การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 504 ภารกิจ
องค์หญิงอวี้หลัวจู่ๆ ตบไหล่ของต้วนชิงหมิงอย่างเบามือพลางอมยิ้มไปด้วย จากนั้นจึงพูดขึ้น “อันที่จริง ข้าก็แค่
พูดไปเรื่อยเท่านั้นเอง… ชิงหมิง หากเจ้าไม่เกิดอะไรขึ้น ข้าก็สามารถเอาชนะองค์หญิงจิ่นซิ่วไปได้โดยที่นางพูดอะไรไม่
ออก”
องค์หญิงอวี้หลัวพูดไปด้วย พร้อมกับฉีกยิ้มออกมา “ชิงหมิง เจ้าคิดมาก่อนหรือไม่ ว่าข้าทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่
เหมือนกับสตรีเรียบร้อยทั่วไป?”
การเปรียบเทียบขององค์หญิงอวี้หลัวช่างแยบยลไม่น้อย ต้วนชิงหมิงได้ยินพลันยิ้มออกมาทันใด “เช่นนั้น สตรี
เรียบร้อยมีลักษณะอย่างไรเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยิน จึงแสร้งทำเป็นเดินแบบอรชรอยู่สองสามก้าว จากนั้นหันกลับไปมองต้วนชิงหมิง เอ่ยขึ้น
“ชิงหมิง เจ้าดูสิใช่แบบนี้หรือไม่? ยิ้มห้ามเห็นฟัน ก้าวเดินห้ามกระโปรงพริ้วไหว… ชิงหมิง ข้าเดินถูกต้องตามแบบอย่าง
ที่เจ้ารู้มาหรือไม่?”
ท่าทางขององค์หญิงอวี้หลัวไม่เหมือนกับสตรีเรียบร้อยแต่อย่างใด เพราะแค่เป็นการเลียนแบบให้ดูน่าขันก็เท่านั้น
และด้วยท่าทางที่ทำอย่างตั้งใจ ต้วนชิงหมิงจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความขบขัน
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ท่าทางที่แกล้งทำเป็นจริงเป็นจังขององค์หญิงอวี้หลัว จากนั้นจึงพูดส่ายหน้าเล็กน้อย “โอ้โห
องค์หญิงช่างแสดงได้สมจริงเกินไปแล้วเพคะ……”
อะไรที่เรียกว่ายิ้มห้ามเห็นฟัน ก้าวเดินห้ามกระโปรงพริ้วไหวกัน ดูท่าทางขององค์หญิงอวี้หลัวที่อยากจะหัวเราะ
แต่กลับฝืนเอาไว้
หลังจากได้ยินต้วนชิงหมิงพูด องค์หญิงอวี้หลัวจึงพูดออกมาว่า “เห้อ! ช่างมันแล้วกัน! ข้าเลียนแบบเจ้าไม่เป็น
หรอกชิงหมิง!”
เดิมทีองค์หญิงอวี้หลัวอยากเลียนแบบท่าทางของต้วนชิงหมิง ทว่าถูกต้วนชิงหมิงหัวเราะใส่ นางจึงคิดว่าการเป็น
กุลสตรีที่อรชรไม่เหมาะกับองค์หญิงอย่างนาง อย่างไรเสียการเลียนแบบท่าทางของต้วนชิงหมิงก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
อยู่ดี
เห็นทีการเกิดที่ไหนย่อมคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมแบบนั้น หากจะเทียบความเป็นกุลสตรีที่อรชร ไม่สู้เทียบความ
ความสามารถบนหลังม้ายังจะดีเสียกว่า
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างแปลกใจ “หม่อมฉันเป็นอย่างไรเพคะ เหตุใดองค์หญิงถึงได้ต้องเลียนแบบการเดินที่ขากระ
เผลกของหม่อมฉันด้วยเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวเดินขึ้นมาก้าวหนึ่ง เข้าไปประคองต้วนชิงหมิงอีกข้าง พร้อมถอนหายใจออกมา “ชิงหมิงไม่รู้
หรอกหรือ… เดิมทีเสด็จแม่ของข้าเป็นองค์หญิงแห่งต้าเซี่ย และด้วยคำสั่งของฝั่าบาทในการอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ จึงส่ง
เสด็จแม่ของข้าไป ด้วยความระลึกนึกถึงที่มีต่อบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ตลอดเวลา และหลังจากที่ข้าถือกำเนิดลืมตาดูโลก
ขึ้นมา เสด็จแม่มักพรํ่าบอกเสมอ โดยหวังว่าข้าจะก้าวเดินได้งดงามอรชรเฉกเช่นกุลสตรีแห่งต้าเซี่ย”
ในตอนนี้เอง ต้วนชิงหมิงถึงกับเงียบจนไปไม่ถูก
ในฐานะคนเป็นมารดาทุกคน ล้วนแล้วแต่หวังให้บรรดาบุตรชายบุตรสาวมีอนาคตที่สดใส ทั้งยังหวังว่าจะมอบสิ่ง
ที่ดีที่สุดให้กับบุตรทุกอย่าง
ต้วนชิงหมิงยิ้มจางๆ “อันที่จริง องค์หญิงอวี้หลัวจะแต่งกับผู้ใดนั้นไม่สำคัญไปกว่า การที่องค์หญิงได้แต่งกับคนที่
ทำให้นางมีความสุขต่างหาก เช่นนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นความสุขที่แท้จริงในชีวิต”
แต่ไหนแต่ไรองค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนืั้เก็บเรื่องเอาไว้ในใจไม่อยู่ พอต้วนชิงหมิงพูดขึ้นมา นางกลับหัวเราะขึ้นมาอีก
ครั้ง “ชิงหมิงพูดได้ถูกต้อง แต่น่าเสียดายที่เสด็จแม่ไม่ได้พบเจ้า มิอย่างนั้นจะต้องชอบเจ้าอย่างแน่นอน……”
เมื่อพูดจบลง องค์หญิงอวี้หลัวหรี่ตาลงวูบหนึ่งและกล่าวขึ้น “ใช่แล้ว ชิงหมิง เจ้ายอมแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์
หรือไม่? บุรุษที่บ้านเกิดของข้ามีมากมายถมเถไป อีกอย่างพี่ชายสามของข้า ก็เป็นสุภาพบุรุษ ที่หล่อเหลาเอาการคน
หนึ่ง! ชิงหมิง เจ้าจะรับพิจารณาพี่ชายสามของข้าไหม?”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้จะตอบรับดีหรือตอบปฏิเสธดี จึงได้แต่ถอนหายใจและพูดขึ้น “องค์หญิงอ
วี้หลัว เรื่องนั้น หม่อมฉัน……”
ต้วนชิงหมิงอยากบอกว่าเรื่องการแต่งงานออกเรือนนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากท่านพ่อท่านแม่เสียก่อน รวม
ทั้งคำพูดเชยชมของแม่สื่อแม่ขัก ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวไม่ได้รอให้ต้วนชิงหมิงตอบกลับแต่อย่างใด แต่องค์หญิงเลือกที่จะ
พูดต่อไปว่า “เห้อ ไม่เอาอย่างนั้นไม่เอาอย่างนี้ ชิงหมิง ข้าจะพาเจ้าไปพบพี่ชายสามของข้าประเดี๋ยวนี้… เจ้าจะได้รู้ว่าพี่
ชายสามของข้ารูปงามเพียงใด”
ครานี้ต้วนชิงหมิงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จะปฏิเสธเยื่อใยที่หวังดีขององค์หญิงก็แลดูจะเป็นการเสียมารยาท
ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะพยายามบ่ายเบี่ยงและเเบ่งรับแบ่งสู้เพียงใด องค์หญิงอวี้หลัวก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี ต้วนชิงหมิง
รู้อยู่แก่ใจดี ต่อให้พี่ชายสามอะไรนั่น เป็นเทพบุตรที่ลงมาจากสรวงสวรรค์ นางก็ไม่มีกระจิตกระใจคิดเรื่องการออกเรือน
แม้แต่น้อย
แต่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวกลับไม่ได้สนใจอะไรมานัก เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงไม่ตอบรับจึงจับมือนางลากเดินออกไป
ตำหนักรับรอง… หึ หึ! ต้วนชิงหมิงที่ทั้งฉลาดเฉลียวและรูปงาม จะต้องเป็นที่พอใจของพี่ชายสามเป็นแน่ ตอนนี้นางจะ
พาต้วนชิงหมิงไปพบ หวังว่าจะม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาขัดจังหวะก็พอแล้ว
ต้วนชิงหมิงที่ถูกองค์หญิงอวี้หลัวจับมือลากไป ก็เอาแต่พูดวิงวอนถึงเท้าที่แพลงจนได้รับบาดเจ็บอยู่ “เห้อ! องค์
หญิงอวี้หลัว พี่ชายสามขององค์หญิงหล่อเหลามีความสามารถมากขนาดนั้นเลยหรือเพคะ?”
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวรีบตอบกลับอย่างมั่นใจ พลางใช้มือทั้งสองข้างท้าวเอว พูดเสียงดังลั่นไปทั่ว “เป็นเช่นที่ข้า
พูดมาทั้งหมด ที่ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีบุรุษใดเทียบกับพี่ชายสามของข้าได้อีกแล้ว”
“อย่างนั้น องค์หญิงคิดว่าพี่ชายสามจะได้อภิเษกกับสตรีที่เฉลียวฉลาดใช่ไหมเพคะ?” ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับ
และเอ่ยขึ้น
องค์หญิงอวี้หลัวตอบกลับอย่างว่องไว “แน่นอนว่าจะต้องคู่กับสตรีที่งดงามเพียบพร้อมนะสิ”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา รำพึงรำพันในใจว่านางหาใช่สตรีที่คู่ควรคนนั้นไม่ ไฉนเลยองค์หญิงอวี้หลัว
ถึงได้ถูกชะตาอยากดันนางให้เป็นคู่ครองของพี่ชายสามขององค์หญิงด้วย
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว จึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้น องค์หญิงคิดว่าสารรูปมอมแมมของหม่อมฉัน จะคู่ควร
กับองค์ชายสามหรือเพคะ?”
เพื่อที่จะลบความคิดเรื่องจับคู่ขององค์หญิงอวี้หลัว ต้วนชิงหมิงพยายามอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด อย่างไรเสีย วัน
นี้ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา นางไม่มีทางไปพบหน้าพี่ชายสามขององค์หญิงอวี้หลัวอย่างแน่นอน
องค์หญิงอวี้หลัวชะงักกับคำพูดของต้วนชิงหมิงไปชั่วขณะ
จากนั้นยังไม่ทันที่องค์หญิงอวี้หลัวจะคิดทัน ต้วนชิงหมิงกลับพูดอย่างใจเย็น “องค์หญิงอวี้หลัวลองคิดๆ ดูนะ
เพคะ ตอนนี้ขาของหม่อมฉันได้รับบาดเจ็บ เสื้อผ้าเสื้อผ่อนก็ยุ่งเหยิงไปหมด องค์หญิงตั้งใจให้พี่ชายสามได้เห็นหม่อมฉัน
ในสภาพนี้หรือเพคะ?”
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะได้พูดจบ องค์หญิงอวี้หลัวก็พูดแทรกขึ้นมาเสียงดังลั่น “ทำไมจะไม่ชอบเจ้าด้วยเล่า? ชิง
หมิงเป็นสตรีที่ข้าพบแล้ว รู้สึกงดงามถูกตาต้องใจและเหมะสมกับพี่ชายสามของข้า ราวกับฟั้าส่งให้มาคู่กัน ไฉนเลยพี่
ชายสามของข้าจึงจะไม่ชอบเจ้าด้วย?”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ด้วยไม่รู้ว่าจะใช้ไม้ไหนปฏิเสธองค์หญิงอวี้หลัว
จากนั้นไม่นานต้วนชิงหมิงได้ถามขึ้นว่า “องค์หญิงลองคิดดูนะเพคะ หากหม่อมฉันไปพบพี่ชายสามขององค์หญิง
อย่างน้อยที่สุดหม่อมฉันต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และรอให้เท้าของหายดีเสียก่อน เช่นนั้นถึงจะกล้าไปพบหน้าพี่ชายสามที่
หล่อเหลาเอาการขององค์หญิง องค์หญิงเห็นว่าดีไหมเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวมองไปที่แววตาปริบๆ ของต้วนชิงหมิงด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อคำพูด จากนั้นองค์หญิงจึงเอื้อน
เอ่ยขึ้น “ต้วนชิงหมิง หากเจ้าไปพบพี่ชายสามของข้าด้วยสภาพแบบนี้ พี่ชายสามจะต้องรู้สึกสงสารเอ็นดูต้วนชิงหมิง
จับใจ และจะต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าเป็นแน่”
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ การเปลี่ยนความคิดขององค์หญิงอวี้หลัวที่จะบีบให้นางไปพบพี่
ชายสามให้จงได้
ต้วนชิงหมิงได้แต่เก็บความรู้สึกกจริงเอาไว้ และพูดจริงจังขึ้น “พูดจากใจเลยนะเพคะ หม่อมฉันยังรู้สึกกับสภาพ
ในเวลานี้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรให้หม่อมฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นรอให้เท้าที่แพลงหายดีเสียก่อน ค่อยไปพบพี่ชายสาม
ขององค์หญิง อีกทั้งองค์หญิงก็น่าจะทราบดี ว่าบุรุษอย่างพี่ชายสามคงไม่ได้ชอบพอใครจากความรู้สึกสงสารจริงไหม
เพคะ?”
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าจริงๆ แล้ว ปัญหาที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่พี่ชายสามขององค์หญิงอวี้หลัว แต่เป็นการที่ต้วนชิงหมิงอ
ยากเปลี่ยนความคิดขององค์หญิงอวี้หลัว จึงจำต้องใช้จุดนี้มาเป็นข้ออ้าง
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้วนชิงหมิงคาดคิดไว้ ถึงแม้องค์หญิงอวี้หลัวจะไม่ค่อยพอใจ แต่คำพูดของต้วนชิงหมิงกลับ
มีเหตุมีผลที่ฟังขึ้น จนสุดท้ายองค์หญิงหันไปชี้หน้าต้วนชิงหมิงและพูดขึ้น “ชิงหมิงเอาอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะกลับไปพักผ่อน
ที่ตำหนักรับรอง เพื่อรอให้เจ้าหายดีแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบหน้าพี่ชายสามแล้วกัน……”
องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกขึ้นมาได้ ว่าคำพูดของนางดูไม่ค่อยเหมาะสมเสียเท่าไหร่ จึงพูดเสริมขึ้น “หรือไม่ก็ ข้าควร
จะพี่ชายสามของข้าไปพบเจ้าเสียดีกว่า”
พอต้วนชิงหมิงได้ฟังรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมา ดูท่าแล้วองค์หญิงอวี้หลัวตัดสินใจแน่วแน่ ทุ่มความสนใจ
ทั้งหมดมาที่ต้วนชิงหมิง หากนางไม่ยอมพบหน้าพี่ชายสาม องค์หญิงอวี้หลัวไม่มีทางเลิกราเป็นแน่