนี้ต้วนอวี้หรานไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น ไม่สามารถขยับตัวได้อีกแล้ว
จู่ๆ นางก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง นั่นก็คือการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
ต้องทราบไว้ว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้ที่นางถูกเอาเรื่อง เพราะเรื่องเปลี่ยนชุดที่อย่างน้อยก็แค่โดนโบยยกหนึ่งแล้วขับ
ไล่ออกจากวัง แต่ตอนนี้ฮองเฮากลับไม่ถามอีกแม้แต่คำเดียว ออกคำสั่งตีนางให้ตายเสียเลย
เด็กสาวรู้สึกเพียงว่านางต้องตายแน่นอนแล้ว
แม้ต้วนอวี้หรานจะไม่ฉลาดเฉลียวเท่าไรนัก แต่นางกลับเข้าใจแล้วว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน
สำหรับเรื่องที่ใส่ชุดผิดตัวเดียว เหมือนจะไปล่วงเกินความรับผิดชอบองค์หญิงอวี้หลัวแล้ว เป็นเรื่องที่ใหญ่โตกว่า ไม่ใช่แค่
ใหญ่กว่านิดเดียว แต่ใหญ่โตกว่ามาก
แค่ความผิดข้อหานี้ นอกจากความตายแล้ว ต้วนอวี้หรานก็เหมือนจะไม่ได้รับการอภัยจากสิ่งอื่นใดแล้ว
นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างก้าวขึ้นมา จับมือของเด็กสาวไขว้มือเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ยอมให้พูดอธิบาย จากนั้นก็มี
อีกสองคนมาลากตัวนางเดินออกไป
ครั้งนี้เป็นคำสั่งของฮองเฮา ทุกคนไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้ฮองเฮากำลังเดือดดาล ถ้าใครกล้ายั่ว
โมโหนางอีกคนต่อไปที่ซวยก็จะถึงคราวของคนนั้นแล้ว
ฮองเฮาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะมองต้วนอวี้หราน ในดวงตาฉายแววเยียบเย็นพุ่งกระจายไปทั่วทิศ นางพลันตบโต๊ะ
ตรงหน้าแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เหอะ… บังอาจมาเปรียบเทียบกับฮองเฮาแห่งยุค… ต้วนชิงหมิงคนนี้คงใช้ชีวิตมามาก
พอแล้วสินะ”
จู่ๆ ฮองเฮาก็ยกมือขึ้น บอกซานเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกันว่า “เจ้าไปหิ้วต้วนชิงหมิงมาให้ข้า”
ไม่ใช่ ‘เรียกมา’ และไม่ใช่ ‘บอกให้มา’ แต่เป็น ‘ให้หิ้วมา’ สิ่งนี้แสดงถึงความเดือดดาลถึงขีดสุดในใจฮองเฮาแล้ว
รวมทั้งท่าทีที่มีต่อต้วนชิงหมิงด้วย ในใจของฮองเฮาตอนนี้ ต้วนชิงหมิงมิใช่บุตรสาวขุนนางธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็น
ผู้กระทำความผิดที่รอการตัดสิน
ซานเอ๋อร์ได้ยินแล้ว ยอบตัวลงเล็กน้อย เอ่ยรับหนึ่งคำแล้วหันตัวนำนางกำลังเดินเข้าไปในลานตำหนักขององค์
หญิงจิ่นซิ่วทันที
ดูท่าทาง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คงเปลี่ยนเป็นเรื่องซับซ้อนแล้วจริงๆ
เพราะเรื่องราวในตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเปลี่ยนชุด แต่เป็นเพราะมิตรภาพของสองคนนั้น แล้วก็ยังมีหน้าตา
ศักดิ์ศรีขององค์หญิงอวี้หลัวด้วย แน่นอนว่าหน้าตาศักดิ์ศรีขององค์หญิงจิ่นซิ่วด้วยเช่นกัน เจ้าลองคิดดูสิ บุตรสาวของ
ขุนนางคนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกคนนำมาเทียบกับฮองเฮาของผู้สถาปนาแคว้น เช่นนั้นใครจะกล้าพูด ว่าจิตใจอัน
ทะเยอทะยานของบุตรสาวขุนนางจะหยุดเพียงเท่านี้?
ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ต้วนชิงหมิงคนนี้โอ้อวดตัวเองเปรียบเทียบตัวเองกับนาง เช่นนั้น ต้วนชิงหมิงจะมิคิดว่าฐานะ
ของนางจะไม่ถือว่าสูงเทียบเท่าฮองเฮาอย่างตนหรอกหรือ? สิ่งนี้เริ่มทำให้ฮองเฮาเริ่มไม่พอใจบ้างแล้ว หากฮองเฮารู้สึก
ไม่สบายใจ ต้วนชิงหมิงก็ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ ดังนั้น ตอนนี้ชีวิตของต้วนชิงหมิงดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว
จริงๆ
ว่ากันว่าบุคคลที่ไม่ยอมอดทนกับคนอื่น คนในสังคมก็จะไม่ยอมรับเช่นกัน
ตอนนี้ในใจฮองเฮาเก็บผู้หญิงอกตัญูอย่างต้วนชิงหมิงไว้ไม่ได้อีกแล้ว
จิ้งกุ้ยเหรินที่อยู่ด้านข้างเหมือนจะไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องจะกลายเป็นอย่างนี้ นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ชั่วขณะนั้น
ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะเงียบไว้ หรือควรจะเดินออกไปตอนนี้ดี
ทว่าฮองเฮาที่กำลังอยู่ภายใต้ความเดือดดาล ไม่มีทางให้โอกาสใดๆ กับนาง
ฮองเฮากลอกตามามองจิ้งกุ้ยเหรินอย่างเย็นชาปราดหนึ่ง ยังคงกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “จัดการลงโทษ
อย่างนี้ น้องจิ้งยังคิดว่าไม่เหมาะสมอยู่หรือไม่”
จิ้งกุ้ยเหรินได้ยินแล้ว เพียงคลี่ยิ้มบางๆ ให้ฮองเฮาพลางตอบว่า “แต่ไหนแต่ไรมาฮองเฮาก็ยุติธรรมไม่เห็นแก่
ประโยชน์ส่วนตน การลงโทษอย่างนี้ย่อมดีที่สุดอยู่แล้วเพคะ”
ฮองเฮามองจิ้งกุ้ยเหรินอย่างไม่ใส่ใจแวบหนึ่ง พยายามรักษานํ้าเสียงให้ราบเรียบ แต่แฝงด้วยความเฉียบคมที่
อธิบายไม่ถูก นางบอกว่า “อย่างไรเสียน้องจิ้งก็ยังอายุน้อย ต้องรู้ไว้ว่าเรื่องบางอย่างมิอาจมองผิวเผินได้ ต้องเข้าใจแก่น
แท้ของปัญหาก่อน ถึงจะตัดสินใจได้ดีที่สุด…”
คำพูดของฮองเฮาแฝงคำเตือนที่ชี้แนะอย่างจริงใจ ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ กำลังสอนจิ้งกุ้ยเหรินว่าให้วางตัวอย่างไร
พอจิ้งกุ้ยเหรินได้ฟัง สีหน้าก็เปลี่ยนไปอีก นางก้มหน้าลงแล้วฝืนยิ้มตอบว่า “เพคะ” จากนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว
ฮองเฮาแสยะยิ้มอย่างเย็นชา แต่กลับไม่พูดอะไรอีก
อากาศโดยรอบเงียบงันเป็นแถบ คลื่นใต้นํ้านิรนามกำลังไหลอยู่ท่ามกลางกระแสลม แทบทุกคนตรงนี้รู้สึกขึ้นๆ
ลงๆ ไม่หยุดตามอารมณ์ของฮองเฮา กลัวว่าถ้าตัวเองไม่ระวังแล้วจะเกิดหายนะโดยใช่เหตุ
ทุกคนระวังตัวมาก ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็น ว่าจูเอ๋อร์ที่กำลังยืนก้มมองพื้นอยู่ด้านข้าง ในตอนนี้ดวงตาฉาย
แววอมยิ้มแล้ว
สำเร็จแล้ว นางทำสำเร็จแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วเคยบอกไว้ ว่าถ้านางสามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้เมื่อไรก็จะตก
รางวัลอย่างงาม ส่วนรางวัลที่จูเอ๋อร์ต้องการก็คือ ออกจากวังนี้ไป กลับไปใช้ชีวิตที่เคยเป็นของตัวเอง
และตอนนี้นางก็ทำสำเร็จแล้ว บ้านของนางกำลังกวักมือเรียกนางแล้วหรือเปล่านะ!