การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 505 แอบลอบทำร้าย
องค์หญิงอวี้หลัวยังคงคะยั้นคะยอของอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ต้วนชิงหมิงต้อวครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะนางไม่รู้
จักรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอของพี่ชายสามขององค์หญิงอวี้หลัวแม้แต่น้อย
อีกอย่าง แต่ไหนแต่ไรมาต้วนชิงหมิงไม่อยากข้องเกี่ยวกับบรรดาราชวงศ์ ยามใดต้องพานพบก็จะพยายามตีตัว
ออกห่าง ถึงแม้องค์หญิงอวี้หลัวไม่ใช่คนต้าเซี่ย ทว่านางก็เป็นหนึ่งในราชวงศ์ของอีกประเทศ ฉะนั้นนางจำต้องไม่ละเว้น
ความตั้งใจที่ตั้งปณิธานไว้ และมิอาจทำให้ความปรารถนาขององค์หญิงอวี้หลัวเป็นจริงขึ้นมาได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงจึงพูดขึ้นว่า “องค์หญิงเพคะ หากหม่อมฉันยังรักษาตัวอยู่ แล้วองค์หญิงพาพี่ชาย
สามไปเยี่ยม นั่นเท่ากับสร้างความกดดันให้กับหม่อมฉันเพคะ ยังไงรอให้หม่อมฉันรักษาตัวจนหายดีก่อนดีไหมเพคะ?”
ต้วนชิงหมิงพูดเพียงว่ารอให้นางหายดีเสียก่อน ไม่ได้พูดว่าหายดีแล้วจะต้องไปหาพี่ชายสามขององค์หญิงอวี้หลัว
สักหน่อย แต่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจความหมายที่ต้วนชิงหมิงสื่อสารคลาดเคลื่อนไป นางจึงยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นพูด
แต่ด้านดีของพี่ชายสามอย่างนั้นอย่างนี้ พร้อมกับเดินไปที่รถมาของต้วนชิงหมิง
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงรู้สึกเริ่มหวั่นๆ กับองค์หญิงอวี้หลัวขึ้นมาแล้ว เมื่อนางลงจากเกี้ยวก็พบชิวหนิง ที่กำลังยืน
รออยู่ด้านข้างรถม้า รีบเข้ามาประคองและพูดอำลาองค์หญิงอวี้หลัว
องค์หญิงอวี้หลัวยังคงยืนกรานจะเดินไปส่ง แต่ต้วนชิงหมิงได้ห้ามเอาไว้ องค์หญิงจึงมองดูอยู่ที่เดิม พอเห็นต้วน
ชิงหมิงเดินไปไกลแล้ว จู่ๆ องค์หญิงได้พึมพำขึ้นมา “เชอะ! องค์หญิงจิ่นซิ่วอะไรนั่น สู้ต้วนชิงหมิงไม่ได้แม้แต่นิดเดียว…
เห็นทีข้าต้องหาโอกาสให้พี่ชายสามกับต้วนชิงหมิงพบหน้ากันสักครั้ง เพื่อให้ทั้งคู่เข้าใจอีกฝั่ายขึ้นมา”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังพี่ต้วนชิงหมิงพูด ก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้าง… เป็นที่รู้กันว่า ตัวนางและพี่ชายสาม
ได้รับภารกิจที่ต้องมาทำที่ต้าเซี่ยแห่งนี้ โดยที่นางต้องช่วยพี่ชายสามมองหาสนมเอกที่ถูกใจสักคน
บัดนี้องค์หญิงอวี้หลัวจะได้ทำความรู้จักกับต้วนชิงหมิง จึงรู้ว่าต้วนชิงหมิงผู้นี้มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ
ปฏิภาณและมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับพี่ชายสามของนางมากกว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นไหนๆ ฉะนั้น
นางจึงเริ่มวางแผน เพื่อต้องการให้พี่ชายสามและต้วนชิงหมิงรักใคร่ชอบพอกันขึ้นมา
แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงย่อมไม่มีทางรู้แผนการในใจขององค์หญิงอวี้หลัว แต่ด้านต้วนชิงหมิงที่ได้ทำความรู้จักองค์
หญิงอวี้หลัวก็กำลังพยายามตีตัวห่างออกมา
ทางด้านชิวหนิงที่เห็นต้วนชิงหมิงกำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ นางจึงมิกล้าขับอะไรขึ้นมา เอาแต่ประคองต้
วนชิงหมิงอย่างระมัดระวัง กลัวว่าขาที่พลิกของนางจะไม่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่สอง หลังจากขึ้นรถม้าและนั่ง
เป็นที่เรียบร้อย ชิวหนิงได้ปลดผ้าม่านกำบังลงมา
แต่ในระหว่างที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนตัวกลับจวน ทันใดนั้นชิวหนิงพรวดถามขึ้นมา “คุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูรองไม่
ได้เข้าวังหลวงพร้อมกับคุณหนูหรือเจ้าคะ?เหตุใดปั่านชะนี้คุณหนูรองยังไม่กลับมาอีกเจ้าคะ?”
“อะไรนะ นางยังไม่กลับมาที่อีกหรือ?” ต้วนชิงหมิงพูดด้วยความตกใจ
ต้วนชิงหมิงจำได้ว่า ในระหว่างที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกับองค์หญิงอวี้หลัวแข่งขันกันอยู่นั้น บรรดาคุณหนูได้ขอตัวกลับ
ออกไปมากกว่าครึ่ง โดยในเวลานั้น ต้วนชิงหมิงไม่ได้เห็นต้วนอวี้หรานแม้แต่เงา จึงนึกว่าต้วนอวี้หรานขอตัวกลับพร้อม
บรรดาคุณหนูพวกนั้นไปแล้ว แต่ในเมื่อชิวหนิงถามขึ้นมา ต้วนชิงหมิงจึงนึกขึ้นมา หรือว่าต้วนอวี้หรานยังไม่ได้ออกมา
จากวังหลวง?
แต่ว่าต้วนอวี้หรานอยู่ในวังหลวงก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กับใคร หากไม่กลับมาที่รอที่รถม้า แล้วนางจะไปอยู่ที่ไหนกัน?
ไม่นานนัก ต้วนชิงหมิงได้ถามขึ้น “ชิวหนิง เจ้าไม่ได้เจอคุณหนูรองจริงๆ ใช่หรือไม่?”
ชิวหนิงพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “เรียนคุณหนู บ่าวรออยู่ที่รถม้าตลอด ยิ่งไปว่านั้นรถม้าที่จวนมีเพียงคันเดียว
เท่านั้น หากคุณหนูรองกลับมา ย่อมจะต้องมาที่รถม้าคันนี้ ทว่าบ่าวรอที่รถม้าตั้งนานสองนาน ก็ยังไม่พบคุณหนูรองเดิน
ออกมาเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงพยายามสงบจิตสงบใจลงมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับต้วนอวี้หราน?
ถึงแม้ต้วนอวี้หรานชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่นั่นนางมักทำเวลาอยู่ที่จวนต้วน… ที่แห่งนี้เป็นวังหลวง นาง
ย่อมรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นต้วนอวี้หรานไม่มีทางรังแกคนอื่นอย่างแน่นอน แต่ถ้ามีคนมารังแกนางขึ้นมา เหตุ
ใดปั่านนี้นางยังไม่กลับมาอีก?
ต้วนชิงหมิงคิดอย่างไรก็คิดหาคำตอบไม่ออกอยู่ดี นางหันไปมองซ้ายขวาก็พบรถม้าจวนต้วนเหลือเพียงคันเดียว
ต้วนชิงหมิงจึงถอนหายใจยาวออกมา “ช่างเถอะ! พวกเรากลับจวนก่อนแล้วค่อยว่ากัน… ไม่แน่ว่าคุณหนูรองอาจนั่งรถ
ม้าคันอื่นกลับไปที่จวนแล้วก็เป็นได้”
ชิวหนิงเอาคำพูดของต้วนชิงหมิงมาครุ่นคิดดูแล้ว จึงสั่งให้คนขับรถม้าเดินทางกลับจวนต้วนไป
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะกลับจวนต้วน ด้านองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกับฮองเฮากำลังพูดคุยเรื่องบาง
สิ่งอย่างเอาจริงเอาจัง
ในเวลานี้เอง ฮองเฮาที่หน้าตาเคร่งเครียดกำลังจ้องมองโอรสด้วยสายตาที่แน่นิ่ง นางอยากรู้ว่าโอรสที่ไม่ได้เรื่อง
ไม่ได้ความคนนี้ จะปกปั้องนางตัวดีอย่างต้วนชิงหมิงได้อย่างไร
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้าใจนิสัยใจคอของฮองเฮาเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนอธิบายเรื่องต้วนชิงหมิง แต่กลับพูดคุย
เรื่องสัพเพเหระอย่างอื่นแทน
“เสด็จแม่ หวงเอ๋อร์เพิ่งกลับมาจากลานประลอง ได้เห็นองค์หญิงอวี้หลัวกับจิ่นซิ่วกำลังประลองขี่ม้ายิงธนู
อยู่……” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดขึ้น
ระหว่างที่เล่าอยู่นั้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยตั้งใจหยุดเล่า และแอบชำเลืองมองสีหน้าของฮองเฮา
เป็นไปตามที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยคิดไว้ ฮองเฮาถามขึ้นอย่างรีบร้อน “ประลองขี่ม้ากับยิงธนู? นี่มันเป็นสิ่งที่อันตราย
อย่างมาก แล้วองค์หญิงทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยแอบยิ้มในใจ พลางกล่าวออกมา “ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงอวี้หลัวเกิดและ
เติบโตที่ทุ่งหญ้า มีหรือที่จิ่นซิ่วจะใช้วิธีนี้เล่นงานได้”
หลังจากที่ฮองเฮาได้ยิน ใจที่หนักอึ้งอยู่ถึงจะคลายความกังวลลงได้
เดิมทีองค์หญิงอวี้หลัวกับพี่ชายของนางมาที่ต้าเซี่ย เพื่อต้องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ฉะนั้นการมาที่นี่ขององค์
ชายสามชิงตั๋ว ก็เพื่อหาองค์หญิงที่ถูกใจสักคนหนึ่งกลับไปอภิเษกกับเขา อีกทั้งองค์หญิงที่ชื่ออวี้หลัวก้ต้องการหาองค์
ชายที่ชอบพออภิเษก จากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะได้แน่นแฟั้นอย่างเหนียวแน่นมิเสื่อมคลาย
สำหรับเรื่องนี้นั้น ฝั่าบาทและฮองเฮาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากองค์หญิงอวี้หลัวเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันอะไรขึ้น
ที่ต้าเซี่ยแห่งนี้ ทั้งฝั่าบาทและฮองเฮาคงยากจะสานสัมพันธ์ด้วย
เมื่อเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเห็นสีหน้าฮองเฮาผ่อนคลายลงมาแล้ว เขาจึงพูดต่อไปว่า “จิ่นซิ่วไม่ได้บาดเจ็บ องค์หญิงอวี้
หลัวก็ไม่ได้บาดเจ็บ เพียงแต่มีบางคนที่ได้รับบาดเจ็บขอรับ”
ฮองเฮาได้ฟังสีหน้าเปลี่ยนไปในฉับพลัน และเอ่ยถามขึ้น “แล้วใครที่ได้รับบาดเจ็บกัน?”
“ต้วนชิงหมิงขอรับ” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยตอบไม่เต็มเสียง
“อะไรนะ?” ฮองเฮาอุทานออกมาด้วยเสียงที่ดังลั่น จากนั้นจึงถามขึ้น “เจ้าว่าอะไรนะ? ต้วนชิงหมิงได้รับบาด
เจ็บ? การแข่งขัยไม่ใช่เรื่องขององค์หญิงทั้งสอง ทำไมนางถึงมายุ่งไม่เข้าเรื่องด้วย?”
ตอนนี้ฮองเฮารู้สึกรังเกียจทุกเรื่องที่มีชื่อของต้วนชิงหมิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้านเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังคิดอย่างหนัก
อยู่ หากบอกว่าต้วนชิงหมิงบาดเจ็บที่ขา จากการแข่งขันระหว่างองค์หญิงอวี้หลัวกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่รู้ว่าฮองเฮาจะ
กริ้วมากน้อยเพียงใด
โชคยังดีที่ฮองเฮายังสงวนท่าทีอยู่ นางหันไปจ้องเหยียนหลิ่งเจวี๋ย พร้อมถามอย่างหนักแน่น “มันเกิดเรื่องอะไร
ขึ้นกันแน่?”
“ทูลเสด็จแม่ เดิมทีการแข่งขันระหว่างองค์หญิงอวี้หลัวกับองค์หญิงจิ่นซิ่วนั้น ให้เลือกคู่ได้เพิ่มอีกฝังละหนึ่งคน
โดยองค์หญิงอวี้หลัวได้เลือกต้วนชิงหมิง แต่ต้วนชิงหมิงกลับพลัดตกลงมาจากหลังม้า ดังนั้นองค์หญิงอวี้หลัวจึงไม่สนใจ
การแข่งขันอีกต่อไป รีบลงจากหลังม้าพาต้วนชิงหมิงไปหาหมอหลวงขอรับ”
ฮองเฮาขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจ รู้สึกว่าบางคำพูดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมีบางสิ่งที่ผิดแปลกอยู่
ยัยต้วนชิงหมิงได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่เพียงไม่ต่อว่านางที่ขี่ม้าได้ไม่ชำนาญ แต่กลับ
พูดว่าองค์หญิงอวี้หลัวพานางไปหาหมอหลวงอีก? เห็นที เบื้องหลังของการบาดเจ็บครั้งนี้ จะต้องมีบางอย่างที่มิอาจบอก
ให้ฮองเฮาล่วงรู้เป็นแน่
ฮองเฮาจึงหรี่ตาจ้องไป พลางเอ่ยเสียงเย็นชา “หวงเอ๋อร์ เจ้ามีเรื่องเรื่องอะไร ก็พูดออกมาให้หมดเพียงครั้งเดียว
ไปเลย”
“ทูลเสด็จแม่ ที่ต้วนชิงหมิงได้รับบาดเจ็บ เป็นเพราะมีคนวางแผนเล่นงานขอรับ” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยตอบกลับ
อย่างตรงไปตรงมา
ทันทีที่ฮองเฮาได้ฟังก็พรวดลุกขึ้น เปล่งเสียงดังลั่นจนทั่ว “ใครกัน เป็นใครที่ทำเรื่องแบบนี้……”
ที่ฮองเฮากริ้วถึงเพียงนี้ ไม่ได้เพราะห่วงความปลอดภัยของต้วนชิงหมิง แต่ห่วงว่าคนที่วางแผนลอบทำร้ายนั้น
ต้องการเล่นงานองค์หญิงอวี้หลัวกับองค์หญิงจิ่นซิ่วต่างหาก ส่วนต้วนชิงหมิงเป็นเพียงเเพะรับบาปแทนเท่านั้น
“หรือว่าเสด็จแม่ยังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด?” เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดเสียงเรียบ