การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 512 ทำผิด คิดผิดและความผิด
แม้กระทั่งตอนนี้ที่หลิวหรงหลับตาลง ภาพของตู้ชิงหรวนได้ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน… ผิวพรรณที่ขาวเรียบ
เนียนดั่งหยกขาว ริมฝีปากรูปกระจับ และใบหน้าที่งดงาม ราวกับกุหลาบแรกแย้มที่ซ่อนหนามแหลมเอาไว้ พร้อมจะทิ่ม
แทงชายหนุ่มให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม
บางทีความโดดเด่นของตู้ชิงหรวนคงเป็นจุดเด่นของนางที่ใช้ดึงดูดต้วนเจิ้ง ดังนั้นหลิวหรงได้แต่คิดฝันว่าจะกลาย
เป็นตู้ชิงหรวนที่ได้หัวใจเศษเสี้ยวหนึ่งของต้วนเจิ้งก็ยังดี
เพียงแต่ว่าหลิวหรงไม่มีนิสัยใจคอเหมือนกับตู้ชิงหรวนเลย เช่น ความอ่อนโยน ความไร้เดียงสาหรือแม้กระทั่ง
ความขวยเขินของหญิงสาว
สิ่งนี้เป็นจุดที่หลิวหรงอิจฉาริษยาตู้ชิงหรวนมาโดยตลอด และเป็นจุดที่นางมองข้ามไป ดังนั้นเมื่อผ่านเวลามานาน
หลายปี พอมีคนชมหลิวหรงว่รูปร่าง สดใสและอรชรดั่งกวางน้อยเยื้องย่าง รวมทั้งมีจิตใจที่ยากจะคาดเดา หลิวหรงได้แต่
ฝืนยิ้มจางๆ ออกมา
ตั้งแต่ที่นางได้พานพบต้วนเจิ้ง หัวใจดวงน้อยก็มีเพียงแต่เขาเพียงผู้เดียว ทุกเช้าทุกคํ่าของทุกวัน นางพรํ่าเพ้อว่า
จะได้กลายเป็นคนที่ต้วนเจิ้งมอบความรักที่พิเศษสุดให้
ทว่าวันเวลาผันผ่านดั่งสายนํ้าที่ไม่มีวันหวนกลับมา ความคิดความอ่าน นิสัยใจคอของทุกคนในตอนแรกได้เปลี่ยน
ไปหมดแล้ว ไม่มีใครเลยที่ยังเป็นเหมือนดั่งวันวาน
แม้ว่านางเลือกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่วันเวลาและคนอื่นๆ ต่างแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
พอหลิวหรงเข้าใจสัจธรรมในเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมากเพียงอย่างเดียว
อันที่จริง แรกเริ่มเดิมทีหลิวหรงเป็นสาวน้อยที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา เพียงแต่นางยึดมั่นถือมั่นที่อยากครอบครองชาย
ที่นางรัก จึงเปลี่ยนแปลงจนชีวิตนางพลิกผัน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอีกด้วย
สายลมอันหนาวได้พัดไหวมาวูบหนึ่ง หิมะที่อยู่ชายคาได้ปลิวล่องลอยลงมาที่พื้น เหมือนกับมีใครบางคนกำลัง
ถอนหายใจออกมาให้กับชีวิตที่กำลังเล่นตลกอยู่
หลิวหรงแอบยืนฟังบทสนทนาอยู่นอกหน้าต่าง โดยที่คนในห้องไม่รับรู้ว่านอกห้องกำลังมีคนดักฟังอยู่ เรื่องราวที่
หลิวหรงได้ยิน ทำให้นางได้เหมือนย้อนเวลากลับไปถึงช่วงวัยหนุ่มสาว
ทุกสิ่งช่างผิดเพี้ยนไปหมด… เดิมทีหลิวหรงอยากโทษว่าเป็นความผิดของนาง แต่เมื่อครุ่นคิดดูแล้วกลับพบ ว่า
เป็นความคิดของทุกคน
ภายในห้องอ่านหนังสือ มีเสียงอายของตู้ชิงหรวนดังขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนต้วนเจิ้งต้องหยุดพูดและมองดูตู้ชิงหรวน
ด้วยแววตาที่แสนจะห่วงใย และเอ่ยถามเสียงเบาขึ้น “เห้อ… นี่ใกล้หมดเหมันต์ฤดูเข้าไปทุกทีแล้ว เหตุใดถึงยังไอแบบนี้
อยู่อีก?”
หึ หึ! เหมันต์ฤดูกำลังจะผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิยังอีกไกลกว่าจะถึง
เช่นนั้น ฤดูใบไม้ผลิที่ควรจะเป็นของหลิวหรงกับต้วนเจิ้ง ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อใด?
มาถึงตรงนี้ หลิวหรงพลันหน้าเศร้าสร้อยในทันใด บางครั้งการไม่พูดสิ่งใดเลยถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
สำหรับต้วนเจิ้งแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือต้วนชิงหมิง และผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าเขา ส่วนสิ่งอื่นนั้นไม่ได้สลัก
สำคัญอะไรขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว
หลิวหรงได้ยินเช่นนั้น จึงหันหลังเดินกลับไปด้วยใบหน้าละห้อยหา ลมหนาวได้พัด “ซู่ๆ” มาราวกับมีใครบางคน
กำลังต้องการกระซิบกระซาบบางอย่างกับนาง
หลิวหรงค่อยๆ หรี่ตาลงมองพื้นอย่างเชื่องช้า ด้วยความรู้สึกสับสนไปหมด ทันใดนั้นเบื้องหน้าของนางมีคนสวม
รองเท้าสีแดง มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าห่างออกไป โดยไม่มีท่าทีจะหลบให้ทางเดินกับนาง
รองเท้าคู่นั้นที่เห็น เป็นรองเท้าที่คุณหนูทั่วไปใช้สวมใส่กัน เพียงแต่ขนาดของรองเท้ากลับดูใหญ่กว่าปกติอยู่เล็ก
น้อย บนรองเท้าปักรูปดอกท้อที่กำลังพริ้วไหว แม้จะดูไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่ได้ดูกกะโหลกกะลาสักนิดเดียว
ด้านหลิวหรงที่ได้เห็นรองเท้าคู่นั้น กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แต่ว่านางยังนึกไม่ออกว่าเคยที่ไหนก็เท่านั้น
เอง เดิมทีนางก้มหน้าหรี่ตามองพื้น เพื่อรอให้อีกฝั่ายเดินผ่านไปก่อน แต่อีกฝั่ายกลับยืนนิ่งขวาทางเอาไว้ ทำให้หลิวหรง
รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นางจึงเงยหน้าขึ้นหมายจะด่าทออีกฝั่าย แต่กลับถูกเสียงที่นิ่งเย็นชาพูดใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว “นี่ไม่ใช่
หลิวอี๋เหนียงหรอกหรือ? เจ้ามาหานายท่านหรือ? ทำไมไม่เข้าไปข้างในละ?”
หลิวหรงรีบเงยหน้าขึ้นก็เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของอีกฝั่าย พร้อมกับเห็นเป็นผู้หญิงที่ใส่ชุดกระโปรงยาว
สีนํ้าเงินไม่มีลายปักบนตัวเสื้อ มีเพียงแขนเสื้อที่ปักรูปดอกยี่โถที่ใกล้เบ่งบานอยู่ไม่กี่ดอก ที่เอาคาดด้วยผ้าสีขาวนํ้านม
พร้อมกับผูกหยกมรกตและถุงหอมไว้ที่เอว ส่วนทรงผมเกล้าขึ้นเสียบปินปักผมสองชิ้น ด้านหน้าแหวกผมหน้าม้าออก
จากกันซ้ายขวา ดูแล้วทั้งกิริยาท่าทางดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมลุ่มลึก
ระหว่างที่หลิวหรงกำลังสงสัยอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นได้หันหน้ามาสบตาด้วย… นั่นเป็นหญิงที่ใบหน้าเรียวยาว คิ้ว
โก่งโค้ง แววตาดำขลับ ดูแล้วคล้ายกับตู้ชิงหรวนตอนเป็นวัยรุ่นอย่างมาก ในเวลานี้ ดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้นขกำลัง
จ้องเขม็งมาที่หลิวหรง ด้วยความรู้สึกดูแคลนและเยาะเย้ย
หญิงผู้นี้ หลิวหรงรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน นางพยายามนึกชื่อเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จนใน
ที่สุด หลิวหรงก็นึกออกแล้วเอ่ยถามขึ้น “ชุนถาวใช่ไหม?เจ้ามาที่นี่ได้ยังไงกัน?”
ชุนถาวยิ้มจางๆ แฝงด้วยการหยามเหยียด จากนั้นตั้งใจพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ทำไมจะเป็นข้าไม่ได้?”
นี่คือชุนถาว นี่คือชุนถาวตัวเป็นๆ
นางเป็นคนที่เห็นธาตุแท้และพฤติกรรมอันชั่วช้าของหลิวหรง
หลิวหรงตกใจสุดขีดที่เห็นชุนถาว ทันใดนั้นความทรงจำที่ลืมเลือนไปนานหลายปี กลับปรากฏขึ้นมาในมโนทวาร
อีกคราหนึ่ง
เรื่องราวที่เกี่ยวกับชุนถาวโดยตรง ไร้ซึ่งแผนการ ไร้ซึ่งความรัก และไร้ซึ่งความจริง
ในตอนนั้น พี่ชายของหลิวหรงบาดเจ็บสาหัสในสนามรบ และมีคนช่วยแบกกลับมาส่ง หลิวหรงต้องดูแลอยู่ข้าง
เตียงอย่างใกล้ชิด นิสัยของหลิวเฟั่ยนั้นเป็นคนซื่อสัตย์และภักดี เขายอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือให้ต้วนเจิ้งได้พ้นอันตราย
หลิวหรงช่วยหลิวเฟั่ยวิ่งไปถามความปลอดภัยของต้วนเจิ้งอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งหลิวเฟั่ยใกล้หายแล้ว หลิวหรง
จึงบอกเรื่องในใจให้พี่ชายอย่างหลิวเฟั่ยได้รู้ ว่านางชอบต้วนเจิ้งและแยกแต่งงานออกเรือนกับเขา
แต่หลิวเฟั่ยกลับตำหนิหลิวหรงไปยกใหญ่ โดยให้เหตุผลว่า ต้วนเจิ้งมีตู้ชิงหรวนอยู่แล้วและจะไม่รักใครอีก อีก
อย่างตู้ชิงหรวนเป็นถึงบุตรสาวภรรยาเอก ไม่เพียงเป็นคนที่ต้วนเจิ้งชอบพอ ทั้งฐานะก็ยังเหมาะสมกันอีก เช่นนั้น หญิงที่
เกิดมาตํ่าต้อยยากจนจะเอาสื่งใดไปเทียบเทียมได้
คำด่าทอของหลิวเฟั่ยทำให้หลิวหรงขุ่นเคืองใจยิ่งนัก นางจึงตบโต๊ะจนชายยาควํ่าลงกับพื้น จากนั้นนางก็เอาแต่
กอดเข่าร้องไห้อย่างไม่สบอารมณ์
หลิวหรงพูดจาล่วงเกินตู้ชิงหรวนว่าเป็นคนเย่อหยิ่งและร้ายกาจ ไม่มีสิ่งใดดีตรงไหนเลย อีกอย่างหลิวเฟั่ยก็เป็นพี่
ชายของหลิวหรง ทำไมถึงไม่เข้าข้างและสนับสนุนความฝันของน้องสาวให้เป็นจริง เอาแต่คิดถึงเรื่องคนอื่น
ในเวลานั้น สองพี่น้องทะเลาะกันเสียงดังสนั่น ด้วยความใจร้อนเป็นเหตุ หลิวหรงกลับพูดคำรุนแรงที่ไม่เคยกล้า
พูดออกมา โดยไม่เกรงใจอีกต่อไป “ข้าก็เป็นตัวของข้าอย่างนี้แหละ ข้าต้องไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของพี่เป็นแน่ ข้าจะต้อง
เป็นเด็กกำพร้าที่พี่เก็บมาเลี้ยงด้วยความสมเพชเวทนา และคิดเอาแต่ช่วยคนอื่นมารังแกข้า… ถ้ามีพี่ชายแบบนี้ ข้าไม่
ต้องการหรอก พี่รีบๆ ตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียดีกว่า”
หลิวหรงพูดไปด่าทอไปด้วยเสียงที่ดังลั่นทั้งห้อง พอดีกับที่ชุนถาวเดินเข้ามาส่งยาและวางยาไว้บนโต๊ะ โดยที่ไม้
เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ชุนถาวทำเพียงเหลือบตามองไปที่หลิวหรงครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไป
หลังจากนั้นไม่นานหลิวเฟั่ยได้เสียชีวิตลง เมื่อชุนถาวทราบเรื่อง จึงกลับไปถามด้วยนํ้าเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก
“ตอนนี้ พี่ชายของเจ้าก็ตายไปแล้ว เจ้าคงพอใจแล้วสิ?”
เดิมทีหลิวหรงอยากแสร้งทำเป็นเสียอกเสียใจ แต่สีหน้าของชุนถาวกลับยั่วให้นางโกรธขึ้นมา หลิวหรงจึงตะคอก
ใส่เสียงดัง “ตายก็ตายไปแล้ว ข้าจะพอใจหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!”
**
เมื่อย้อนคิดมาถึงตรงนี้แล้ว หลิวหรงได้แต่ถอนหายใจอย่างเชื่องช้า… เรื่องเมื่อก่อนนั้น ตู้ชิงหรวนและต้วนเจิ้งดี
กับนางมิน้อย ทว่าด้วยอายุที่น้อยถูกความหลวงเข้าครอบงำ จึงมีดวงตามืดบอดเห็นทุกคนเป็นศัตรูคู่อาฆาตไปหมด