การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 513 แรกเริ่มเดิมที
ในตอนนั้น หลิวหรงรู้ว่าชุนถาวไม่ได้ชอบนาง ทั้งยังแอบตั้งตัวเป็นศัตรู ทว่าเปั้าหมายของหลิวก็คือต้วนเจิ้ง ส่วน
ศัตรูคือตู้ชิงหรวน ดังนั้นหลิวหรงจึงไม่สนใจสิ่งที่บ่าวใช้อย่างชุนถาวมีต่อนาง แต่สิ่งที่หลิวหรงนึกไม่ถึงคือชุนถาวชิงชัง
นานโดยไม่รู้ตัว
ไม่แน่ว่า อาจจะเพราะต้วนเจิ้งเป็นสาเหตุ
ถ้าหลิวหรงจำไม่ผิดละก็ สมัยที่ชุนถาวอายุยังน้อยก็เคยแอบชอบต้วนเจิ้งเหมือนกัน ในตอนนั้น ชุนถาว ไม่ต่าง
อะไรกับชุนถาว ที่คอยเดินตามหลังต้วนเจิ้งและตู้ชิงหรวนต้อยๆ แววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของชุนถาวได้มองไป
ที่ต้วนเจิ้งอยู่เสมอ นางหวังเพียงจะได้สบตาที่อบอุ่นของต้วนเจิ้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ชุนถาวได้กลับหลังมามองโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ชุนถาวรีบหันหน้าไปอีกทางด้วยความตกใจ นับ
จากนั้นมา หลิวหรงก็คอยแอบสังเกตชุนถาวที่ชอบเก็บตัวไปนั่งมองต้วนเจิ้งโดยไม่ให้ใครล่วงรู้
ในตอนนั้น หลิวหรงรู้เต็มอกแล้ว ชุนถาวชอบพอต้วนเจิ้งเป็นอย่างมาก
เพียงแต่เรื่องนี้มักจะดำเนินไปสวนทางกับความต้องการเสมอ เมื่อเรื่องราวเปลี่ยนไป หลิวหรงและชุนถาวกลาย
มองหน้ากันเป็นศัตรู ในตอนนั้นตู้ชิงหรวนเกิดเรื่องกับต้วนเจิ้ง ชุนถาวตัดสินใจติดตามตู้ชิงหรวนออกจากจวนต้วนไป
เวลาช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน แค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสิบปี เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิตของแต่ละคน ทว่า
ไม่มีใครล่วงรู้ได้ ว่าชุนถาวที่แอบชอบต้วนเจิ้งในสมัยก่อน มาถึงตรงนี้ยังมีความรู้สึกเหมือนตอนแรกเริ่มไหม?
ไม่ว่าเรื่องราวหรือความรู้สึกจะเป็นเหมือนเมื่อก่อนไหมนั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดใน
ตอนนี้ก็คือ เมื่อพวกเขาทั้งสองคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นมิตรหรือศัตรูก็มิอาจทราบได้
สายตาที่กระพริบถี่ของชุนถาว ทำให้หลิวหรงรู้ได้ทันที ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เพื่อน
เมื่อสายตาหลิวหรงและชุนถาวมาบรรจบกัน ทันใดนั้น หลิวหรงคิดถึงคำพูดที่รุนแรงและการกระทำอย่างคนเสีย
สติในอดีตขึ้นมา
หลิวหรงปรายตามองไปที่ชุนถาว พร้อมกับเรื่องราวมากมายในอดีต ปะทุพรั่งพรูมาในหัวสมอง จนกระทั่งหลิวห
รงพูดอะไรไม่ออกเลย
ลมหนาวเหน็บที่พัดมาจากทุกทาง ได้พัดให้หิมะนํ้าแข็งที่ย้อยลงมาจากหลังคาเป็นทรงแหลม ละลายเป็นนํ้าและ
หยดลงพื้นหิมะจนเป็นหลุมยวบลงไปในหิมะ
กลิ่นหอมของดอกเหมยได้โชยกลิ่นอ่อนๆ ฟุั้งกระจายไปทั่วบริเวณ จนกลบกลิ่นของดอกกุหลาบจนหมด
ในอากาศที่หนาวเย็นสะท้าน ทำให้นิ้วมือและร่างกายเริ่มจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แม้จะสวมเสื้อผ้าหนาก็ตาม
แต่ด้วยระยะเวลานานที่ไม่ได้กอดโส่วหลูไว้ มือของหลิวหรงจึงสั่นสะเทิ้มจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว
ใบหน้าของชุนถาวปะทะกับลมหนาวจนแดงกํ่าไปหมด ความหนาวเหน็บยังได้แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก จนนาง
จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี
หลิวหรงอดหัวเราะเยาะใส่ชุนถาวเสียมิได้ ไม่ว่าผู้หญิงคนหนึ่งอย่างชุนถาวจะประสบพบเจอสิ่งใดมา สิ่งเหล่านั้น
จะคอยหล่อหลอมให้ตัวตนของนางให้ออกมา อย่างน้อยหลิวหรงได้ประจักษ์กับสายตาแล้ว ว่านางโชคดีและมีความสุข
กว่าชุนถาวเป็นไหนๆ… หึ หึ! แค่มองเพียงปราดเดียว หลิวหรงก็ทราบได้ทันที การจากกันไปนานเมื่อสิบปีก่อน ได้หลอม
หล่อให้นางกับชุนถาวเหมือนอยู่โลกคนละใบ
การพบหน้ากันครั้งแรกในรอบสิบปี ชุนถาวได้ปรายตามองหลิวหรงขึ้นลงอยู่หลายที
ในวันนี้หลิวหรง ด้านบนสวมเสื้อผ้าฝั้ายสีแดงอ่อน แขนเสื้อปักลายบุปผาโดยรอย ด้านล่างใส่กระโปรงยาวสีม่วง
ชายกระโปรงปักด้วยลวดลายดอกจื่อยางฮวา[1]ขนาดใหญ่ ทั้งเสื้อและกระโปรงต่างขับให้ชุดดูไม่เรียบเฉยและลายตา
เกินไป ส่วนรองเท้าปักร้อยเป็นรูปดอกไปั่เห๋อ[2]ตัดเย็บด้วยหนังจิ้งจอก บุด้านในด้วยขนอันนุ่มนิ่ม เวลาสวมใส่เดินใน
เหมันต์ฤดู จึงไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นทะลุทะลวงเข้าไปได้เลย
ส่วนแขนทั้งสองข้างสวมกำไลทอง ประดับอัญมณีสดใสลุกวาวเวลากระทบกับแสง นิ้วนางด้านซ้ายสวมแวนหยก
เม็ดโตราคาสูงลิบลิ่ว ทั้งหมดทั้งมวลช่วยขับให้หลิวหรงดูสง่าและสูงศักดิ์ขึ้นเป็นกอง
เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหลิวหรงไม่พบริ้วรอยอันใดปรากฏขึ้นมา เหมือนกาลเวลามิอาจทำร้ายรูปโฉมของนางไป
ได้
ชุนถาวที่ปรายตามองหลิวหรง เม้มริมฝีปากกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างได้ใจ จากนั้นจึงพูดเสียงเรียบ “คิดไม่ถึงว่าไม่
เจอกันหลายปี หลิวอี๋เหนียงดูโตขึ้นกว่าตอนนั้นเป็นกองเลย”
ชุนถาวยังคงส่งรอยยิ้มให้หลิวหรง ซึ่งในรอยยิ้มนั้นแฝงความหมายไว้อย่างเจ็บแสบ นั่นก็คือต่อให้จะไม่พบหน้า
กันนานถึงสิบปี ฐานะก็เป็นได้แค่ “อี๋เหนียง” อยู่ดี
หลิวหรงสีหน้าถอดสีในทันที นางสะบัดผ้าเช็ดหน้าที่มีกลิ่นหอมออก และสวนกลับด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง “แต่
อย่างน้อย คนที่ได้อยู่ข้างกายเขามาเป็นเวลากว่าสิบปี ก็คือข้า สิ่งนี้เจ้าไม่มีทางได้สัมผัสหรอก!”
คำพูดที่สวนกลับมาอย่างเจ็บแสบของหลิวหรง หากเป็นเมื่อก่อน ชุนถาวคงเงียบเป็นเปั่าสากไม่โต้กลับ และคงได้
แต่กระทืบเท้าไปมาด้วยความไม่พอใจ
แต่ชุนถาวในตอนนี้หาใช่คนเดิมเมื่อในอดีตไม่ นางจ้องมองไปที่หลิวหรง พร้อมกับแสยะยิ้มให้จนไม่เห็นตาดำทั้ง
สองข้าง
ในมือของชุนถาวถือถาดที่ใส่วางกานํ้าชาอยู่ นางจึงพูดเสียงเรียบและบาดลึกเข้าไปในทรวง “ข้าเนี่ย จากไปสิบปี
ก็จริง แต่ได้เดินทางไปมาก เห็นโลกมาเยอะ ไม่เหมือนบางคนที่ยังเป็นกบในกะลาก็มิปาน ถึงแม้วันวันจะอยู่ปรนนิบัติ
ข้างกายจริง แต่อย่างไรเสีย ก็มิอาจได้หัวใจเขามาครอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรักที่มีให้เลย การใช้ชีวิตด้วยจิตใจที่
ไขว่คว้าหาความรักอย่างทรมานแบบนี้ มีหรือที่จะมีนํ้าหน้าไปบอกกับผู้ใดได้?”
คำพูดแต่ละคำแต่ละประโยคของชุนถาว ล้วนแต่เป็นความจริงที่ทิ่มแทงจิตใจของหลิวหรงอย่างที่สุด หลิวหรง
กลับควบคุมอารมณ์ให้นิ่งสงบ พร้อมแสยะยิ้มใส่ชุนถาว “แม้ข้าไม่ได้ในของเขามา… แล้วเจ้าละ ได้ใจของเขามาแล้ว
หรือ? แม้ข้าจะไขว่คว้าหาความรักจากเขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยข้าก็ให้กำเนิดบุตรสาวกับเขาแล้วกัน ดีกว่าคนบางคน ที่
แม้แต่โอกาสได้ร่วมเตียงนอนก็ยังไม่มีเลยสักครั้งเดียว”
คำพูดของหลิวหรงคราวนี้ ดูจะพูดหนักเกินไปเสียจริง
เพราะอย่างไรเสีย ชุนถาวก็ยังเป็นหญิงที่ยังไม่ได้ออกเรือน ดังนั้นคำพูดนี้ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรี
อย่างมาก
ด้วยความเดือดดาลของหลิวหรง นางจึงอยากพูดให้เจ็บแสบ เพื่อชุนถาวจะได้ไม่ต้องเถียงกลับมา แต่คิดไม่ถึงว่า
ชุนถาวจะตอบอย่างไม่สนใจแม้แต่น้อย “ข้าไม่ได้มีโอกาสร่วมเตียงกับเขาก็จริง นั่นเพราะข้ายังเป็นคนอยู่ หาใช่เป็นหมา
ไม่! หากข้าถูกใจชายใดย่อมไปบอกอย่างสง่าผ่าเผย ให้ชายนั้นมาสู่ขอหมั้นหมายข้า แต่ข้าจะไม่มีทางทำตัวเป็นหมา ที่
แอบปีนขึ้นไปบนเตียงของคนอื่นหรอก ข้ากลัว… กลัวว่าอีกฝั่ายจะถีบให้ตกคะเมนตีลังกาลงมาไม่ทันนะสิ!”
พอพูดจบลง ชุนถาวเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของหลิวหรงในฉับพลัน “หลิวอี๋เหนียง ข้าสงสัยเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่า
เจ้าลืมไปหรือยัง แรกเริ่มเดิมทีตอนที่เจ้าแอบปีนขึ้นเตียงนั้น คงลืมไปแล้วกระมัง ว่าเขาไม่ได้ร้องเรียกชื่อของเจ้า……”
ชุนถาวหัวเราะ “เหอะ เหอะ” อย่างสะใจ จากนั้นพูดด้วยนํ้าเสียงโทนเดิมต่อไปว่า “หลิวอี๋เหนียง ดูท่าแล้ว แม้
เจ้าจะยอมเป็นหมา แต่ก็ไม่ได้สิ่งที่หมาอย่างเจ้าต้องการไม่ใช่เหรอ?”
ทันทีที่ชุนถาวพูดจบประโยคลง ก็สะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า ทิ้งให้หลิวหรงยืนนิ่งตัวสั่นสะ
เทิ้มด้วยความเดือดดาลอยู่อย่างนั้น
ชุนถาวกับตู้ชิงหรวนใช่ไหม?
พวกเจ้าทั้งสองอย่าคิดนะว่า กลับมาตอนนี้ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม
ตอนนี้กับตอนนั้นทุกอย่างได้เปลี่ยนไปจนหมดสิ้นแล้ว จวนต้วนในเวลานี้ไม่ใช่จวนต้วนที่พวกเจ้าทั้งสองคุ้นเคย
อีกต่อไปแล้ว
ตระกูลติงของติงโหรวคงไม่มีวันที่จะให้คนอย่างตู้ชิงหรวน ที่เกือบจะทำให้ติงโหรวกับต้วนเจิ้งต้องแยกทางกัน
กลับมามีหน้ามีตาในจวนต้วนแห่งนี้อีกครั้งเป็นแน่แท้
[1] ดอกจื่อยางฮวา คือ ดอกไฮเดรนเยีย
[2] ดอกไปั่เห๋อ คือ ดอกลิลลี่