การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 507 กลยุทธ์ทุกข์กาย
สำหรับนางกำนัลนั้นที่รับใช้ฮองเฮามากว่าครึ่งชีวิตอย่างแม่นมหลิง ย่อมคุ้นเคยเงาชุดแดงขององค์หญิงจิ่นซิ่วเป็น
อย่างดี ฉะนั้นนางจึงรีบหยุดสาวเท้าและทำความเคารพอย่างนอบน้อม
องค์หญิงจิ่นซิ่วมีท่าทีรีบร้อนจึงถามแม่นมหลิงขขึ้นเสียงเรียบ “อืม” จากนั้นก็เดินจากไป
ตามกฏะเบียบในวังหลวงนั้น แม่นมหลิงให้ทางองค์หญิงจิ่นซิ่วเดินไปก่อน จากนั้นแม่นมหลิงจึงค่อยก้าวเดินต่อ
ไป ทว่าเมื่อก้าวได้เพียงสองก้าวแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วได้เอ่ยถามขึ้น “แม่นมหลิง เสด็จแม่อยู่ในวังหลวงหรือเปล่า?”
แม่นมหลิงรีบพยักหน้าตอบรับ “ทูลองค์หญิง ฮองเฮาอยู่ในวันหลวงเพคะ”
“ข้ากำลังจะไปหาเสด็จแม่… เจ้าจะไปไหน ทำอะไร?” องค์หญิงจิ่นซิ่วถามขึ้น
แม่นมหลิงถือว่าเป็นคนสนิทข้างกายของฮองเฮา โดยปกติแล้ว แม่นมหลิงและฮองเฮาแทบไม่ตัวติดกันตลอด แต่
ตอนนี้แม่นมหลิงกลับสาวเท้าอย่างเร่งรีบ ภายใต้หิมะที่ตกโปรยปราย อีกทั้งข้างกายของแม่นมหลิงยังมีนางกำนัลซานเอ๋
อร์ติดตามมาด้วย หรือว่าฮองเฮามีเรื่องสำคัญให้สองคนนี้ไปจัดการ?
แม่นมหลิงครุ่นคิดแล้วจึงตอบไม่เต็มเสียง “เป็นเรื่องของคุณหนูต้วนเพคะ”
เรื่องที่ฮองเฮารับสั่งให้ไปจัดการต้วนอวี้หรานนั้นมิควรปิดบังองค์หญิงจิ่นซิ่ว และทันทีที่องค์หญิงได้ยินว่าเป็นคุณ
หนูต้วน จึงพูดเสียงดังด้วยความตกใจ “เจ้าหมายถึงใคร?”
แม่นมหลิงยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใด องค์หญิงจิ่นซิ่วถึงต้องมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วแบบนี้ ทว่านางได้แต่ก้มหน้า ตอบ
เสียงอ่อยกลับไป “ทูลองค์หญิง คุณหนูต้วนหมายถึงคุณหนูรองจวนต้วนเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินพลันหัวเราะอย่างชอบใจ “ข้าก็นึกว่าเป็นใคร ที่แท้ก็เป็นต้วนอวี้หรานนี่เอง… ทำไมกัน
เสด็จแม่ไม่ได้สั่งลงโทษนางหรือ?”
นึกๆ ดูก็น่าขันสิ้นดี องค์หญิงจิ่นซิ่วอยากหัวเราะให้กับความโง่เขลาเบาปัญญาของต้วนอวี้หรานเสียเหลือเกิน
นางสวมชุดที่เป็นตำแหน่งกุ้ยเหรินเดินเชิดหน้าชูตาในวังหลวงไปมา โดยไม่สังเกตเนื้อผ้าและการปักเย็บ จึงต้องซวยได้
รับโทษ สมนํ้าหน้านางเสียจริง!
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงถามเสียงเรียบ “แม่นมหลิงจะไปไหน ไปทำอะไรกัน? จะนำตัวต้วนอวี้
หรานไปเปลี่ยนที่ขังตัว หรือว่าจะนำตัวไปลงโทษกัน?”
เป็นที่รู้ดีในวังหลวง ถ้าใครทำผิดกฏของวังหลัง สวมชุดที่ไม่ใช่ยศตำแหน่งของตน ย่อมจะถูกจับตัวไปโบย
เป็นการลงโทษ เห็นทีต้วนอวี้หรานพบกับความซวยอย่างหนักเสียแล้ว
“ทูลองค์หญิง ฮองเฮารับสั่งให้ปล่อยตัวต้วนอวี้หรานเพคะ” แม่นมหลิงตอบเสียงแผ่ว
เดิมทีองค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจจะเดินจากไปแล้ว แต่เวลานี้เมื่อได้ยินที่แม่นมหลิงพูดถึงกับชะงักด้วยความตกใจ “เจ้า
ว่าอะไรนะ?”
แม่นมหลิงทำได้เพียงพูดประโยคเดิมซํ้าอีกครั้ง “เรียนองค์หญิง ฮองเฮารับสั่งให้บ่าวไปปล่อยตัวต้วนอวี้หราน
เพคะ”
“ปล่อยไปทำไม?” องค์หญิงจิ่นซิ่วขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจความหมายของการกระทำ
ใช่แล้ว ทำไมต้องปล่อยต้วนอวี้หรานด้วย เพราะตามหลักแล้ว ต้วนอวี้หรานคนนี้ต้องได้รับการดบยอย่างหนัก
พูดได้ว่า องค์หญิงจิ่นซิ่วจงเกลียดจงชังต้วนชิงหมิงฝังใจ จึงพาลเกลียดต้วนอวี้หรานไปด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือ
แผนการที่นางวางไว้เล่นงานต้วนชิงหมิงนั้น กลับถูกเหยียนหลิ่งเจวี๋ยห้ามปรามเอาไว้ จึงไม่ได้เป็นไปตามที่ใจปรารถนา
ซึ่งเป็นการเติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังให้กับองค์หญิงจิ่นซิ่วขึ้นไปอีก บัดนี้แม้แต่จะเล่นงานต้วนอวี้หรานก็มิอาจทำได้
อีกแล้ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วกัดฟันแน่น จากนั้นพูดด้วยความเคียดแค้น “แม่นม ข้ากับเจ้าเดินไปด้วยกันเสียเถอะ”
ในเมื่อสั่งให้ปล่อยตัวต้วนอวี้หราน แต่ตอนนี้ยังดีที่ยังไม่ได้ปล่อยไป อย่างนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วก็สามารถใช้โอกาสนี้
ระบายอารมณ์ โดยการตบหน้าต้วนอวี้หรานได้นี่หน่า
เมื่อแม่นมหลิงเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเดินไปพูดไปด้วยความเดือดดาล แม่นมจึงทำได้แต่เดินนำองค์หญิงจิ่นซิ่วไปข้าง
หน้า
พอเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว จู่ๆ แม่นมหลิงได่พูดขึ้นมาทันใด “เมื่อก่อนตอนที่บ่าวใช้ชีวิตอยู่ในจวน ได้ทราบชาติ
กำเนิดว่าเป็นลูกของอนุภรรยา และมักถูกลูกภรรยาเอกรังแกข่มเหง จนถูกส่งตัวเข้ามาอยู่ในวังหลวง หลังจากที่บ่าวเข้า
มาอยู่แล้วนั้น นับว่าเป็นบุญเหลือล้นที่ฮองเฮาได้เมตตาอุ้มชู… ถ้าตอนนั้นไม่ถูกส่งเข้าวังหลวงมา ปั่านนี้คงถูกจับแต่งไป
เป็นอนุของใครก็ไม่ทราบได้เพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วรู้สึกงงงวยกับสิ่งที่แม่นมหลิงพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปีไม่ขลุ่ย ทว่านางได้แต่รับฟังโดยไม่แสดงความ
เห็นอะไรออกมา
เนื่องจากแม่นมหลิงเป็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงต้องไว้หน้านางเอาไว้ อีกอย่างแม่นม
หลิงเป็นคนที่ทำสิ่งใดหรือพูดอะไรมักจะระมัดระวังอยู่เสมอ การที่แม่นมหลิงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาคงต้องการสื่อบางออกมา
เป็นไปตามที่คาดไว้ แม่นมหลิงถอนหายใจช้าๆ และพูดขึ้นมาอีกว่า “ดูเหมือนคุณหนูรองจวนต้วนก็เป็นลูกอนุ
เหมือนกันเพคะ ทว่าดูชีวิตของนางแล้ว ย่อมดีกว่าบ่าวในตอนนั้นเป็นหลายร้อยหลายพันเท่าเพคะ”
เมื่อมาถึงตรงนี้ แม่นมหลิงได้พูดต่อไปว่า “องค์หญิง บ่าวพูดอะไรไปเรื่อยจากความรู้สึก หวังว่าองค์หญิงอย่าได้
เอามาใส่ใจเลยเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเผยรอยยิ้มออกมาจากสีหน้าแทน “แม่นมอย่าคิดอะไรมากนักเลย ตั้งแต่เล็กแม่นมเป็นคนที่เลี้ยง
ดูใส่ใจข้ามากที่สุด มักเล่านิทานให้ข้าฟังอยู่บ่อยครั้งอีก ตอนนี้ยังเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังอีก ข้ารับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเข้าใจสิ่งที่แม่นมหลิงต้องการสื่อออกมา
ต้วนอวี้หรานเป็นลูกอนุ ส่วนต้วนชิงหมิงเป็นลูกภรรยาเอก หากองค์หญิงจิ่นซิ่วเกลียดชังต้วนชิงหมิงก็หวังว่าอย่า
เอาความเกลียดชังนั้นมาลงกับต้วนอวี้หราน
เพียงแต่ได้ยินมาว่าในจวนต้วนนั้น ไม่มีตำแหน่งฮูหยิน มีแค่อี๋เหนียงเท่านั้น เช่นนั้นต้วนชิงหมิงคงไม่ได้ชีวิตที่ดีไป
มากนักหรอก
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วคิดมาถึงตรงนี้ก็พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แม่นมรีบเข้าเถอะ ประเดี๋ยวคุณหนูรองจวนต้วนคง
รอไม่ไหวแล้ว”
“เพคะ” แม่นมหลิงตอบรับ จากนั้นก็เร่งฝีเท้านำทางองค์หญิงจิ่นซิ่วไป ดูแล้วขอเพียงแม่นมหลิงพูดจุดประกาย
บางอย่าง องค์หญิงจิ่นซิ่วย่อมเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้โดยง่าย นางจึงไม่กลัวว่าองค์หญิงจะไปทำอะไรต้วนอวี้หราน
แม่นมหลิงได้เดินนำหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่วไปอย่างหน้าชื่นตาบาน ด้วยไม่กลัวองค์หญิงจะทำเรื่องที่ฮองเฮารับสั่งให้
พังลง
ด้านต้วนอวี้หรานที่ถูกขังอยู่ในห้องลับที่ไร้แสงจะผ่านเข้ามาได้ มีเพียงลมอันหนาวเหน็บเท่านั้นที่พัดผ่านมาจาก
ทุกทาง จนกระทั่งนางรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายกำลังจะแข็งตัวและใกล้จะแข็งตายไป
ในเวลานี้ต้วนอวี้หรานนั่งกอดเข่า หนาวสั่นสะเทิ้มอยู่มุมกำแพงของห้อง โดยไม่รู้ถึงความรู้สึกอะไรนอกจากความ
เหน็บหนาว
ความตั้งใจที่นางหวังเข้ามาชื่นชมความงามของวังหลวงแห่งนี้ กลับกลายเป็นว่าได้เจอเรื่องอัปยศแทนเสียได้
ในเวลานี้ ต้วนอวี้หรานจะต้องคิดไม่ถึงว่าในวังหลวงแห่งนี้ จะมีเรื่องที่น่าหวาดกลัวแบบนี้
ในใจของต้วนอวี้หรานต้องหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
เดิมทีวันนี้นางจะต้องถูกโบยจนถึงความตาย ทว่าสิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ แม่นมที่เตรียมลงโทษกำลังเดินเข้ามา เพื่อ
หมายจะลากต้วนอวี้หรานออกไปจากที่นี่
เสื้อผ้าหรูหราที่ต้วนอวี้หรานสวมใส่ถูกถอดออกจนหมดแล้ว จนเหลือเพียงเสื้อบางเบาด้านใน ลมหนาวเหน็บพัด
ผ่านเข้ามาเป็นระลอกๆ จนมือของนางชาจนไร้ซึ่งความรู้สึก
ต้วนอวี้หรานหวาดกลัวความหนาวเหน็บที่สุด
ต้วนอวี้หรานหวาดกลัวความมืดมิดเป็นที่สุด
แต่ในเวลานี้ นางนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่หนาวเหน็บและกังวลถึงความเป็นความตายในชีวิต
อีกทั้งร่างกายของต้วนอวี้หรานยังเย็นเฉียบ แทบไม่เหลือความอบอุ่นใดๆ ทันใดนั้นนางได้ยินเสียงประตูเปิดเข้า
มา
เสียงเปิดประตูเข้าของคน เพื่อต้องการมาลงโทษหรือมาส่งนางไปยมโลก?
ต้วนอวี้หรานเงยหน้าขึ้นมามองอย่างทุลักทุเล พบคนที่สวมชุดสีแดงสดค่อยๆ เดินเข้ามาอย่างเนิบนาบ
คนที่สวมเสื้อผ้าสีแดงสดราวกับเปลวไฟที่แดงฉาน ได้เปล่งแสงประกายส่องสะท้อนเข้ามาในตาของต้วนอวี้หราน
ทำให้นางรู้ว่ามีคนมาช่วยแล้ว
ถึงแม้ต้วนอวี้หรานจะโง่เขลา แต่นางเข้าใจเรื่องบางเรื่องขึ้นมาได้ทันที ว่าในวังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายทุก
ย่างก้าว ถ้าคนที่มาเป็นนางกำนัลคงต้องมาส่งไปยมโลกเป็นแน่ แต่ถ้าเป็นเจ้านายเข้ามา ไม่แน่ว่าอาจจะมาช่วยชีวิตก็
เป็นได้
บัดนี้ต้วนอวี้หรานไม่คิดอะไรอีกแล้ว ประตูไม้ที่เปิดออกมา แทรกสอดมากับลมหนาว ล่องลอยปะทะร่างจนนาง
ต้องพยายามใช้แขนและขาตะเกียกตะกายไปทางที่แสงผ่านประตูเข้ามา
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือไม่มีผู้ใดเข้าจับตัว ต้วนอวี้หรานจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบสายตาที่เปล่งประกายมองลง
มา และขยับปากไปมาโดยไม่ได้ยินว่ากำลังพูดสิ่งใด
ต้วนอวี้หรานพยายามยื่นมือไปคว้าชายเสื้อชุดสีแดงสดเอาไว้ด้วยความหวัง จากนั้นก็พึมพำเสียงแหบแห้ง “ช่วย
ด้วย… ช่วยข้าด้วย……”