การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 501 ใครเป็นคนทำ?
ยามเผชิญหน้ากับผลคะแนนที่น่าภาคภูมิใจอย่างนี้ เชื่อว่าต่อให้เป็นลูกสาวลูกชายที่เติบโตจากทุ่งหญ้า ย่อมรู้สึก
ประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วจึงพอใจกับการแสดงฝีมือของตัวนางมาก บนใบหน้าจึงเปือนรอยยิ้มอย่าง
ชัดเจน
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วขี่ม้าเดินเข้ามา องค์หญิงอวี้หลัวก็ยิ้มเบาๆ นางก้าวขึ้นมาข้างหน้า หลังจากทักทายกับองค์
หญิงจิ่นซิ่วแล้ว ก็หันกลับมาโบกมือให้ต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง ถึงตาพวกเราแล้ว”
ต้วนชิงหมิงขานรับ จากนั้นก็จูงม้าเดินออกมาจากสายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ชั่วขณะที่เงาหลังของต้วนชิงหมิงหายไปจากตรงหน้า แววตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจ้องมองไปที่นางอย่างไม่
กะพริบตา
สาเหตุที่ทำให้รู้จักกับต้วนชิงหมิง นอกจากสิ่งที่เรียกว่ามหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋มักไปที่จวน
ต้วนบ่อยๆ ทั้งยังพักอยู่ที่นั่นนานมาก แต่ไหนแต่ไรมาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยต่างจับตากับทุกสิ่งทุกอย่างของเหยียนหลิ่งอวี๋
หลังจากรู้ว่าอีกฝั่ายไปมาหาสู่ที่จวนต้วนบ่อยครั้ง เขาก็เริ่มให้คนไปสืบทุกเรื่องของเหยียนหลิ่งอวี๋ ดังนั้นจึงสืบสาวมาจน
ถึงตัวต้วนชิงหมิงผู้นี้
ช่วงก่อนหน้านี้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเคยไปคุยกับฮองเฮาว่าอยากจะรับต้วนชิงหมิงเป็นพระชายา การทำแบบนี้ก็
เพียงเพื่อจะหยั่งท่าทีของเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ เหยียนหลิ่งอวี่กลับแสดงออกว่าไม่สนใจเลยสักนิด
ถึงขนาดว่าไม่ไปที่จวนต้วนแล้วด้วย
ข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋ย่อมมีลูกน้องของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยคอยสังเกตติดตามอยู่แล้ว ตอนที่ถามคำถามนี้ เหยียน
หลิ่งอวี๋ตอบว่า “ของที่อยากได้นั้น ในเมื่อได้มาแล้ว ยังจะไปทำอะไรอีกเล่า?”
สุดท้ายเหยียนหลิ่งเจวี๋ยถึงได้รู้ว่าธนูชวนเย่ว์กงคันนั้นได้มาจากจวนต้วนแล้ว ส่วนสาเหตุว่าได้มาได้อย่างไร นั่นก็
ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก แต่สิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยรู้ก็คือ เคยมีมือสังหารคนหนึ่งถูกบีบให้จนตรอกหนีเข้าไปในจวนต้วนแล้วก็
ตาย ดังนั้นเรื่องทุกอย่างก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้คำตอบอีกแล้ว
ชั่วชีวิตนี้ สิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยชอบที่สุดก็คือสิ่งของของเหยียนหลิ่งอวี๋ เป็นเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋ชอบต้วนชิงหมิง
คนนี้ เขาก็เลยอยากจะมาเห็นกับตาสักหน่อย สำหรับองค์ชายคนหนึ่ง การรับอนุภรรยาสักคนก็แค่ทำให้ในตำหนักมีคน
เพิ่มก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเขาแม้แต่นิดเดียว
แต่ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่สนใจต้วนชิงหมิงแล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับรู้สึกว่าต้วนชิงหมิงคนนี้ไม่ได้มีสิ่งที่เหนือ
กว่าคนอื่น ดังนั้นความคิดที่อยากได้นางมาจึงถูกทำลายไปอย่างช้าๆ เช่นกัน
แต่วันนี้เขามีธุระมาหาองค์หญิงจิ่นซิ่ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะได้เจอต้วนชิงหมิงที่นี่ด้วย
ครั้งก่อนตอนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเจอต้วนชิงหมิง นางก็เป็นแค่เด็กหญิงอายุเก้าขวบเท่านั้น แม้จะดูโตเป็นผู้ใหญ่
หน้าตางดงามใช้ได้ แต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยชอบผู้หญิงที่งามหยาดเยิ้มเหมือนบุปผาที่แย้มยิ้มมากกว่า ไม่ใช่สาวงามที่ใส
บริสุทธิ์จืดชืดแบบนี้ ตอนนั้นเขาจึงมองเพียงแวบเดียวแล้วก็มองผ่านไป แต่ตอนนี้พอได้เห็นอีกครั้ง ต้วนชิงหมิงกลับแตก
ต่างจากที่เจอครั้งก่อนอย่างมาก อีกทั้งบนเนื้อตัวนางยังมีเสน่ห์ความน่ารักของสาวน้อยวัยแรกแย้มด้วย สิ่งนี้ทำให้เหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะมองแล้วมองอีกอยู่อย่างนั้น
ทางด้านเหยียนหลิ่งเจวี๋ยยังสังเกตต้วนชิงหมิงอยู่เลย โดยไม่ได้สนใจว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วที่อยู่ด้านข้างเดินเข้ามาหา
เขาแล้ว เดิมทีองค์หญิงจิ่นซิ่วกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด นางคล้องแขนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยถา
มออดอ้อนขึ้นว่า “ท่านพี่ใหญ่ ท่านว่าเมื่อครู่นี้ข้าทำได้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เดิมทีเยี่ยนหลิ่งเจวี๋ยเพิ่งจะมาถึง จึงไม่ทันเห็นทักษะการขี่ม้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วเลย ตอนนี้พอได้ยินองค์หญิงจิ่น
ซิ่วถามเขาก็ยิ้มเรียบๆ แล้วตอบกลับว่า “น้องสาวของข้า ย่อมไม่มีใครเทียบได้อยู่แล้ว”
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินคำชมของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยยิ่งตื่นเต้นดีใจ จากนั้นนางก็เริ่มออกท่าออกทางพูดถึงขั้นตอน
ทั้งหมดของการแข่งขันให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยฟังอย่างละเอียด
แต่ในตอนนี้ความคิดทั้งหมดของเยี่ยนหลิ่งเจวี๋ยกลับอยู่บนตัวต้วนชิงหมิงไปแล้ว ตอนที่ฟังองค์หญิงจิ่นซิ่วเล่า เขา
ก็ตอบทีละประโยคอย่างขอไปที เหมือนไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก
องค์หญิงจิ่นซิ่วมองไปที่ต้วนชิงหมิงตามสายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย จู่ๆ นางก็กะพริบตาถามว่า “ท่านพี่ชอบต้วน
ชิงหมิงหรือคะ?”
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังคำถามของนาง ก็เริ่มยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติทันที เขาตอบว่า “ใช่เสียที่ไหนข้าก็แค่
กำลังคิดว่าต้วนชิงหมิงคนนี้มีอะไรเหนือกว่าคนอื่น องค์หญิงอวี้หลัวถึงได้มองนางต่างออกไป?”
พอองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟัง ก็วางใจทันที นางเบะปากเล็กน้อยบอกว่า “ต้วนชิงหมิงมีสิ่งที่เหนือกว่าคนอื่นเสียที่ไหน
กันล่ะไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับข้าหรอกหรือ?”
ในจุดนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วพูดไม่ผิด อย่างไรเสียถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่ว องค์หญิงอวี้หลัวก็จะไม่มีทาง
สนใจต้วนชิงหมิงเลยยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้เป็นพันธมิตรกับนาง
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังสิ่งที่องค์หญิงจิ่นซิ่วบอก ถึงกับรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
เพียงมองไปทางผู้หญิงสองคนที่เริ่มขี่ม้าเข้าไปในสนาม
เมื่อครู่ตอนที่องค์หญิงจิ่นซิ่วแข่ง เวลาที่ใช้ก็ไม่ได้เยอะ ดังนั้นนํ้าที่อยู่ในถุงนํ้าจก็หยดหมดพอดี นํ้าในถุงนํ้านั้นเป็น
เวลาเท่ากับหนึ่งก้านธูปพอดี ดังนั้นเวลาทั้งหมดที่องค์หญิงจิ่นซิ่วใช้แข่งขันก็เท่ากับหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
ตอนนี้เปลี่ยนให้องค์หญิงอวี้หลัวลงสนามอีกครั้ง นางกำนัลเหล่านั้นทำตามกติกาตั้งแต่แรกเริ่ม เติมนํ้าใส่ถุงใหม่
อีกครั้งจนเต็มที่ดังเดิม ตอนนี้นํ้าเริ่มหยดลงอย่างช้าๆ แล้ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วกำลังมององค์หญิงอวี้หลัวที่อยู่ในสนาม แล้วจู่ๆ ก็เริ่มแอบแสยะยิ้ม
เพราะตามกติกาแล้ว ผู้แข่งหลักวิ่งบนทางที่อยู่ริม ส่วนผู้แข่งรองจะต้องวิ่งอยู่บนทางตรงกลาง ในฐานะที่เป็นชน
เผ่าที่เติบโตมาบนหลังม้า ทักษะการขี่ม้าขององค์หญิงอวี้หลัวย่อมไม่ต้องพูดถึง เห็นเพียงนางถือและดึงเชือกบังเหียนให้
ม้ากระโจนลงอย่างสง่างาม ม้าตัวนั้นร้องลากเสียงยาว กระโดดข้ามกำแพงอย่างมั่นคง
เห็นเพียงองค์หญิงอวี้หลัวใช้สองเท้าขนาบท้องม้า ตั้งลูกธนูขึ้นมาแล้วดึงสาย ลูกธนูดอกนั้นพุ่งไปข้างหน้าราวกับ
ดาวตก พวยพุ่งเข้ากลางเปั้าพร้อมกับเสียง “ฉึก” ดังขึ้น
รอบข้างมีเสียงตะโกนเอาใจช่วยดังกระหึ่มเหมือนเสียงฝั้าร้องฟั้าผ่า ทว่าสีหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วดูแย่ลงไปนิด
หน่อย
แม้ตอนวิ่งรอบสองและสามนางจะยิงโดนกลางเปั้าเหมือนกัน แต่รอบแรกธนูของนางยิงเบี่ยงออกนิดหน่อย ส่วน
ในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงอวี้หลัวทำได้เหนือกว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วแล้ว ถ้ารอบสองกับรอบสามองค์หญิงอวี้หลัวยิง
โดนกลางเปั้าเหมือนกันก็ถือว่าองค์หญิงอวี้หลัวชนะแล้ว
พอนึกถึงตรงนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วก็กัดริมฝีปากจนแน่น
ม้าขององค์หญิงอวี้หลัววิ่งอย่างว่องไวมาก ใช้เวลาไม่นานก็ทิ้งห่างต้วนชิงหมิงแล้วไปไกลแล้ว ต้วนชิงหมิงไล่ตาม
อยู่ข้างหลัง ตอนที่วิ่งไปเจอสิ่งกีดขวาง นางก็เรียนรู้จากองค์หญิงอวี้หลัวเช่นกัน ออกแรงขนาบเท้าที่ท้องม้า เพื่อให้ม้าตัว
นั้นกระโดดผ่านไป
ม้าตัวนั้นร้องลากเสียงยาว จากนั้นก็เร่งฝีเท้าวิ่งสองก้าวตรงจุดที่ห่างจากสิ่งกีดขวางประมาณสิบก้าว จากนั้น
กระโจนตัวลงอีกก็ผ่านสิ่งกีดขวางนั้นไปแล้ว
ต้วนชิงหมิงหัวใจเต้นจนแทบจะเด้งออกมาแล้ว
นางขี่ม้าไม่บ่อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการข้ามสิ่งกีดขวางประเภทนี้เลย ตอนนี้นางใช้แรงที่มีไปหมดแล้ว ที่เหลือต้อง
อาศัยการแสดงความสามารถของม้าตัวนี้แล้ว
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของต้วนชิงหมิง ก็รู้แล้วว่านางไม่ค่อยได้ขี่ม้า แต่ม้าที่ต้วนชิงหมิงขี่มี
นิสัยอ่อนโยนเชื่อฟัง ดังนั้นถ้าต้วนชิงหมิงควบคุมได้ดี การข้ามอุปสรรคกีดขวางนี้ไปก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเช่นกัน
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหรี่ตาเล็กน้อย อยากจะเห็นว่าต้วนชิงหมิงข้ามผ่านสิ่งกีดขวางไปได้อย่างไร แต่ตอนที่เหล่ตามอง
จู่ๆ เขาก็เห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วที่อยู่ด้านข้างจ้องเขม็งแทบกลืนกินนางด้วยความโมโหได้เลย
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะตกใจ เพราะเขารู้นิสัยน้องสาวคนนี้ของตัวเขาดี รู้ว่าทุกครั้งที่องค์หญิงจิ่น
ซิ่วเผยแววตาแบบนี้ ก็เป็นเวลาที่อยากจะกลั่นแกล้งคน แล้วคนที่โดนกลั่นแกล้งคนนั้นก็จะมีจุดจบที่อนาถเป็นพิเศษด้วย
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองตามสายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่ว แค่มองแวบเดียวก็เห็นต้วนชิงหมิงที่กำลังเตรียมจะข้ามสิ่ง
กีดขวางนั่นแล้ว
ตอนนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะตกใจ อย่าบอกนะว่าคนที่องค์หญิงจิ่นซิ่วจะเล่นงานก็คือต้วนชิงหมิง?
แม้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะไม่รู้ ว่าต้วนชิงหมิงล่วงเกินอะไรองค์หญิงจิ่นซิ่วไว้กันแน่ แต่ดูจากสายตาองค์หญิงจิ่นซิ่ว ต้
วนชิงหมิงคนนี้ก็มีเคราะห์มากกว่าโชคจริงๆ
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว จู่ๆ ในใจก็เกิดความวู่วามบางอย่าง เขาอยากจะเข้าไปเตือนต้
วนชิงหมิงสักหน่อย ไม่ให้นางตกหลุมพรางองค์หญิงจิ่นซิ่ว