การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 506 ความผิดของใครกัน?
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองไปที่ฮองเฮา ฮองเฮาก็หันมามองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับ ทั้งสองคนต่างจ้องมองกันโดยที่ไม่ได้
พูดอะไรออกมา
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่หลบสายตา ทั้งยังมีสายตาที่จริงจังขึงขัง ทันใดนั้นฮองเฮาจึงเข้าใจความหมายของเขา… ที่แท้
การบาดเจ็บในคราวนี้ของต้วนชิงหมิง เป็นฝีมือขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
เรื่องนี้ทำให้ฮองเฮารู้สึกตกใจกับสิ่งที่คิดขึ้นมาได้
ฮองเฮาตกใจนั้น ไม่ใช่เพราะว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจัดการต้วนชิงหมิง หรือใช้วิธีการที่สกปรกเล่นงานนาง
แต่ฮองเฮาตกใจก็เพราะองค์หญิงอวี้หลัวอยู่ในการแข่งขันด้วย หากการคำนวณขององค์หญิงจิ่นซิ่วผิดพลาดไป
คนที่ได้รับบาดเจ็บคงเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่ว ถึงตอนนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเห็นสายตาของฮองเฮา เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงเอ่ยเสียงเรียบขึ้น “เสด็จแม่ เรื่องบางเรื่อง หวงเอ๋อร์ไม่พูด เสด็จ
แม่ก็คงเข้าใจได้ ครั้งนี้การกระทำของจิ่นซิ่วทำรุนแรงเกินไปจริงๆ”
เพราะก่อนที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะมาพบฮองเฮานั้น เขาได้สืบสาวราวเรื่องจนรู้ความจริงทั้งหมด อันที่จริงก็ไม่
จำเป็นต้องไปสืบอะไรมากนัก เนื่องจากคนข้างกายขององค์หญิงจิ่นซิ่วล้วนเป็นคนของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยทั้งสิ้น ดังนั้นที่มา
ที่ไปของเรื่องทั้งหมดนั้น แค่ถามคำเดียว คำตอบทั้งหมดก็มากองอยู่ตรงหน้าแล้ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการเล่นงานต้วนชิงหมิง โดยต้องการใช้นํ้ามือขององค์หญิงอวี้หลัวดึงต้วนชิงหมิงเข้ามาในกับ
ดัก
โดยเริ่มจากการที่องค์หญิงหลอกให้องค์หญิงอวี้หลัวเข้าใจผิด คิดว่าต้วนอวี้หรานคือต้วนชิงหมิง
จากนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการยืมมือขององค์หญิงอวี้หลัว ในการเล่นงานต้วนชิงหมิง ทว่าสิ่งที่นางคาดคิดไม่ถึงก็
คือ องค์หญิงอวี้หลัวที่ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา กลับสนิทสนมกับต้วนชิงหมิงตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งไปกว่านั้นหยางซือฉีที่
ทำตามแผนการขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ในการจัดการต้วนชิงหมิงให้สิ้นซาก แต่องค์หญิงอวี้หลัวกลับยื่นมือเข้าไปช่วยนางไว้
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองไปที่ฮองเฮาด้วยสายตานิ่งเรียบ พลางเอ่ยขึ้นอย่างเรียบนิ่ง “เสด็จแม่ สิ่งที่หวงเอ๋อร์อยาก
บอกเสด็จแม่ก็คือ จิ่นซิ่วทำอะไรช่างไม่ระวังเอาเสียเลย องค์หญิงอวี้หลัวมองแค่ปราดเดียวก็ทราบได้ทันใดว่ามีคนคอย
เล่นงานอยู่ ดังนั้นนางจึงพาต้วนชิงหมิงรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วขอรับ”
ระหว่างที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดอยู่นั้น มือของเขาก็กำจนแน่น เพราะว่าเขาเข้าใจนิสัยของฮองเฮาเป็นอย่างดี หาก
ฮองเฮาต้องการกำจัดใครให้พ้นหูพ้นตาแล้วละก็ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรย่อมไร้ประโยชน์ แต่บัดนี้ฮองเฮากลับกลัวว่าจะเกิด
เหตุขึ้นกับองค์หญิงอวี้หลัว เช่นนั้น เขาจะใช้โอกาสนี้เอาชื่อขององค์หญิงอวี้หลัวมาเป็นข้ออ้าง
อันที่จริง คำพูดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยแต่งขึ้นหนึ่งส่วน อีกเก้าส่วนล้วนเป็นความจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้น ทั้ง
เรื่ององค์หญิงจิ่นซิ่วใส่ร้ายต้วนชิงหมิง การที่องค์หญิงอวี้หลัวละทิ้งการแข่งขันเพื่อมาดูอาการต้วนชิงหมิง ทั้งหมดทั้งมวล
นี้สามารถเอามาเล่าให้ฮองเฮาเข้าใจไปอีกทางได้ โดยบอกว่าองค์หญิงอวี้หลัวมองแผนการขององค์หญิงจิ่นซิ่วออกหมด
สิ้น และโมโหจนต้องพาต้วนชิงหมิงจากไปในที่สุด
ฮองเฮาได้แต่มองเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยู่เงียบๆ โอรสของนางคนนี้ ช่างเหมือนนางเสียเหลือเกิน ไม่เพียงรูปร่าง
หน้าตา ทั้งนิสัยใจคอที่ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อใครโดยง่ายและไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ทุกอย่างช่างเหมือนนางเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ว่านิสัยที่ยอมหักไม่ยอมงอนั้น ในวังหลวงแห่งนี้คงเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับเขา เพราะยังมีบรรดาองค์ชายอีก
มากที่อยากทะยานเป็นโอรสของสวรรค์ หากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยยังคงมีนิสัยที่ไม่เปลี่ยน ย่อมไม่เป็นที่โปรดปรานของฝั่า
บาทเป็นแน่ ทุกครั้งที่ฝั่าบาทพบเหยียนหลิ่งเจวี๋ย มักพูดคุยถามไถ่เป็นพิธีแล้วจากไปโดยเร็ว ดังนั้นตั้งแต่เล็กจนโตจึงไม่
ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับเขามากนัก
ฮองเฮามองไปที่โอรส ใช้แววตาที่เอ็นดูของผู้เป็นมารดามองไปด้วยความรัก จากนั้นพูดเสียงแผ่วเบา “เอาล่ะ
เสด็จแม่ทราบแล้วว่าควรทำอย่างไร เจ้าออกไปก่อนแล้วกัน”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงไม่เซ้าซี้ถามฮองเฮาว่าจะจัดการเช่นไร เขาหันไปทำความเคารพจากนั้นก็ถอยออกไป
เมื่อเห็นโอรสเดินจากไปแล้ว แววตาของฮองเฮากลับหนักอึ้งขึ้น… หวงเอ๋อร์ เพื่อสตรีคนเดียวที่ยังไม่รู้จักหัวนอน
ปลายเท้า ถึงกับกล้ามาหลอกเสด็จแม่เลยหรือ?
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีลูกคนไหนที่สามารถหลอกตาของมารดาไปได้หรอก!
ในเมื่อเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเป็นโอรสของฮองเฮา นางมิหรือที่จะแยกไม่ออกว่าคำพูดไหนเป็นความจริง คำพูดไหน
เป็นเท็จ เพียงแต่ฮองเฮาไม่อยากหักหน้าโอรสต่อหน้าเท่านั้นเอง
ระหว่างนี้เอง แม่นมหลิงที่ยืนอยู่หน้าประตูได้เดินเข้ามาข้างกายฮองเฮากระซิบกระซาบบางอย่าง “ทูลฮองเฮา
เมื่อครู่ฝั่าบาทเรียกตัวองค์หญิงอวี้หลัวและชิงตั๋วเข้าเฝั้า ได้ยินเหมือนว่าจะเป็นเรื่องงานอภิเษกขอรับ”
ฮองเฮาได้ยินถึงกับชะงักไปทันที จากนั้นถามอย่างร้อนใจขึ้น “ผลเป็นยังไง?”
แม่นมหลิงส่ายหน้าไปมาเชื่องช้า ก่อนจะตอบกลับไป “ทูลฮองเฮา พี่น้องคู่นั้นไปเข้าเฝั้าที่ห้องทรงอักษร และไม่
ทรงอนุญาตให้ใครเข้าไปด้านใน จึงไม่มีผู้ใดทราบได้ว่าพูดคุยเรื่องอะไรเพคะ”
หลังจากที่ฮองเฮาได้ฟัง สีหน้าพลันถอนสีในฉับพลัน ร่างกายที่ยืนอยู่ค่อยๆ นั่งลงเก้าอี้ด้วยอาการไร้เรี่ยวแรง
ฮองเฮาทราบดีว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วและชิงตั๋วมักถูกเรียกตัวมาเข้าเฝั้าในวังหลวงอยู่บ่อยครั้ง ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นการ
ส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง อีกทั้งเรื่องขององค์หญิงอวี้หลัวในวันนี้ ยังเกี่ยวโยงไปถึงต้วนชิงหมิงอีก แน่นอนว่า ฮองเฮา
ต้องหาโอกาสที่เหมาะเจาะในการลงโทษต้วนชิงหมิง แต่ถ้าองค์หญิงอวี้หลัวนำเรื่องนี้ไปทูลต่อหน้าฝั่าบาท จิ่นซิ่วย่อมได้
รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน
อีกอย่างต่อให้องค์หญิงอวี้หลัวไม่ทูล ชิงตั๋วที่เจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่าจิ้งจอก ย่อมใช้ใบหน้าที่สุขุมลุ่มลึกในการเล่น
งานกลับ แม้แต่คนข้างกายของฮองเฮาก็ต่างหวาดกลัวเขาไม่น้อย
ด้านฮองเฮานั้นยังไม่ลืมคำพูดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่พูดไว้ ว่าต้วนชิงหมิงผู้นี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะอำนาจที่นางมี
ในเวลานี้ ฮองเฮายังมิสามารถถอดถอนได้โดยง่าย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนฮองเฮาไม่จำเป็นต้องคิดหน้าคิดหลังมากถึงเพียงนี้ เพียงแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังไม่ราบรื่นในช่วงนี้
ล้วนเล็งมาที่ตัวนางในทุกๆ เรื่อง… เริ่มจากองค์หญิงจิ่นซิ่วถูกกักตัว แม่นมเซี่ยงที่อยู่ข้างกายก็เสียชีวิตโดยหาสาเหตุไม่
ได้… เรื่องทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น ราวกับเป็นการบอกกล่าวฮองเฮากลายๆ ว่าในวังหลวงแห่งนี้อาจจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฮองเฮาจึงพูดด้วยความเหนื่อยใจ “ซานเอ๋อร์กลับมาหรือยัง?”
“ทูลฮองเฮา นางกลับมาแล้ว ตอนนี้ยืนรออยู่นอกตำหนักเพคะ” แม่นมหลิงตอบ
ฮองเฮาครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว ก่อนจะกัดฟันพูดออกมา “ไปถอดเสื้อผ้าของคุณหนูรองต้วนอะไรนั่นออก จากนั้น
ให้ขับออกจากวังหลวงประเดี๋ยวนี้”
ในเมื่อตอนนี้ต้วนชิงหมิงออกจากวังหลวงไปแล้ว จะเก็บต้วนอวี้หรานเอาไว้ก็ไร้ประโยชน์ อีกอย่างนางถูกไปจับ
ขังมากกว่าครึ่งวัน ปั่านนี้คงตกใจจนขวัญหนีดีฝั่อไปหมดแล้ว ขอเพียงขับนางออกไปจากวังหลวงแล้ว เรื่องทุกอย่างก็
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
อย่างไรเสีย องค์หญิงอวี้หลัวไม่มีทางอยู่ที่ต้าเซี่ยไปตลอดหรอก ดังนั้นจึงได้แต่รอให้องค์หญิงอวี้หลัวจากไปเมื่อ
ไหร่ ฮองเอาถึงจะลงมือเล่นงาานต้วนชิงหมิงให้สาแก่ใจ
ด้านแม่นมหนิงก้มหน้าตอบรับ “บ่าวรับทราบเพคะ!”
จากนั้นแม่นมหลิงได้กลับตัวเดินไปเปิดประตูออกไป
ความหมายที่ฮองเฮาสั่งก็คือให้ไปปล่อยตัวต้วนอวี้หราน แต่ว่าต้วนอวี้หรานถูกขังอยู่ในวังหลวงกว่าครึ่งค่อนวัน
หากปล่อยตัวไปในเวลานี้กลัวว่าคนอื่นจะเอาไปเป็นประเด็นได้ ฉะนั้นก่อนที่จะปล่อยนางไปต้องขู่ให้นางหวาดกลัว และ
สั่งห้ามไม่ให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปบอกกับใครทั้งสิ้น
สำหรับเรื่องขุ่มขู่นั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับแม่นมหลิงแม้แต่น้อย ขอเพียงแม่นมหลิงไปกำชับด้วยตัวเอง ทุกอย่างก็
ต้องเป็นอันราบรื่น
แม่นมหลิงเดินไปที่ประตูกำชับซานเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านนอกสองสามประโยค จากนั้นก็ให้ซานเอ๋อร์ติดตามนางไป
ด้วย
เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ แม่นมหลิงยังไม่เข้าใจเรื่องราวเสียทั้งหมด แต่ว่านางรู้ว่าต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรา
นกลายเป็นคู่แค้นของฮองเฮาไปแล้ว ไม่ว่าใครที่ขวางหูขวางตาฮองเฮา ฮองเฮามักจำฝังใจมิมีทางลืม ครั้งนี้นับว่าต้วนอวี้
หรานและต้วนชิงหมิงโชคดีที่รอดไปได้
ด้านแม่นมหลิงที่คิดได้เช่นนั้น ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา… เรื่องนี้ดูเหมือนจะจบลงแล้ว แต่ในความเป็นจริง
นั้น นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น นับจากนี้ต่อไป ยามใดที่ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานย่างกรายเข้ามาวังหลวง ฮองเฮาไม่มี
ทางปล่อยพวกนางกลับไปอย่างเด็ดขาด
แม่นมหลิงยังคงเดินไปคิดไปอยู่อย่างนั้น
พอแม่นมหลิงเดินไปได้เพียงครึ่งทาง จู่ๆ มีเงาชุดแดงแวบผ่านตาไปปราดหนึ่ง จากนั้นแม่นมหนิงที่รีบสาวเท้า
ก้าวยาวขึ้น กลับต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว และทำความเคารพอย่างนอบน้อม “บ่าวคารวะองค์หญิงเพคะ”