การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 498 การแข่งขัน
ใช่แล้ว ในที่สุดนางก็จำขึ้นมาได้แล้ว ต้วนชิงหมิงผู้นี้ นางเคยได้ยิน มาจากองค์ชายเหยียนหลิงเจวี๋ยพูดถึงมาก่อน
ต้วนชิงหมิงนี้เพียงเพราะในวันคล้ายวันเกิดของนาง ได้เกิดเหตุการณ์ดอกบัวหิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปราย
ลงมา ดังนั้นชื่อเสียงจึงโด่งดังในช่วงเวลานั้น สามารถพูดไม่ว่าไม่มีใครไม่รู้เรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
จึงเคยมาขอร้องฮองเฮาให้ยกต้วนชิงหมิงเป็นพระสนมของเขา
ในวันนั้น ฮองเฮาก็ตอบตกลงไปแล้ว โดยบอกว่าจะหาโอกาสดูนิสัยใจคอของคุณหนูจวนต้วนคนนี้ ทว่าเนื่องจาก
เวลาผ่านไปนานเกินไป บวกกับใกล้เวลาสิ้นปีแล้วด้วย จากนั้นมีเหตุการณ์ภัยพิบัติหิมะนํ้าแข็งตกกระหนํ่าสร้างความ
ทุกข์ยากแสนสาหัสเอาไว้ ทั้งราชสำนักต่างกังวลและคิดหาวิธีรับมือกันอย่างวุ่นวาย ดังนั้นเรื่องต้วนชิงหมิงจึงถูกฮองเฮา
พักเอาไว้ชั่วคราว และองค์ชายใหญ่เหยียนหลิงจู่ก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก ในความเป็นจริงฮองเฮาลืมไปนานแล้วว่ามีชื่อต้วน
ชิงหมิงคนนี้อยู่ และลืมไปว่าเป็นเรื่องที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยขอเอาไว้ บัดนี้ต้วนชิงหมิงกลับมารนหาที่ถึงในวังหลวงแล้ว
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ดวงตาของฮองเฮาก็สงบไปชั่วครู่ จากนั้นกล่าวอย่างเย็นชาว่า ” เรื่องในวันนี้ ห้ามใครพูดให้องค์
ชายใหญ่ฟังเด็ดขาด พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่
แม่นมหลิงฟังแล้วก้มหัวลงทันทีตอบว่า “เพคะ” จากนั้นเดินไปสั่งให้นางกำนัลที่ยืนเรียงรายกันอยู่
แม่นมหลิงซึ่งอยู่กับฮองเฮามากว่าครึ่งชีวิต จึงใช้สรรพนามนี้เรียกว่า “ทุกคน” ที่ยืนอยู่ หากเหตุการณ์ในวันนี้ถูก
องค์ชายใหญ่รู้เข้า ทุกคนที่ยืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ครึ่งหนึ่งจะต้องสละชีวิตไป ฉะนั้นข่าวจะรั่วไหลออกจากที่นี่ไปไม่ได้เด็ดขาด
กฎระเบียบในวังหลวงแห่งนี้ย่อมแตกต่างจากโลกภายนอกทั้งหมด เพราะที่นี่ไม่เคยขาดหลักฐาน ไม่มีข้อแก้ตัว
สิ่งที่ขาดคือคนที่ค้นพบความจริง และการใช้ประโยชน์จากความจริง
ลมหนาวพัดผ่านศาลา ทำเอานางกำนัลในวังที่ยืนอยู่หน้าศาลาตัวสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง แต่พวกเขายังคงยืนเงียบเชียบ
ไม่ส่งเสียง ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย
ในศาลานั้นฮองเฮาหลับตาลงเล็กน้อย ภาพที่ปรากฏขึ้นในใจคือคำเตือนของพันพันปีที่มีต่อนาง ถ้ามิสามารถเป็น
แม่ที่ทำให้เจวี๋ยเอ๋อร์ภาคภูมิใจ และปล่อยให้เสิ่นกุ้บเฟยฉวยโอกาสไปก่อน เช่นนั้น สิ่งที่เหลือเจ้าก็ทำคิดหาทางรอดเอง
แล้วกัน
การคิดหาทางรอดเองนั้น เห็นได้ชัดว่าให้นางรีบเอาใจฝั่าบาท เพราะหากฝั่าบาทไม่โปรด พระพันปียังกุมอำนาจ
อยู่ ฮองเฮาในตอนนี้ใกล้จะเหลือแต่เปลือกแล้ว จะคิดทำเรื่องอะไรให้คนอื่นมองนางเปลี่ยนไปได้เล่า
ตราบใดที่คิดถึงใบหน้าที่น่ารังเกียจของเสิ่นกุ้ยเฟยนั้น ในใจของฮองเฮาก็เซ็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางกัดฟัน
แล้วกัดฟันอีก หยุดตัวเองไม่ให้คิดเรื่องนี้อีก
ข้างหูราวกับมีคำพูดที่รุนแรงของพระพันปียังก้องอยู่ในโสตประสาท ฮองเฮาได้แต่ยกมือขึ้นมานวดขมับ และถอน
หายใจอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครได้ยิน
แผนการเดียวในตอนนี้ หวังเพียงว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดกับองค์หญิงอวี้หลัวขึ้นที่นี้อีก จากนั้นเมื่อมองย้อนกลับ
คิดถึงความรู้สึกในใจของเจวี๋ยเอ๋อร์ก็ยังคงเอนเอียงมาที่ฮองเฮา ตราบใดที่นางยังมีเจวี๋ยเอ๋อร์คอยเป็นโล่กำบังภัยอยู่ พระ
พันปีก็ยังคงไม่กล้าทำอะไรนางหรอก
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฮองเฮาก็พรวดลืมตาขึ้นมองไปข้างหน้า พูดแผ่วเบาด้วยนํ้าเสียงดูแลขี้เกียจมาก “ตอนนี้องค์ชาย
ใหญ่อยู่ที่ไหน?”
แม่นมหลิงซึ่งอยู่ข้างๆ ก้มศีรษะตอบเบาๆ “ทูลฮองเฮา ตอนนี้องค์ชายใหญ่อยู่ที่ตำหนักองค์หญิงเพคะ”
ฮ่องเต้มีองค์หญิงทั้งหมดสามพระองค์ แต่มีเพียงองค์หญิงจิ่นซิ่วเท่านั้นที่เป็นธิดาที่แท้จริงของฮองเฮา ดังนั้นองค์
หญิงของแม่นมหลิงจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เมื่อฮองเฮาได้ยินพลันลืมตาขึ้นทันที ถามด้วยนํ้าเสียงที่เสียอาการ “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? เจวี๋ยเอ๋อร์อยู่ที่ตำหนัก
องค์หญิงจิ่วซิ่วหรือ?”
ดังนั้นเรื่องที่นางให้คนไปพาตัวต้วนชิงหมิงมา เจวี๋ยเอ๋อร์คงรู้แล้วสิ?
ไม่มีแม่คนไหนที่อยากขัดใจลูกชาย ต่อให้เป็นฮองเฮาก็ไม่ต้องการให้ลูกชายเห็นว่าผู้หญิงที่ตนรักถูกสอบสวนโดย
แม่ของเขา หากทำเช่นนั้นคงกระทบกระเทือนจิตใจของเจวี๋ยเอ๋อร์!
แม่นมหลิงเป็นคนที่เข้าใจฮองเฮาเป็นอย่างดี นางก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วตอบด้วยเสียงที่เคารพว่า “ฮองเฮาโปรด
วางใจเพคะ บ่าวได้สั่งซานเอ๋อร์จัดการเรียบร้อยแล้วเพคะ หากพบองค์ชายใหญ่แล้วล่ะก็ ให้พาตัวต้วนชิงหมิงออกไปพูด
คุยที่อื่นจะได้ไม่ให้องค์ชายใหญ่เห็น เป็นเด็กไหวพริบดีอยู่แล้ว ฮองเฮาโปรดวางใจได้เพคะ”
ทันใดนั้นฮองเฮาก็ถอนหายใจเบาๆ ยังโชคดีที่เจวี๋ยเอ๋อร์ไม่รู้
จากนั้นฮองเฮาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พูดกับแม่นมหลิงว่า “แล้วต้วนอวี้หรานละ?”
แม่นมหลิงตอบว่า “เจ้าต้วนอวี้หราน เป็นคนที่ใจเสาะ ยังไม่ทันได้พาตัวออกมา ก็สลบไปแล้วเพคะ บ่าวได้ให้คน
ไปเอานํ้าเย็นมาสาดให้นางได้สติมา รอเจ้าต้วนชิงหมิงมาแล้วค่อยจักการทีเดียวเพคะ”
ฮองเฮาพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีก
ควรรู้ว่า ฮองเฮาสั่งโบยบุตรสาวของขุนนางคนหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่ว่าถ้าทำให้ถึงแก่ชีวิต ต้องมีข้อ
อ้างสมบูรณ์เพียงพอพอเช่นกัน แต่ตอนนี้ข้ออ้างของฮองเฮาก็คือต้วนชิงหมิง ขอเพียงต้วนชิงหมิงมาที่นี่ โทษของต้วนอวี้
หรานที่มีก็สามารถกล่าวหาได้แล้ว ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะสั่งโบยคนเดียว หรือโบยสองคน ก็ใช่เหตุผลเดียวกัน
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฮองเฮาผายมือเบาๆ “จับตัวต้วนอวี้หรานเอาไว้ ให้คนถามหาโทษนาง รอจนกว่าต้วนชิงหมิงมาถึง
ค่อยลงโทษทีเดียวพร้อมกัน”
แม่นมหลิงถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วหันไปสั่งการนางกำนัลที่ยื่นอยู่
บัดนี้ในศาลา เหลือเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวเท่านั้น นางนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ โดยไม่ทราบว่าความคิดล่องลอย
ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ต้วนชิงหมิง เจ้ามีความสามารถแค่ไหนกัน ถึงทำให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหลงใหลได้ปลื้ม มาตอนนี้ก็ยังคงสนใจในตัว
เจ้าอีก?
เมื่อฮองเฮาประทับอยู่ในศาลา กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนเช่นไรนั้น ในตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่วก็
สนุกสนานครึกครื้นขึ้นมา
ในความเป็นจริงนั้น วันนี้นอกเหนือจากการจัดการกับต้วนชิงหมิงแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วยังมีเรื่องอื่นอีกมากมาย
เมื่อเพิ่งจะรับประทานอาหารในงานเลี้ยงเสร็จ องค์หญิงจิ่นซิ่วก็ได้ชวนทุกคนไปสนามประลองความสามารถดู
องค์หญิงอวี้หลัวโตมาบนหลังม้า ถนัดการขี่ม้าและยิงธนู ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจจัดกิจกรรมให้เข้ากับความ
ถนัดขององค์หญิงอวี้หลัว เพื่อหวังให้นางเพลิดเพลิน อีกทั้งมีความสุขที่สุดในวันนี้
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวก็เริ่มสนิทกับต้วนชิงหมิงมากขึ้นแล้ว ระหว่างทางองค์หญิงจึงไม่หยุดที่ตัวติดกับต้วนชิงหมิง
ถามสิ่งนี้สิ่งนั้นไม่หยุด ต้วนชิงหมิงนอกจากรู้สึกเหนื่อยกับการตอบคำถามองค์หญิงผู้นี้แล้ว นางก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีก
ตอนนี้กลุ่มคนได้ปรากฏตัวบนสนามแข่งแล้ว ทันทีที่องค์หญิงอวี้หลัวได้เห็นม้าชั้นดีและเปั้าธนู พลันดีใจขึ้นมา
ทันที นางจึงดึงต้วนชิงหมิงเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
ด้านขององค์หญิงจิ่นซิ่วจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นองค์หญิงอวี้หลัวและต้วนชิงหมิงสนิทสนมกัน แต่เมื่อ
ได้ยินซานเอ๋อร์มารายงาน ใจของนางก็ค่อยสงบลงได้ ตอนนี้มีฮองเฮาเข้าร่วมแผนการ นางต้วนชิงหมิงคงลอยหน้าลอย
ตาได้อีกไม่นาน ความซวยและหายนะกำลังคืบคลานเข้าโดยไม่รู้ตัว นางไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังงานกับคนที่กำลังจะ
เผชิญหายนะแล้ว
หยางซือฉีได้รับการอภัยโทษจากองค์หญิงอวี้หลัว ในเวลานี้นางเดินตามหลังองค์หญิงจิ่นซิ่วอย่างหน้าชื่นตาบาน
นางได้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งตัวมาใหม่แล้ว แต่เนื่องจากคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะอยู่เป็นเวลานาน หน้าตาจึงบูดบึ้งไม่มี
ชีวิตชีวา นอกจากนี้นางยังดูเงียบมากจนดูผิดสังเกตอีกด้วย ในระหว่างนั้นหยางซือฉีเหลือบมองต้วนชิงหมิงอยู่บ่อยครั้ง
โดยไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ทางด้านองค์หญิงอวี้หลัวกระโดดขึ้นหลังม้าในท่าที่สง่างามเพียงครั้งเดียว และชวนให้ต้วนชิงหมิงขึ้นมาขี่ม้าเป็น
เพื่อน แม้ว่าในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงจะถนัดขี่ม้ามาไม่น้อย แต่ว่าวันนี้นางออกหน้าออกตาเยอะมากแล้ว ฉะนั้นคิดแล้ว
คิดอีก สุดท้ายจึงปฏิเสธคำเชิญขององค์หญิงอวี้หลัว
องค์หญิงอวี้หลัวถูกต้วนชิงหมิงปฏิเสธ นางก็ไม่ได้คิดอะไร ได้เพียงหัวเราะเสียงดังออกมา จากนั้นนางก็ขี่ม้าไป
ด้านหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วและพูดเสียงชัดเจนว่า “องค์หญิง วันนี้เรามาประลองยิงธนูบนหลังม้าเป็นยังไง?”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยิน นางก็ปิดปากและหัวเราะทันที “ดูเหมือนว่าองค์หญิงอวี้หลัวคงคันไม้คันมือแล้วสิ ถ้า
อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังแล้ว ก็มองไปที่หยางซือฉีที่อยู่ด้านหลังองค์หญิงจิ่นซิ่ว กล่าวขึ้นว่า “มีแค่เจ้ากับข้าแข่งกัน
ชนะหรือแพ้ก็ไม่มีความหมายอะไร เอาอย่างนี้ พวกเราต่างหาคู่แล้วมาแข่งขันกัน เจ้าว่าเป็นยังไง?”
ใช่แล้ว ในที่สุดนางก็จำขึ้นมาได้แล้ว ต้วนชิงหมิงผู้นี้ นางเคยได้ยิน มาจากองค์ชายเหยียนหลิงเจวี๋ยพูดถึงมาก่อน
ต้วนชิงหมิงนี้เพียงเพราะในวันคล้ายวันเกิดของนาง ได้เกิดเหตุการณ์ดอกบัวหิมะเบ่งบานยามที่หิมะโปรยปราย
ลงมา ดังนั้นชื่อเสียงจึงโด่งดังในช่วงเวลานั้น สามารถพูดไม่ว่าไม่มีใครไม่รู้เรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
จึงเคยมาขอร้องฮองเฮาให้ยกต้วนชิงหมิงเป็นพระสนมของเขา
ในวันนั้น ฮองเฮาก็ตอบตกลงไปแล้ว โดยบอกว่าจะหาโอกาสดูนิสัยใจคอของคุณหนูจวนต้วนคนนี้ ทว่าเนื่องจาก
เวลาผ่านไปนานเกินไป บวกกับใกล้เวลาสิ้นปีแล้วด้วย จากนั้นมีเหตุการณ์ภัยพิบัติหิมะนํ้าแข็งตกกระหนํ่าสร้างความ
ทุกข์ยากแสนสาหัสเอาไว้ ทั้งราชสำนักต่างกังวลและคิดหาวิธีรับมือกันอย่างวุ่นวาย ดังนั้นเรื่องต้วนชิงหมิงจึงถูกฮองเฮา
พักเอาไว้ชั่วคราว และองค์ชายใหญ่เหยียนหลิงจู่ก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก ในความเป็นจริงฮองเฮาลืมไปนานแล้วว่ามีชื่อต้วน
ชิงหมิงคนนี้อยู่ และลืมไปว่าเป็นเรื่องที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยขอเอาไว้ บัดนี้ต้วนชิงหมิงกลับมารนหาที่ถึงในวังหลวงแล้ว
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ดวงตาของฮองเฮาก็สงบไปชั่วครู่ จากนั้นกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เรื่องในวันนี้ ห้ามใครพูดให้องค์
ชายใหญ่ฟังเด็ดขาด พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่?”
แม่นมหลิงฟังแล้วก้มหัวลงทันทีตอบว่า “เพคะ” จากนั้นเดินไปสั่งให้นางกำนัลที่ยืนเรียงรายกันอยู่
แม่นมหลิงซึ่งอยู่กับฮองเฮามากว่าครึ่งชีวิต จึงใช้สรรพนามนี้เรียกว่า “ทุกคน” ที่ยืนอยู่ หากเหตุการณ์ในวันนี้ถูก
องค์ชายใหญ่รู้เข้า ทุกคนที่ยืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ครึ่งหนึ่งจะต้องสละชีวิตไป ฉะนั้นข่าวจะรั่วไหลออกจากที่นี่ไปไม่ได้เด็ดขาด
กฎระเบียบในวังหลวงแห่งนี้ย่อมแตกต่างจากโลกภายนอกทั้งหมด เพราะที่นี่ไม่เคยขาดหลักฐาน ไม่มีข้อแก้ตัว
สิ่งที่ขาดคือคนที่ค้นพบความจริง และการใช้ประโยชน์จากความจริง
ลมหนาวพัดผ่านศาลา ทำเอานางกำนัลในวังที่ยืนอยู่หน้าศาลาตัวสั่นสะเทิ้มไปทั่วร่าง แต่พวกเขายังคงยืน
เงียบเชียบไม่ส่งเสียง ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย
ในศาลานั้นฮองเฮาหลับตาลงเล็กน้อย ภาพที่ปรากฏขึ้นในใจคือคำเตือนของพันพันปีที่มีต่อนาง ถ้ามิสามารถเป็น
แม่ที่ทำให้เจวี๋ยเอ๋อร์ภาคภูมิใจ และปล่อยให้เสิ่นกุ้บเฟยฉวยโอกาสไปก่อน เช่นนั้น สิ่งที่เหลือเจ้าก็ทำคิดหาทางรอดเอง
แล้วกัน
การคิดหาทางรอดเองนั้น เห็นได้ชัดว่าให้นางรีบเอาใจฝั่าบาท เพราะหากฝั่าบาทไม่โปรด พระพันปียังกุมอำนาจ
อยู่ ฮองเฮาในตอนนี้ใกล้จะเหลือแต่เปลือกแล้ว จะคิดทำเรื่องอะไรให้คนอื่นมองนางเปลี่ยนไปได้เล่า
ตราบใดที่คิดถึงใบหน้าที่น่ารังเกียจของเสิ่นกุ้ยเฟยนั้น ในใจของฮองเฮาก็เซ็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางกัดฟัน
แล้วกัดฟันอีก หยุดตัวเองไม่ให้คิดเรื่องนี้อีก
ข้างหูราวกับมีคำพูดที่รุนแรงของพระพันปียังก้องอยู่ในโสตประสาท ฮองเฮาได้แต่ยกมือขึ้นมานวดขมับ และถอน
หายใจอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครได้ยิน
แผนการเดียวในตอนนี้ หวังเพียงว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดกับองค์หญิงอวี้หลัวขึ้นที่นี้อีก จากนั้นเมื่อมองย้อนกลับ
คิดถึงความรู้สึกในใจของเจวี๋ยเอ๋อร์ก็ยังคงเอนเอียงมาที่ฮองเฮา ตราบใดที่นางยังมีเจวี๋ยเอ๋อร์คอยเป็นโล่กำบังภัยอยู่ พระ
พันปีก็ยังคงไม่กล้าทำอะไรนางหรอก
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฮองเฮาก็พรวดลืมตาขึ้นมองไปข้างหน้า พูดแผ่วเบาด้วยนํ้าเสียงดูแลขี้เกียจมาก “ตอนนี้องค์ชาย
ใหญ่อยู่ที่ไหน?”
แม่นมหลิงซึ่งอยู่ข้างๆ ก้มศีรษะตอบเบาๆ ว่า “ทูลฮองเฮา ตอนนี้องค์ชายใหญ่อยู่ที่ตำหนักองค์หญิงเพคะ”
ฮ่องเต้มีองค์หญิงทั้งหมดสามพระองค์ แต่มีเพียงองค์หญิงจิ่นซิ่วเท่านั้นที่เป็นธิดาที่แท้จริงของฮองเฮา ดังนั้นองค์
หญิงของแม่นมหลิงจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เมื่อฮองเฮาได้ยินพลันลืมตาขึ้นทันที ถามด้วยนํ้าเสียงที่เสียอาการ “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? เจวี๋ยเอ๋อร์อยู่ที่ตำหนัก
องค์หญิงจิ่วซิ่วหรือ?”
ดังนั้นเรื่องที่นางให้คนไปพาตัวต้วนชิงหมิงมา เจวี๋ยเอ๋อร์คงรู้แล้วสิ?
ไม่มีแม่คนไหนที่อยากขัดใจลูกชาย ต่อให้เป็นฮองเฮาก็ไม่ต้องการให้ลูกชายเห็นว่าผู้หญิงที่ตนรักถูกสอบสวนโดย
แม่ของเขา หากทำเช่นนั้นคงกระทบกระเทือนจิตใจของเจวี๋ยเอ๋อร์!
แม่นมหลิงเป็นคนที่เข้าใจฮองเฮาเป็นอย่างดี นางก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วตอบด้วยเสียงที่เคารพว่า “ฮองเฮาโปรด
วางใจเพคะ บ่าวได้สั่งซานเอ๋อร์จัดการเรียบร้อยแล้วเพคะ หากพบองค์ชายใหญ่แล้วล่ะก็ ให้พาตัวต้วนชิงหมิงออกไปพูด
คุยที่อื่นจะได้ไม่ให้องค์ชายใหญ่เห็น เป็นเด็กไหวพริบดีอยู่แล้ว ฮองเฮาโปรดวางใจได้เพคะ”
ทันใดนั้นฮองเฮาก็ถอนหายใจเบา ๆ ยังโชคดีที่เจวี๋ยเอ๋อร์ไม่รู้
จากนั้นฮองเฮาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พูดกับแม่นมหลิงว่า “แล้วต้วนอวี้หรานละ?”
แม่นมหลิงตอบว่า “เจ้าต้วนอวี้หราน เป็นคนที่ใจเสาะ ยังไม่ทันได้พาตัวออกมา ก็สลบไปแล้วเพคะ บ่าวได้ให้คน
ไปเอานํ้าเย็นมาสาดให้นางได้สติมา รอเจ้าต้วนชิงหมิงมาแล้วค่อยจักการทีเดียวเพคะ”
ฮองเฮาพยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีก
ควรรู้ว่า ฮองเฮาสั่งโบยบุตรสาวของขุนนางคนหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่ว่าถ้าทำให้ถึงแก่ชีวิต ต้องมีข้อ
อ้างสมบูรณ์เพียงพอพอเช่นกัน แต่ตอนนี้ข้ออ้างของฮองเฮาก็คือต้วนชิงหมิง ขอเพียงต้วนชิงหมิงมาที่นี่ โทษของต้วนอวี้
หรานที่มีก็สามารถกล่าวหาได้แล้ว ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะสั่งโบยคนเดียว หรือโบยสองคน ก็ใช่เหตุผลเดียวกัน
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฮองเฮาก็ผายมือเบา ๆ ว่า “จับตัวต้วนอวี้หรานเอาไว้ ให้คนถามหาโทษนาง รอจนกว่าต้วนชิงหมิ
งมาถึงค่อยลงโทษทีเดียวพร้อมกัน”
แม่นมหลิงถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วหันไปสั่งการนางกำนัลที่ยื่นอยู่
บัดนี้ในศาลา เหลือเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวเท่านั้น นางนั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ โดยไม่ทราบว่าความคิดล่องลอย
ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ต้วนชิงหมิง เจ้ามีความสามารถแค่ไหนกัน ถึงทำให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหลงใหลได้ปลื้ม มาตอนนี้ก็ยังคงสนใจในตัว
เจ้าอีก?
เมื่อฮองเฮาประทับอยู่ในศาลา กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนเช่นไรนั้น ในตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่วก็
สนุกสนานครึกครื้นขึ้นมา
ในความเป็นจริงนั้น วันนี้นอกเหนือจากการจัดการกับต้วนชิงหมิงแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วยังมีเรื่องอื่นอีกมากมาย
เมื่อเพิ่งจะรับประทานอาหารในงานเลี้ยงเสร็จ องค์หญิงจิ่นซิ่วก็ได้ชวนทุกคนไปสนามประลองความสามารถดู
องค์หญิงอวี้หลัวโตมาบนหลังม้า ถนัดการขี่ม้าและยิงธนู ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจจัดกิจกรรมให้เข้ากับความ
ถนัดขององค์หญิงอวี้หลัว เพื่อหวังให้นางเพลิดเพลิน อีกทั้งมีความสุขที่สุดในวันนี้
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวก็เริ่มสนิทกับต้วนชิงหมิงมากขึ้นแล้ว ระหว่างทางองค์หญิงจึงไม่หยุดที่ตัวติดกับต้วนชิงหมิง
ถามสิ่งนี้สิ่งนั้นไม่หยุด ต้วนชิงหมิงนอกจากรู้สึกเหนื่อยกับการตอบคำถามองค์หญิงผู้นี้แล้ว นางก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีก
ตอนนี้กลุ่มคนได้ปรากฏตัวบนสนามแข่งแล้ว ทันทีที่องค์หญิงอวี้หลัวได้เห็นม้าชั้นดีและเปั้าธนู พลันดีใจขึ้นมา
ทันที นางจึงดึงต้วนชิงหมิงเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
ด้านขององค์หญิงจิ่นซิ่วจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นองค์หญิงอวี้หลัวและต้วนชิงหมิงสนิทสนมกัน แต่เมื่อ
ได้ยินซานเอ๋อร์มารายงาน ใจของนางก็ค่อยสงบลงได้ ตอนนี้มีฮองเฮาเข้าร่วมแผนการ นางต้วนชิงหมิงคงลอยหน้าลอย
ตาได้อีกไม่นาน ความซวยและหายนะกำลังคืบคลานเข้าโดยไม่รู้ตัว นางไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังงานกับคนที่กำลังจะ
เผชิญหายนะแล้ว
หยางซือฉีได้รับการอภัยโทษจากองค์หญิงอวี้หลัว ในเวลานี้นางเดินตามหลังองค์หญิงจิ่นซิ่วอย่างหน้าชื่นตาบาน
นางได้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งตัวมาใหม่แล้ว แต่เนื่องจากคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะอยู่เป็นเวลานาน หน้าตาจึงบูดบึ้งไม่มี
ชีวิตชีวา นอกจากนี้นางยังดูเงียบมากจนดูผิดสังเกตอีกด้วย ในระหว่างนั้นหยางซือฉีเหลือบมองต้วนชิงหมิงอยู่บ่อยครั้ง
โดยไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ทางด้านองค์หญิงอวี้หลัวกระโดดขึ้นหลังม้าในท่าที่สง่างามเพียงครั้งเดียว และชวนให้ต้วนชิงหมิงขึ้นมาขี่ม้าเป็น
เพื่อน แม้ว่าในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงจะถนัดขี่ม้ามาไม่น้อย แต่ว่าวันนี้นางออกหน้าออกตาเยอะมากแล้ว ฉะนั้นคิดแล้ว
คิดอีก สุดท้ายจึงปฏิเสธคำเชิญขององค์หญิงอวี้หลัว
องค์หญิงอวี้หลัวถูกต้วนชิงหมิงปฏิเสธ นางก็ไม่ได้คิดอะไร ได้เพียงหัวเราะเสียงดังออกมา จากนั้นนางก็ขี่ม้าไป
ด้านหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วและพูดเสียงชัดเจนว่า “องค์หญิง วันนี้เรามาประลองยิงธนูบนหลังม้าเป็นยังไง?”
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยิน นางก็ปิดปากและหัวเราะทันที “ดูเหมือนว่าองค์หญิงอวี้หลัวคงคันไม้คันมือแล้วสิ ถ้า
อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังแล้ว ก็มองไปที่หยางซือฉีที่อยู่ด้านหลังองค์หญิงจิ่นซิ่ว กล่าวขึ้นว่า “มีแค่เจ้ากับข้าแข่งกัน
ชนะหรือแพ้ก็ไม่มีความหมายอะไร เอาอย่างนี้ พวกเราต่างหาคู่แล้วมาแข่งขันกัน เจ้าว่าเป็นยังไง?”