การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 503 ความแตกต่าง
องค์หญิงอวี้หลัวยังไม่ค่อยเข้าใจ เหตุใดหยางซือฉีที่ตกจากหลังม้าลงมาก่อนหน้านี้ ถึงไม่ได้บาดเจ็บเหมือนต้วน
ชิงหมิง ดูท่าต้วนชิงหมิงคราวนี้จะเจ็บหนักเอาการ
ต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มจางๆ ให้องค์หญิงอวี้หลัว “ไม่ได้เป็นอะไรมากเพคะ แค่เท้าพลิกนิดหน่อยเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวเห็นฝั่ามือที่ถลอกปอกเปิก และใบหน้าที่มีรอยขีดข่วนเล็กน้อยของต้วนชิงหมิง ประจวบกับหัน
ไปเห็นที่พื้นมีบางสิ่งที่กล้ากับก้อนกรวดเล็กๆ ตกอยู่ สงสัยว่าสิ่งนี้คงเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้
องค์หญิงอวี้หลัวจับมือของต้วนชิงหมิงพลิกดู พร้อมกับพูดด้วยนํ้าเสียงที่ตกใจไม่น้อย “ยังพูดว่าไม่เป็นอะไรอีก ดู
สิบาดเจ็บถึงขนาดนี้แล้ว……”
องค์หญิงอวี้หลัวหันไปทางเหยียนหลิ่งเจวี๋ย จากนั้นได้ถามขึ้นว่า “องค์ชายใหญ่ ให้ข้าเป็นคนประคองชิงหมิงดี
กว่า รบกวนองค์ชายใหญ่ช่วยไปตามหมอหลวงให้เสียหน่อยแล้วกัน”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่พยักหน้าแล้วเดินไปตามหมอหลวงมา
องค์หญิงอวี้หลัวช่วยประคองต้วนชิงหมิงให้ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ พลางพูดไปพึมพำไปว่า “เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย? ข้า
ไม่เป็นไร แต่เจ้านี่สิกลับบาดเจ็บถึงเพียงนี้?”
“ขอประทานโทษองค์หญิงเพคะ ที่ทำให้ไม่ได้แข่งขันต่อเลย” ต้วนชิงหมิงฝืนพูดยิ้มๆ ออกมา
เดิมทีนี่เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างองค์หญิงอวี้หลัวกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว แต่ด้วยการบาดเจ็บของนาง ทำให้องค์
หญิงอวี้หลัวต้องหยุดการแข่งขัน เพื่อรีบเข้ามาดูต้วนชิงหมิง ไม่รู้ว่าอีกประเดี๋ยวองค์หญิงจิ่นซิ่วจะเข้ามาพูดเสียดสีกระ
แนะกระแหนอะไรอีก
“เห้อ! ไม่ต้องพูดเรื่องการแข่งขันอะไรทั้งนั้น เจ้ารีบรักษาตัวให้หายก่อนจะดีกว่า……” องค์หญิงอวี้หลัวพูดเสียง
ดัง
แต่ยังพูดไม่จบ องค์หญิงอวี้หลัวก็รีบพูดต่อไปว่า “เรื่องนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วคงไม่ได้ว่าอะไร อย่างมากพวกข้าก็ค่อย
แข่งกันใหม่แค่นั้นเอง”
ต้วนชิงหมิงเอาแต่ถอนหายใจ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
ดูท่าแล้วองค์หญิงจิ่นซิ่ว ถ้าไม่ได้เห็นต้วนชิงหมิงซวยจะต้องไม่ยอมเลิกราโดยง่าย ดูอย่างตอนนี้ยังลำบากไปถึง
องค์หญิงอวี้หลัวอีก
องค์หญิงอวี้หลัวพยุงต้วนชิงหมิงลุกขึ้นยืนและเริ่มก้าวเท้าเดิน “เห้อ! ใช่แล้วชิงหมิง ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรชอบ
มาพากลอยู่… หยางซือฉีตกลงมาจากหลังม้าเหมือนกับเจ้า แต่ทำไมองค์หญิงจิ่นซิ่วกับข้าถึงไม่เป็นอะไรเลย?”
ต้วนชิงหมิงไม่อยากพูดอะไรให้มากความ จึงเลือกตอบยิ้มๆ กลับไปแทน “อาจจะเพราะการขี่ม้าของหม่อมฉัน
กับคุณหนูหยางยังไม่ชํ่าชอง จึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวก้มหน้าครุ่นคิด ด้วยความเงียบเชียบไม่พูดไม่จา
เมื่อทั้งคู่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว องค์หญิงจิ่นซิ่วและนางกำนัลทั้งหลาย ต่างเข้ามาช่วยกันประคองต้วนชิงหมิง ให้ไป
พักที่ที่จัดวางไว้ให้
อันที่จริงองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ค่อยสบอารมณ์กับสิ่งที่เห็นมากนัก ในเวลานี้พอเห็นหน้าตาที่ได้รับความเจ็บปวดของต้
วนชิงหมิง ความเคียดแค้นในใจจึงค่อยจางคลายลงได้ ทว่าชั่วพริบตาเดียว องค์หญิงจิ่นซิ่วได้เปลี่ยนสีหน้าแสร้งเป็นห่วง
เป็นใย เดินเข้าไปดูต้วนชิงหมิงด้วยความห่วงใย “เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย… ซือฉีเกิดเรื่อง เจ้าก็ยังเกิดเรื่องตามมาอีก ไม่เป็น
อะไรมากใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ตอบเสียงแผ่วเบากลับไป “ขอบพระทัยองค์หญิงที่เป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันแค่เท้า
พลิกนิดหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรมากเพคะ”
ต้วนชิงหมิงพยายามทำตัวให้อ่อนแอ เพื่อจะได้ให้นางกำนัลประคองออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว แต่องค์หญิงอวี้หลัว
กลับพูดตรงไปตรงมาขึ้นว่า “ชิงหมิงไม่เพียงขาพลิกเท่านั้น ฝั่ามือของนางยังถลอกปอกเปิกอีกด้วย แม้แต่หน้าก็ยังเป็น
แผล จะต้องรีบหมอหลวงให้มากรักษาให้ทันเวลา มิเช่นนั้นอาจทิ้งรอบแผลเป็นเอาไว้ก็เป็นได้”
“องค์หญิงอวี้หลัวพูดเกินไปแล้วเพคะ อาการคงไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรอกเพคะ” ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ
แต่องค์หญิงอวี้หลัวกลับเบิกตาโตจ้องมาที่ต้วนชิงหมิง “เห้อ! เรื่องนี้เป็นเพราะข้าเอง ถ้าข้าไม่ได้ให้เจ้ามาร่วม
การแข่งขันด้วย คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอน… สรุปแล้วเรื่องในครั้งนี้ ข้าติดค้างเจ้าครั้งหนึ่ง!”
พอต้วนชิงหมิงได้ยินก็รีบยู่ปากทันใด สงสัยองค์หญิงอวี้หลัวคงรู้ล่วงหน้าแล้ว ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นกับนาง ถึงแม้
องค์หญิงไม่พูดออกมาโดยตรง แต่ในใจคงรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงตอบเสียงเรียบกลับไป “เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะชิงหมิงที่ถ่วงองค์หญิงไว้ต่างหากเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวตบไปที่ไหล่ของต้วนชิงหมิงอย่างเบามือ พร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย “ถ่วงอะไรกันล่ะ… นี่เป็นการ
แข่งขันที่ไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้นหรอก… ใช่แล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่ว พวกเราเปลี่ยนวันแข่งขันกันใหม่ดีกว่า วันนี้ข้ารู้สึก
เพลียขึ้นมาแล้ว”
เมื่อพูดจบลง องค์หญิงอวี้หลัวได้นั่งลงจิบนํ้าชา นางโกรธองค์หญิงจิ่นซิ่วที่มาเล่นงานต้วนชิงหมิง ด้วยวิธีสกปรก
โสมม จุดนี้องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง ฉะนั้นนางกำลังหาโอกาสเค้นจุดอ่อนขององค์หญิงจิ่นซิ่วขึ้นมาเล่น
งาน
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติขององค์หญิงอวี้หลัว แต่ว่าก็ได้แต่สังเกต
คอยจับผิดองค์หญิงอวี้หลัว ไม่นานองค์หญิงจิ่นซิ่วก็เอ่ยขึ้น “เหอะ เหอะ! ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ วันนี้จิ่นซิ่วก็รู้สึก
เพลียเหมือนกัน ฉะนั้นก็เอาตามที่องค์หญิงอวี้หลัวว่าแล้ว พวกเราค่อยแข่งกันวันอื่น”
ระหว่างที่สนทนาโต้ตอบกันไปมานั้น หมอหลวงได้เดินมาแล้ว เขารีบจับชีพจรวินิจฉัยอาการของต้วนชิงหมิง
จากนั้นช่วยดูบาดแผลของต้วนชิงหมิงอย่างละเอียด จึงรายงานว่า “คุณหนูท่านนี้ขาพลิกบาดแผลที่ฝั่ามือค่อนข้างลึก
บาดแผลที่หน้าผากไม่ได้เป็นอะไรมาก ทายาและพักผ่อนไม่กี่วันก็จะดีขึ้นได้ ไม่ต้องเป็นกังวลไปพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากรายงานเสร็จแล้ว หมอหลวงได้หันมากำชับต้วนชิงหมิง อย่าให้บาดแผลสัมผัสกับนํ้าเป็นอันขาด และยื่น
ยาให้กลับไปทาเรียบร้อย ต้วนชิงหมิงกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม “ขอบคุณท่านหมอหลวง”
องค์หญิงอวี้หลัวที่คอยมองทุกการกระทำของต้วนชิงหมิงอย่างไม่คาดสายตา เวลานี้พอได้ยินว่านางไม่ได้เป็น
อะไรหนักหนา ก็เรียกให้นางกำนัลตามหมอหลวงไปนำยามาเพิ่ม จากนั้นองค์หญิงได้เดินตามต้วนชิงหมิงทุกฝีก้าว
ราวกับกลัวนางจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ต้วนชิงหมิงแอบขำในใจทว่าไม่ได้ปฏิเสธนํ้าใจขององค์หญิงอวี้หลัว เมื่อนางนั่งลงมองซ้ายมองขวา กลับพบ
สายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างดุดัน และพูดอะไรบางอย่างกับนางกำนัล
นางกำนัลย่อตัวน้อมรับคำสั่ง จากนั้นจ้องมาที่ต้วนชิงหมิงอย่างต่อเนื่อง สายตานั้นให้ความรู้สึกเยือกเย็นสะท้าน
จนบอกไม่ถูก
เมื่อสายตาของนางกำนัลกับต้วนชิงหมิงมาบรรจบกัน นางกำนัลรีบหันไปมองอย่างอื่น ขณะเดียวกันเหยียนหลิ่ง
เจวี๋ยได้หันหลังกลับมาจ้องเขม็งไปที่ต้วนชิงหมิง
การถูกใครสักคนจ้องเขม็งมานั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไรมาก แต่หากโดนจ้องเขม็งจากคนสองคนพร้อมกัน
นั่นแสดงว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ทว่าต้วนชิงหมิงเอาแต่ดึงสติกลับมาให้อยู่กับตัว
ต้วนชิงหมิงยังเห็นนางกำนัลกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยซุบซิบอะไรบางอย่าง จากนั้นนางกำนัลได้ทำความเคารพและ
ขอตัวออกไปก่อน จากนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจ้องมาที่ต้วนชิงหมิงสักพักก่อนที่เดินจากไป บัดนี้เหลือเพียงองค์หญิงอวี้หลัว
กับองค์หญิงจิ่นซิ่วอยู่ที่นี่ สนทนากันไปกันมาด้วยจิตใจที่ไม่เต็มที่
เมื่อเห็นนางกำนัลไปนำมาแล้ว องค์หญิงอวี้หลัวก็รีบลุกขึ้นยืนหันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง เจ้าข้าพลิก อีก
ทั้งเวลาก็ยํ่าคํ่าลงแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้าที่จวนแล้วกัน”
ทันทีที่ได้ฟังต้วนชิงหมิง ได้รีบพูดอย่างรีบร้อน “ไม่ต้องรบกวนองค์หญิงพรอกเพคะ หม่อมฉันกลับคนเดียวได้
เพคะ”
“เจ้าบาดเจ็บก็เพราะข้าเป็นสาเหตุ ข้าจะทิ้งเจ้าโดยไม่สนใจใยดีได้อย่างไร เอาตามนี้ ตกลงให้ข้าไปส่งเจ้า!” องค์
หญิงอวี้หลัวตอบกลับด้วยสีหน้าซีดขาว
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวพูดจบลง ได้หันไปลาองค์หญิงจิ่นซิ่ว
ถึงแม้องค์หญิงจิ่นซิ่วอยากรั้งไว้เพียงใด แต่เมื่อเห็นสายตาขององค์หญิงอวี้หลัว คำพูดที่อยากรั้งก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
ออกมา ได้เเต่ปล่อยให้สองคนนี้เดินจากไป
ยังไม่ทันจะเดินไปได้สองก้าว ต้วนชิงหมิงก็ฝืนยิ้มขึ้น “องค์หญิงจริงๆ แล้วไม่จำเปั้นต้องทำแบบนี้ก็ได้ หม่อมฉัน
ไม่ได้เป็นอะไรมากเพคะ”
ไม่รู้ว่าองค์หญิงอวี้หลัวได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วกำลังคิดอะไรอยู่ องค์หญิงได้แต่ตอบกลับเสียงเรียบประโยคหนึ่ง
ขึ้นมา “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวนต้วนเสียก่อน”
เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวเริ่มไม่ค่อยจะพอใจขึ้นมา ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา นางกำนัลที่เดินนำทางข้าง
หน้าได้เข้ามาสลับกันประคองต้วนชิงหมิง จากนั้นองค์หญิงอวี้หลัวจู่ๆ ได้ถามขึ้นว่า “องค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจเอาเปรียบข้า
ไม่ใช่ว่าข้าไม่รู้หรอกนะ เพียงแต่ข้าไม่อยากเอาชนะคะคานอะไรกับนางมากนัก”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่แววตาขององค์หญิงอวี้หลัว พลันทราบได้ทันทีว่ากำลังหมายถึงถุงนํ้าหยดนั่นเอง
ถ้าหากการแข่งขันใช้นํ้าที่หยดจับเวลา นํ้าที่หยดจากถุงในรอบแรกหยดลงมาอย่างเชื่องช้า ส่วนรอบที่สองกลับ
หยดอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นคนที่แข่งในรอบแรกย่อมได้เปรียบในเรื่องของเวลาไม่น้อย ส่วนคนที่แข่งขันครั้งรอบที่สองย่อม
เสียเปรียบในความแตกต่างของเวลา ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินชี้วัดผู้ชนะและผู้แพ้ได้เลย