การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 500 เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมาแล้ว
ใช้เวลาไม่นานนัก ทั้งสองฝั่ายก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยและเดินออกมาแล้ว ทุกคนต่างมองทั้งสองโดยไม่พูดอะไร
จากนั้นองค์หญิงทั้งสองก็ยิ้มเรียบๆ เดินกลับไปอยู่ข้างม้าของตัวเอง
ชุดขี่ม้าขององค์หญิงอวี้หลัวเป็นสีดำแดง ด้านล่างสวมชุดกระโปรงยาวสีแดง ตรงขอบเสื้อ ชายกระโปรงและผ้า
คาดเอวล้วนแล้วเป็นสีดำสนิท ให้ความรู้สึกสูงส่งและอ่อนหวาน ทั้งตัวเผยกลิ่นอายชาวทุ่งหญ้าที่องอาจห้าวหาญ
พอมองดูบนตัวองค์หญิงจิ่นซิ่ว ก็พบว่านางสวมชุดขี่ม้าสีเหลือง เกล้าผมสูงเปิดหน้าผากที่เกลี้ยงเกลาขาวดุจหงส์
ฟั้าชุดนี้ ขับให้นางดูมีชีวิตชีวาและงามเลิศลํ้าไร้ที่เปรียบปาน
ภายใต้การเปรียบเทียบนี้ ต้วนชิงหมิงกับหยางซือฉีก็ดูสงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ ต้วนชิงหมิงสวมชุดขี่ม้าสีเทา สวม
รองเท้ายาว สีหน้าเย็นชาแน่นิ่ง กำลังมององค์หญิงทั้งสองในสนามด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก
บนตัวหยางซือฉีสวมชุดขี่ม้าสีม่วง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร สีหน้าของนางขาวซีดเซียวเล็กน้อย ดูค่อนข้างอ่อนเปลี้ย
เพลียแรง ตอนที่มองต้วนชิงหมิง บางครั้งในดวงตาก็ฉายแววตื่นตะลึงเป็นพิเศษ ทำให้ในใจต้วนชิงหมิงอึ้งอยู่มิน้อย
ทุกคนต่างกลับไปยืนตรงหน้าม้าของตัวเองเพื่อเตรียมตัวแข่งขันรอบแรก
เดิมทีการแข่งขันแบบนี้สามารถดำเนินการฝั่ายเดียวได้ และสามารถดำเนินการพร้อมกันสองฝั่ายก็ได้เช่นกัน แต่
ตอนนี้เพื่อให้ทั้งสองฝั่ายแสดงความสามารถได้เต็มที่ และเพื่อไม่ให้ทุกคนลํ้าเส้นกัน ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจให้ฝั่ายหนึ่ง
แข่งรายการแรกก่อน จากนั้นค่อยสลับให้ฝั่ายที่สองเริ่ม
คำแนะนำนี้ถูกเสนอโดยต้วนชิงหมิง
ในวันที่หนาวเหน็บนี้ การจุดธูปเป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ และมักถูกลมพัดให้ดับได้โดยง่าย ทุกคนจึงใช้วิธีนับเวลา
โดยใช้ถุงนํ้าหยด
องค์หญิงจิ่นซิ่วใช้มือลูบคลำม้าของตัวเอง พร้อมพูดกับองค์หญิงอวี้หลัวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเป็นแขก ข้าเป็นเจ้า
บ้าน ดังนั้นรอบแรกนี้เจ้าเริ่มก่อนเถอะ”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยินแล้วก็ยิ้ม บอกว่าแขกตามใจเจ้าบ้าน ให้เจ้าเริ่มก่อนดีกว่า
องค์หญิงจิ่นซิ่วคิดไปคิดมา แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธอีก นางจึงกระโดดขึ้นบนหลังม้าอย่างสง่างามทันที จากนั้นก็เริ่มวิ่ง
เข้าไปในสนาม
ตอนที่องค์หญิงจิ่นซิ่วเริ่มควบม้าไปเตรียมในสนาม ก็เห็นนางกำนัลคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างเจาะถุงใส่นํ้า มีนํ้าไหล
ออกมาหยดแล้วหยดเล่า
ทักษะการขี่ม้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วไม่เลวเลย ฝีมือก็ไม่ได้ยํ่าแย่ เห็นเพียงนางสะพายดาบไว้ข้างหลัง พอใช้ขาสอง
ข้างขนาบตรงท้องม้า ม้าตัวนั้นก็เริ่มวิ่งตะบึง หยางซือฉีตามติดอยู่ข้างหลังนาง จากนั้นการแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็น
ทางการแล้ว
ม้าตัวนั้นวิ่งตะบึงเร็วมาก ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็อ้อมสนามไปแล้วครึ่งรอบ ท่ามกลางสายตาทุกคนที่จับจ้องมอง
องค์หญิงทั้งสองในสนามอย่างไม่ละสายตา ราวกับว่าหัวใจจะกระโดดตามพวกนางออกมาด้วย
ตอนที่องค์หญิงจิ่นซิ่วควบม้าข้ามสิ่งกีดขวางไปอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงนางดึงบังเหียนให้ม้าหยุด ม้าตัวนั้นยกกีบ
เท้าหน้าขึ้น กระโจนตัวขึ้นกลางอากาศ จากนั้นโน้มตัวพุ่งลงมาอย่างสวยงาม และวิ่งข้ามผ่านกำแพงสูงที่เป็นกีดขวางนั่น
ได้อย่างสบาย
หลังจากองค์หญิงจิ่นซิ่วควบม้ากระโดดข้ามกำแพงสูงที่ขวางกั้นไปแล้ว ก็คลายเท้าออกจากท้องม้าทันที นางง้าง
สายธนูอย่างรวดเร็ว แล้วเล็งไปยังเปั้าที่อยู่ไกลๆ พอนางพลิกตัว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะยิงโดนตรงกลางเปั้านั้นไปแล้ว
ได้ยินเสียงตะโกนให้กำลังใจดังอยู่ในสนามพักหนึ่ง “ดีมาก! เยี่ยมมาก!”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้เห็นฉากนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะนับถือองค์หญิงจิ่นซิ่ว ถึงแม้องค์หญิงจิ่นซิ่วดูเหมือน บอบบางอ่อนแอ
แต่กลับดูไม่ออกเลยว่าภายในส่วนลึกจะมีนิสัยห้าวหาญชาญชัยถึงเพียงนี้
องค์หญิงอวี้หลัวที่อยู่ข้างกันเหมือนจะรู้สึกผิดคาดนิดหน่อย แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงหรี่ตาเล็กน้อยแล้วก็เม้ม
ริมฝีปากแน่น
แม้องค์หญิงจิ่นซิ่วที่อยู่บนหลังม้าจะได้รับคำชมแล้ว แต่ก็ไม่ลำพองใจเช่นกัน นางยังแนบตัวบนหลังม้าเหมือน
เดิม ควบม้าวิ่งไปหาสิ่งกีดขวางในรอบที่สอง
แต่พอมองหยางซือฉีที่อยู่ข้างหลังองค์หญิงจิ่นซิ่ว ก็พบว่านางไม่ได้โชคดีขนาดนั้น นางเพิ่งมาถึงตรงหน้าสิ่ง
กีดขวาง พอดึงเชือกบังเหียนม้า เดิมทีคิดว่าจะพุ่งผ่านไปได้ภายในอึดใจเดียว แต่นึกไม่ถึงว่าตอนที่ม้าตัวนั้นเพิ่งจะโน้มตัว
พุ่งลงมา จู่ๆ กีบเท้าหน้าก็หกคะเมน ไม่น่าเชื่อว่าจะล้มคะมำลงบนพื้น
หยางซือฉีที่อยู่บนหลังม้าก็ย่อมมิอาจโชคดีรอดพ้นไปได้ เห็นนางหกคะเมนลงพื้นในรวดเดียว นางกำลังที่อยู่ด้าน
ข้างรีบก้าวเข้ามา ประคองหยางซือฉีที่สีหน้าสะบักสะบอมขึ้น จากนั้นจูงม้าที่บาดเจ็บออกจากสนามไป
หยางซือฉีก็แค่แข่งเป็นเพื่อนเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่านางจะบาดเจ็บหรือไม่ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันเลย
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป ไม่นานทุกคนก็ย้ายสายตากลับมาอยู่บนตัวองค์หญิงจิ่นซิ่วในสนามต่อ
บนสนามแข่งม้าเหลือเพียงองค์หญิงจิ่นซิ่วคนเดียว หลังจากเห็นนางข้ามสิ่งกีดขวางในรอบที่สองไปแล้ว ก็เห็น
นางยิงธนูอีกดอกโดนกลางเปั้าอย่างมั่นคง
จากนั้นก็มาถึงรอบที่สามแล้ว
การควบม้าวิ่งสามรอบนี้ทำให้มือทั้งสองข้างขององค์หญิงจิ่นซิ่วสั่นสะเทิ้มไปหมด นางสูดหายใจเฮือกหนึ่ง ตอนที่
ข้ามผ่านสิ่งกีดขวางด่านสุดท้าย จู่ๆ นางก็สูดหายใจแล้วขี่ม้าผ่านไป
ต้วนชิงหมิงกำลังยืนมองอยู่ด้านข้าง รู้สึกเพียงว่าแม้แต่ลมหายใจก็เริ่มติดขัดแล้ว นางกำมือแน่น เม้มริมฝีปาก
แน่น ในใจรู้สึกตึงเครียดสุดๆ
ต้องทราบไว้ว่าแม้ม้าพวกนี้จะผ่านการฝึกให้เชื่องมาก่อน อีกทั้งสิ่งกีดขวางในสนามถูกจัดวางเป็นอย่างดี และไม่
เป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย แต่พอเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วต่อสู้ดิ้นรนขนาดนี้ ในฝั่ามือที่กำลังกำแน่นของต้วนชิงหมิงก็ชุ่มโชกไป
ด้วยเหงื่อ นางกลัวว่าม้าตัวนั้นจะอาละวาดขึ้นมา หรือไม่ก็ทำร้ายคนที่อยู่บนหลังม้า
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเข้าใกล้เส้นชัยขึ้นเรื่อยๆ ในใจต้วนชิงหมิงก็เริ่มเครียด ในขณะนี้เอง จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียง
นางกำนัลคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง “คารวะองค์ชายใหญ่เพคะ”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกหายใจลำบากทันที? องค์ชายใหญ่เหรอ?เช่นนั้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็มาแล้วน่ะสิ?
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามามองอย่างตื่นตกใจ เห็นเพียงเงาร่างของชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ไม่ไกลจากนาง กำลังอมยิ้ม
ส่งสายตามองมาทางนาง
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นสายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย ในใจก็รู้สึกตระหนกทันที นางรีบโค้งตัวทำความเคารพ “หม่อม
ฉันต้วนชิงหมิง คารวะองค์ชายใหญ่เพคะ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยกมือขึ้นเล็กน้อย “ไม่ต้องมากพิธี”
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงถึงได้ยืนตัวตรง จากนั้นก็ถอยกลับมายืนข้างกายองค์หญิงอวี้หลัว
องค์หญิงอวี้หลัวรู้จักเหยียนหลิ่งเจวี๋ย ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมาแล้ว นางก็ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวทักทาย
อย่างสง่าผ่าเผย “องค์ชายใหญ่ ข้ากำลังแข่งทักษะม้ากับองค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่จะสนใจเข้าร่วมด้วยหรือ
เปล่า?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมององค์หญิงจิ่นซิ่วในสนามแวบหนึ่ง แล้วส่ายหน้าเบาๆ “นี่คือการละเล่นของเด็กผู้หญิงอย่าง
พวกเจ้า ข้าจะไปชอบแข่งขันกับพวกเจ้าได้อย่างไรล่ะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยินแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีแค่ในสายตาพวกเจ้าเท่านั้น ที่ชายหญิงแตกต่างกันชัดเจนขนาด
นี้ ต้องรู้เอาไว้นะ ว่าบนทุ่งหญ้าของพวกเราน่ะ ไม่ว่าจะขี่ม้าหรือยิงธนู ก็ล้วนไม่แบ่งแยกชายหญิง ทุกคนล้วนเหมือนกัน
หมด!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินแล้วมองต้วนชิงหมิงพร้อมส่งรอยยิ้มครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่พูดไม่จาอะไร
พอองค์หญิงอวี้หลัวเห็นสายตาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยู่บนตัวต้วนชิงหมิง นางก็รีบจูงมือต้วนชิงหมิงแล้วบอกว่า “นี่
คือคู่หูที่ข้าเลือกมาวันนี้ องค์ชายคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินคำถาม ก็ถามกลับอย่างแปลกใจว่า “คุณหนูต้วน เจ้าเองก็ขี่ม้ายิงธนูเป็นเหมือนกัน
หรือ?”
ต้วนเจิ้งคือแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง แต่หลังจากกลับมาอยู่ในราชสำนัก กลับไม่ได้ถูกใช้งานในหน้าที่สำคัญมากนัก
ส่วนคุณหนูใหญ่ตระกูลต้วนท่านนี้ ยามปกติอยู่กับเหย้าเฝั้ากับเรือน ไม่เคยได้ยินว่านางออกไปขี่ม้ายิงธนูมาก่อนเลย
พอต้วนชิงหมิงได้ยินคำถาม ก็โค้งตัวตอบอย่างมีมารยาทว่า “ทูลองค์ชายใหญ่ หม่อมฉันแค่มาร่วมสนุกเท่านั้น
เองเพคะ เรื่องขี่ม้าก็เป็นนิดหน่อย ส่วนการขี่ม้ายิงธนูกลับทำไม่เป็นเลยเพคะ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังคำตอบแล้วพยักหน้าเบาๆ แล้วกำชับว่า “อีกประเดี๋ยวก็ระวังหน่อย อย่าให้ตัวเองบาดเจ็บ
เด็ดขาด”
ต้วนชิงหมิงได้ยินแล้วรีบเอ่ยรับ แล้วกลับไปยืนด้านข้างอีกครั้ง โดยไม่พูดอะไรอีก
สายตาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับมาอยู่บนตัวองค์หญิงจิ่นซิ่วในสนามอีกครั้ง เห็นเพียงองค์หญิงจิ่นซิ่วควบม้าตะบึงเข้า
มาอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าการแข่งขันของนางจบลงแล้ว
อากาศหนาวเหน็บยะเยือก แต่องค์หญิงจิ่นซิ่วมีเหงื่อโชกเต็มใบหน้าแล้ว พอลมพัดมาวูบหนึ่ง นางก็ถูกนํ้าเหงื่อ
ชำระล้างใบหน้าจนเป็นสีแดงระเรื่อ เหมือนลูกแอปเปิลที่เพิ่งสุกงอม บัดนี้นางขี่ม้าออกจากสนามมาทางองค์หญิงอวี้หลัว
ด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจนั้นยากจะปิดบังไว้ได้
ต้องทราบไว้ว่าในลูกธนูสามดอกนี้ ในจำนวนนั้นมีสองดอกที่ยิงโดนกลางเปั้า อีกทั้งยังเป็นตอนที่นางนั่งอยู่บน
หลังม้าที่วิ่งตะบึงอีก นางเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำเช่นนี้ได้