การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 502 บาดแผลของต้วนชิงหมิง
จากนั้นจนถึงตอนนี้ ม้าที่ต้วนชิงหมิงขี่นั้นกลับลื่นไถลไปกับพื้นโดยไม่ได้คาดคิด ทำให้ต้วนชิงหมิงไม่ทันได้ระวัง
ตัวต้องร่วงลงมาจากหลังม้า อีกทั้งท่าทางที่นางร่วงมานั้น ดูแทบไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับหยางซือฉีเมื่อครู่ เพราะว่าการ
ร่วงของหยางซือฉีนั้นยังสามารถพยุงตัวขึ้นมาได้ แต่ต้วนชิงหมิงกลับหกคะเมนไม่เป็นท่า จนได้รับบาดเจ็บที่เนื้อตัวอยู่ไม่
น้อย
เห็นทีครั้งนี้ต้วนชิงหมิงคงรอดยากเสียแล้ว
ด้วยความตระหนกสุดขีด เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงรีบพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วรีบร้องเสียงดังขึ้น “ท่านพี่ใหญ่กำลังทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
หรือว่าท่านพี่ใหญ่ต้องการรีบเข้าไปช่วยต้วนชิงหมิง? ทว่าท่านพี่ใหญ่ไม่ชอบให้หญิงสาวเข้ามายุ่มย่ามเข้าใกล้มิใช่
หรือ? เหตุใดถึงปฏิบัติกับต้วนชิงหมิงต่างจากคนอื่นไป?
องค์หญิงจิ่นซิ่วกระทืบเท้า กัดริมฝีปากแนบแน่นด้วยความไม่พอใจยิ่ง พลางคิดในใจว่า… ต้วนชิงหมิงเอ๋ย ครั้งนี้
เจ้าต้องติดกับแผนการของข้าอย่างแน่นอน!
ด้านต้วนชิงหมิงที่ไม่ชินกับการขี้ม้าเสียเท่าไหร่ พอเห็นว่าจะเสียท่าตกจากหลังม้า ใบหน้าพลันซีดเซียวทันใด
นางพยายามใช้แรงที่มีทั้งหมดดึงเชือกบังเหียนม้าสุดแรง จนต้องตกลงมาจากหลังม้า ไถลเกลือกกลิ้งไปหลายตลบ
เจ็บเหลือเกิน! เนื้อตัวของต้วนชิงหมิงกระแทกกับพื้นไปหลายตลบ
มือของต้วนชิงหมิงมีเลือดไหลซิบออกมา เท้าแพลงเหมือนกระดูกจะแตก ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ทำให้เหงื่อไหล
ท่วมหน้าผากออกมา
ต้วนชิงหมิงพยายามลองขยับตัว แต่ก็ขยับเขยื้อนไม่ได้ นางนั่งอยู่กับพื้นจับดูขาที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับฝืน
หัวเราะขึ้นมา ครานี้นางได้รับบาดเจ็บหนักไม่น้อย
ต้วนชิงหมิงกัดฟันแน่นยิ่ง และไม่เข้าใจว่าความไม่ระวังของนางจะเป็นเหตุให้ตกลงมาจากหลังม้าได้ ตอนนี้นาง
พยายามกัดฟันอดทน ฝืนพยุงตัวลุกขึ้นมา เดินกะเผลกไปที่ม้าตัวนั้นและเริ่มตรวจดูอย่างละเอียด หลังจากที่ม้าเสียท่า
ไถลไปกับพื้น ตัวกลับกระตุกชักไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้อีกแล้ว ในเวลานี้ม้าร้องเสียงครวญครางด้วยความรู้สึกเจ็บ
ปวด พลางหันมองไปยังต้วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ม้าตัวนั้น ด้วยแววตาที่สงสารจับใจ “ทุกอย่างเป็นเพราะข้าเอง เจ้าถึงไถลไปกับพื้นเช่นนี้ ข้า
ขอโทษเจ้าด้วย!”
ม้าก็เหมือนกับคนเราทั่วๆ ไป การล้มคราวนี้จะต้องบาดเจ็บแยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นจะร้องโอดครวญไปทำไม เพียง
แต่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่แปลกใจต่อต้วนชิงหมิงเป็นอย่างมาก
เป็นที่รู้กันในที่นี่ องค์หญิงจิ่นซิ่วลงสนามประลองเป็นคนแรก ต่อด้วยองค์หญิงอวี้หลัวก็ไม่พบเรื่องแปลกเกิดขึ้น
แต่หลังจากนั้นหยางซือฉีและต้วนชิงหมิงกลับเกิดเรื่องขึ้น เห็นทีเรื่องนี้ต้องมีบางเรื่องที่ซ่อนเร้นอยู่
ต้วนชิงหมิงสอดสายตามองกีบเท้าทั้งสี่ของม้าอย่างพินิจ ทว่ามองอยู่นานสองนานก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่าง
ใด ระหว่างที่จะเลิกล้มความตั้งใจ หางตาของนางกลับเห็นบางสิ่งกำลังสะท้อนแสงวิบวับเข้าตา จึงก้มตัวลงไปเก็บ พร้อม
กับตกใจจนหน้าซีด
ในระหว่างนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่เห็นต้วนชิงหมิงเจ็บปวดทรมาน จึงรีบพุ่งตัวเข้ามาประชิด พร้อมกับไถ่าถามขึ้น
“เจ้าเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้น เห็นเป็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยหมายเอื้อมมือเข้ามาประคองตัว
นางจึงผงะถอยหลังโดยที่ไม่ทันได้คิด พลางเอ่ยขึ้นมาว่า “ขอบพระทัยองค์ชายใหญ่เพคะ หม่อมฉัน… ไม่เป็นไร
มากเพคะ”
ต้วนชิงหมิงอยากถอยหลังไปให้พ้น แต่ขาเจ้ากรรมดันไม่ขยับตามใจนึก ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิง ท่าทางที่ไร้
เรี่ยวแรง ทำเอานางหลบอย่างไรก็ไปได้ไม่ไกล
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเห็นความเจ็บปวดของต้วนชิงหมิงปรากฏขึ้นทั่วใบหน้า แต่นางกลับพยายามหลบออกห่าง เหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยจึงพูดอย่างขุ่นเคืองใจ “เจ็บขนาดนี้แล้ว เจ้ายังจะกระมิดกระเมี้ยนไปเพื่ออะไรอีก… ไป เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปหา
หมอหลวงเอง”
พอต้วนชิงหมิงได้ฟังถึงกับตกใจสุดขีด จนรีบพูดปฏิเสธทันควัน “มิกล้ารบกวนองค์ชายใหญ่เพคะ ให้นางกำนัล
ประคองหม่อมฉันก็พอแล้วเพคะ……”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังหน้าตาพลันเปลี่ยนสีในฉับพลัน
เขาไม่เคยห่วงใยและจู่โจมหญิงใดแบบนี้มาก่อนเลย ปกติแล้วมีแต่บรรดาผู้หญิงต่างกุลีกุจอวิ่งเข้ามาเอาอกเอาใจ
อีกทั้งใช้มารยาร้อยแปดเล่มเกวียนให้เขาสนใจ แต่นี่อะไรกัน ต้วนชิงหมิงไม่เพียงปฏิเสธนํ้าใจยังแสดงท่าทางรังเกียจ
เดียดฉันท์เขาอีก
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกัดฟันหันไปฝืนพูดกับต้วนชิงหมิงด้วยความไม่พอใจ “ให้เจ้ามาเจ้าก็ต้องมา… จะพูดพล่ามอะไร
มากมาย?”
พูดจบ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยื่นมือไปหมายจะคว้าต้วนชิงหมิงเข้ามา
ด้วยความตกใจต้วนชิงหมิงกลับพูดขึ้นว่า “ชายหญิงต่างกันเพคะ ขอให้องค์ชายใหญ่อย่าได้ทำเรื่องที่จะเป็นข้อ
ครหานินทาดีกว่าเพคะ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินกลับหัวเราะอย่างชอบใจ “ข้าจะไปกลัวคนครหานินทาไปทำไมกัน… เดิมทีข้าตั้งใจจะขอให้
เสด็จแม่ช่วยจัดงานอภิเษกให้ข้ากับเจ้า”
ต้วนชิงหมิงตกใจจนเหงื่อไหลท่วมตัว นางคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ต้วนอวี้พูดนั้นจะเป็นความจริง ว่าองค์ชายใหญ่ตั้งใจจะ
รับงานเข้าไปอยู่ในวังหลวง
เพียงแต่ต้วนชิงหมิงนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ว่านางไปเข้าตาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยตั้งแต่เมื่อใด
ปัญหาที่สำคัญในเวลานี้ หากต้วนชิงหมิงให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยอุ้มนางไปหาหมอหลวงเพื่อตรวจอาการ เห็นทีนับ
จากนี้ไปต้องเป็นที่ครหาและยากอธิบายให้คนอื่นเข้าใจความเป็นจริง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยแน่วแน่ตั้งใจพูดกับต้วนชิงหมิง เขาต้องการโอบอุ้มนางให้ได้ ทว่าต้วนชิงหมิงกลับคิดหาทางเอา
ตัวรอดได้ทันเวลา “ขอให้องค์ชายใหญ่อย่าได้ทำแบบนี้เลยเพคะ… หม่อมฉันไม่สะดวก ทั้งยังกลัวสิ่งสกปรกในตัวไป
เลอะเสื้อผ้าองค์ชายใหญ่เพคะ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยฟังแล้วถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
เป็นที่รู้กันว่าการกลัวสิ่งสกปรกเลอะร่างกายของอีกฝั่าย นั่นหมายถึงสตรีกำลังมีรอบเดือนอยู่ แต่ต้วนชิงหมิงอายุ
ยังน้อยถึงเพียงนี้จะมีรอบเดือนได้ยังไงกัน? เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยังคงมองต้วนชิงหมิงด้วยความสงสัยไม่อยากเชื่อคำพูด!
ด้านต้วนชิงหมิงที่เห็นสายตาไม่ค่อยเชื่อใจของเขากลัวว่าจะเข้าใจผิด นางจึงรีบร้อนพูดขึ้น “ความหมายของ
หม่อมฉันคือ หม่อมฉันเป็นแผลและเลอะเปรอะเปือนกับดินบนพื้น จึงไม่กล้าให้สิ่งสกปรกแปดเปือนตัวองค์ชายใหญ่
เพคะ……”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยร้อง “อ๋อ” ออกมาด้วยความเข้าใจ จากนั้นได้พูดอย่างไม่สนใจว่า “ข้าไม่กลัวเลอะ แล้วเจ้าจะ
กลัวเลอะไปทำไมกัน?”
ต้วนชิงหมิงแอบขบฟันแน่น ฝืนยิ้มออกมา “องค์ชายใหญ่เป็นคนตรงไปตรงมา แน่นอนว่าทำสิ่งใดย่อมไม่สนใจ
คำครหาลับหลัง แต่ปัญหาในตอนนี้คือองค์หญิงอวี้หลัวอยู่ที่นี่ด้วย องค์ชายใหญ่อย่าได้ทำให้องค์หญิงรู้สึกว่าองค์ชาย
ใหญ่เป็นคนทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลังดีกว่าเพคะ”
ต้วนชิงหมิงพูดโดยแฝงนัยยะบางสิ่งเอาไว้ ซึ่งเหยียนหลิ่งเจวี๋ยฟังเข้าใจทุกคำพูด ที่ต้วนชิงหมิงต้องการเตือนสติ
เขา อย่าให้คนอื่นได้เอามาเป็นข้อครหาติฉินนินทา หากเรื่องนี้ทราบถึงฝั่าบาทเกรงว่าจะไม่เป็นเรื่องที่ดี
ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลนเป็นที่สุด… ที่แท้ต้วนชิงหมิงก็ไม่ต่างอะไร
กับผู้หญิงพวกนั้น ที่อยากจะเข้ามาประจบสอพลอ ใช้มารยาสาไถยหลอกล่อเขา?
จากนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกสนใจในตัวต้วนชิงหมิงมากเหมือนที่เคยเป็นมาแล้ว เขายืนตัวตรง ถามเสียง
เรียบว่า “เจ้ามั่นใจนะว่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร?”
“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ ไม่เป็นอะไรจริงๆ เพคะ” ต้วนชิงหมิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว
ขอเพียงเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ต้องมาสนใจในตัวนางมาก นางก็พร้อมที่จะฝืนเดิน เพื่อยืนยันว่าไม่เป็นไร
มาถึงตอนนี้ จู่ๆ ได้มีเสียงองค์หญิงอวี้หลัวเข้ามากระซิบข้างหู “ชิงหมิง เจ้าเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บตรงไหน
บ้าง?”
นํ้าเสียงที่หนักแน่นขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ทำให้ต้วนชิงหมิงที่พยายามปกปิดความเจ็บไว้ไม่ปริปาก ต้องรีบพูดออก
มาด้วยเสียงที่ดังลั่น “องค์หญิงอวี้หลัว ขาของหม่อมฉันพลิกเพคะ!”
อันที่จริง องค์หญิงอวี้หลัวไม่ได้สนใจอาการของต้วนชิงหมิงมากนัก เพราะก่อนหน้านี้หยางซือฉีที่ตกจากหลังม้า
ก่อนหน้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก และหลังจากที่องค์หญิงอวี้หลัวควบม้าวิ่งได้เพียงรอบเดียว ถึงได้เห็นต้วนชิงหมิงตกจาก
หลังม้า และแสดงใบหน้าที่เจ็บปวดออกมา ราวกับจะทนความทรมานไม่ไหวอีกแล้ว
ฉะนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้สนใจการแข่งขันที่ขาดวิ่งอีกสองรอบแล้ว นางกลับดึงบังเหียนให้ม้าหยุดและวิ่งมาดูอา
การของต้วนชิงหมิง
องค์หญิงอวี้หลัวรีบดึงบังเหียนให้ม้าหยุดฝีเท้า จากนั้นลงมาประคองต้วนชิงหมิง ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ชิงห
มิงเป็นอะไรไหม บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”