การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 517 ความสามารถที่แสดงออก (1)
เมื่อหลิวหรงเดินกลับอยู่ระหว่างทางเดินที่ทอดยาว พลันนึกคิดคำนวณวันเวลาขึ้นมา
นับดูแล้ว ตั้งแต่หลังเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ชีวิตของนางในแต่ละวันก็มันจะไม่ราบรื่น และดูเหมือนเรื่องทุก
อย่างที่อยู่เหนือการควบคุมนับวันก็ยิ่งมีมากขึ้น จวนต้วนที่แสนสงบสุขแห่งนี้ ไม่รู้ว่าเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่แอบซ่อน
ไว้ตั้งแต่เมื่อไร หากใครไม่ระมัดระวังตัวก็อาจตกลงไปในหลุมกับดักนี้ จนมิอาจมีชีวิตรอดกลับมาได้
แม้กระทั่งหรานเอ๋อร์ ที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางเริ่มรังเกียจแม่ที่ไร้ประโยชน์คนนี้ จนหลิวหรงรู้สึกเศร้า
โศกเสียใจจนมิอาจบรรยายได้
ในเมื่อเรื่องราวในวันวานมิอาจย้อนกลับมาได้ เฉกเช่นเดียวกับแสงตะวันในพรุ่งนี้ แม้จะดูเหมือนกับวันนี้ แต่มี
บางสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไป จนมิอาจหวนกลับมาเป็นดังเดิมได้อีกแล้ว
หลิวหรงเอาแต่ถอนหายใจด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ในที่สุด นางก็เดินเนิบนาบกลับมาถึงเรือนจนได้ นาง
เริ่มครุ่นคิดว่านับจากนี้ไป ศัตรูของนางนั้น ไม่ได้มีเพียงต้วนชิงหมิงเท่านั้น ตอนนี้ยังมีตู้ชิงหรวนและชุนถาวเพิ่มเข้ามา
ด้วย สองคนนี้ดูเหมือนจะดูสงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยพิษภัยรอบตัว ไม่รู้เลยว่าภายนอกที่ดูสงบนิ่งจะแผลงฤทธิ์มาโจมตีนาง
เมื่อใด
เห็นที หากต้องการรักษาอำนาจในจวนต้วนให้อยู่ในมือ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือขับไล่ตู้ชิงหรวนและชุน
ถาวให้กระเด็นออกไปจากจวน ส่วนเรื่องที่เหลือก็จะจัดการง่ายขึ้นเป็นกอง
หลิวหรงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จะต้องเชิญแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสองคนให้ออกไปโดยไว
วันเวลาในจวนต้วน ได้ผ่านผ่านไปวันแล้ววันเล่า อาการปั่วยของต้วนชิงหมิงกับตู้ชิงหรวน นับวันก็ยิ่งดีขึ้นเป็น
ลำดับ
เนื่องจากต้วนชิงหมิงยังปั่วยอยู่ ตู้ชิงหรวนกับชุนถาวถือโอกาสอยู่ในจวนต้วนเพื่อช่วยดูอาการปั่วย โดยมี ต้วนอวี้
จัดการเตรียมห้องพักให้ตู้ชิงหรวน
ภายในห้องเล็กๆ ที่หันหน้าไปทางสวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม อีกทั้งภายในห้องพักก็ยังอบอุ่น และมี
“เครื่องวัดอุณหภูมิ” ที่มีนํ้าสีแดงขึ้นลงคอยบอกระดับอุณหภูมิติดอยู่ตรงหน้าประตู ทำให้สามารถรักษาระดับความ
อบอุ่นให้คงที่ได้ ตู้ชิงหรวนอาศัยอยู่ในห้องเล็กนี้รู้สึกถึงการหายใจที่สะดวก รวมถึงอาการไปที่ลดลงไปกว่าครึ่ง
ต้วนเจิ้งที่เห็นอาการของตู้ชิงหรวนนับวันจะดีขึ้น จนเผลอยิ้มออกมาไม่หุบตลอดวัน จนทำให้ต้วนชิงหมิงและต้
วนอวี้พลอยได้รับอานิสงส์ความห่วงใยเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขาที่แพลงของต้วนชิงหมิงมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่นางก็ยังไม่กล้าออกไปข้างนอก ด้วยกลัวความหนาวเหน็บ
ภายนอกที่หิมะยังละลายอย่างเชื่องช้า จะทำให้นางเจ็บแผลไปถึงกระดูก
คนมักพูดกันว่า ตอนหิมะตกไม่หนาว แต่ตอนละลายนี่สิ หนาวเหน็บไปถึงกระดูก
บัดนี้ เดือนสองได้ผ่านพ้นมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ลมจากใบไม้ผลิฤดูในเดือนสามใกล้เข้ามาแล้ว ทว่าอากาศกลับยัง
คงเย็นยะเยือกเอาเรื่องอยู่เลย ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงใช้เวลาว่างในการพักฟืนตัว ไปหาตู้ชิงหรวนพูดคุยที่ห้องอยู่บ่อยครั้ง
ดูจากท่าทีที่มีความรู้สึกให้ตู้ชิงหรวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้วนเจิ้งอยากแต่งงานและรับนางกลับมาอยู่ที่จวนต้วนแห่งนี้
ทว่าตู้ชิงหรวนกลับดูไม่มีท่าทีตอบรับแต่อย่างใด
สาเหตุที่ตู้ชิงหรวนไม่ออกตัวแรงนั้น มีเหตุผลหลักอยู่สองข้อ ข้อแรกคือ สุขภาพของนางกระท่อนกระแท่น
ชุนถาวช่วยนางตรวจชีพจรอย่างละเอียด วินิจฉัยว่าในอดีตเมื่อสิบปีที่ผ่านมา นางได้เป็นเฟิงหานที่เกิดจากการ
ปะทะลมเย็นเป็นเวลานาน และลมเย็นได้ลงเข้าไปสู่ปอดจนยากจะรักษาให้กลับมาปกติดังเดิม
ข้อสองคือ ตู้ชิงหรวนไม่ได้อยากแต่งงานกับต้วนเจิ้ง เนื่องจากภายในใจของนางยังมิอาจปล่อยวางเรื่องติงโหรวให้
ออกไปจากจิตใจได้ ติงโหรวนในตอนนั้นทั้งเชื่อใจและไว้ใจตู้ชิงหรวนเป็นที่สุด
บางครั้ง เรื่องในอดีที่ผ่านมาแล้วก็เป็นเครื่องพันธนาการที่เหนียวแน่นอย่างหนึ่ง ไม่คอยผูกรั้งใจเอาไว้ และยากที่
จะปลดให้หมดไปได้จากหัวใจ
ต้วนชิงหมิงรับรู้ปมในใจของตู้ชิงหรวนจึงได้แต่ถอนหายใจ อย่างไรเสีย นี่เป็นเรื่องในอดีตของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง
กับการแต่งงาน ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะกลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว แต่สำหรับนางนั้นความคิดเรื่องแต่งงานไม่เคยมีอยู่ในหัว
นางเพียงทำตามคำสั่งของพ่อแม่ และคำโน้มน้าวของแม่สื่อแม่ชัก เพราะฉะนั้นเรื่องของผู้ใหญ่นั้นก็ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคน
จัดการกันเอง อย่างมากนางคงทำได้เพียงพูดโน้มน้าวเพียงเท่านั้น
เดือนสองนี้ใกล้จะมาถึงปลายเดือนแล้ว พริบตาเดียว ลมที่อบอุ่นของเดือนสามกำลังจะคืบคลานเข้ามาแล้ว
อันที่จริง ภัยพิบัติจากหิมะในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะความชาญฉลาดขององค์ชาย
สามเหยียนหลิ่งอวี๋ ที่ใช้เกลือทำละลายหิมะเพื่อเปิดทางสัญจร จากนั้นได้ใช้เงินจ้างสำหรับคนที่ช่วยกวาดหิมะเปิดทาง
สุดท้ายได้เปิดโรงทานแจกโจ๊กและอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนภัยพิบัติได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที
ตอนนี้ถึงแม้ยังมีผู้ประสบภัยและใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่บ้าง ทว่าภาพในอดีตชาติที่เห็นผู้คนล้มตายด้วยความ
หิวโหยและหนาวจนแข็งตาย กลับน้อยลงกว่าที่ต้วนชิงหมิงได้เคยเห็นมาอย่างเทียบกันไม่ได้
เป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ต้วนชิงหมิงขาพลิกก็ไม่ได้เห็นหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ และหลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋
ประสบภัยนางก็ยังไม่ได้รู้ข่าวคราวเลย
แต่ต้วนอวี้กลับไปมาหาสู่กับเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่บ่อยครั้ง แม้ต้วนชิงหมิงพยายามถามถึงอาการ ต้วนอวี้ก็จะทำเป็น
อํ้าอึ้งตอบกระอ่อมกระแอ่มไปเรื่อย โดยที่ไม่ยอมบอกความจริงทั้งหมดมา
ต้วนชิงหมิงยังจำได้ดีกับเรื่องครั้งก่อน ที่ต้วนอวี้แอบออกจากจวนไปโดยพลการ เพื่อไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ จน
ทำให้ทั้งสองคนสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ไม่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋มีเรื่องใดก็มักถามความคิดเห็นจากจ้วนอวี้ ส่วนต้วนอวี้ก็มัก
เสนอแผนการต่างๆ ให้เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่เสมอเช่นกัน การไปมาหาสู่ของสองคนนี้จึงทำให้พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง
ส่วนต้วนเจิ้งหหลังจากที่กลับมารับราชการที่เมืองหลวง กลับไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของฝั่าบาทดังเดิม ในเวลานี้
เมื่อเห็นบุตรชายที่อายุยังน้อย กลับสนิทสนมกับองค์ชายสามถึงเพียงนี้ ก็แค่กำชับอะไรไปไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ไม่เคย
ได้ว่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
ตั้งแต่ที่ตู้ชิงหรวนกับชุนถาวมาอยู่ที่จวน ต้วนชิงหมิงไปมักแวะไปเยี่ยมเยือนอยู่บ่อยครั้ง ส่วนหลิวหรงก็ยังคง
ตกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของต้วนอวี้หรานอยู่ ส่งผลให้ช่วงเวลานี้ของต้วนชิงหมิงรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยมีมา
ก่อน
อีกทั้งองค์หญิงอวี้หลัวก็มักจะแวะมาเยี่ยมต้วนชิงหมิง และมักพาองค์ชายสามชิงตั๋วมาพร้อมกันด้วย
ชิงตั๋วเป็นทั้งพี่ชายสามและองค์ชายสามขององค์หญิงอวี้หลัว อีกทั้งมีสายเลือดของราชวงศ์อยู่ครึ่งหนึ่ง แม้ว่าเขา
จะปากไม่ไวเหมือนองค์หญิงอวี้หลัว แต่ปรายตามองปราดเดียวก็ทราบได้ทันทีว่า เป็นตระกูลผู้ดีที่รํ่ารวยเงินทองและมี
ท่าทางที่สงบเสงี่ยมเหมือนบัณฑิต
ได้ฟังจากที่องค์หญิงอวี้หลัวเล่ามา ชิงตั๋วพี่ชายของนางเป็นลูกคนที่สาม และไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับคนอื่น ดังนั้น
จึงไม่ได้เป็นที่โปรดปรานมากนัก มิหนำซํ้าเขายังไม่สนใจอำนาจอะไรพวกนั้นแม้แต่น้อย จึงมีชีวิตที่สบายกว่าองค์ชายคน
อื่นๆ
เดิมที ต้วนชิงหมิงคิดเสมอว่าชิงตั๋ว มีท่าทางที่สูงศักดิ์แตกต่างไปจากองค์ชายคนอื่น แม้รู้ทั้งรู้ว่าชิงตั๋วเกิดใน
ราชวงศ์ แต่นางกลับอยากให้เขาไปเกิดในตระกูลผู้ดีสูงศักดิ์แทน จะได้ไม่ต้องมาอยู่ในวังวนแห่งการงัดเล่ห์เหลี่ยมมาเล่น
งานกันเอง
แต่หลังจากที่สัมผัสนิสัยใจคอมาช่วงหนึ่ง ต้วนชิงหมิงกลับพบว่า ชิงตั๋วผู้นี้แม้ภายนอกดูสงบเสงี่ยม แต่ภายในใจ
กลับเต็มไปด้วยแผนการเพทุบาย ไม่ต่างอะไรกับเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงหมิงจึงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ชิงตั๋วผู้นี้ย่อมไม่ใช่
ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก
แต่ไม่ว่าชิงตั๋วจะมีนิสัยใจคอเช่นไร ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย ดังนั้นนานวันเข้า ทั้งสามคนก็
เริ่มไปมาหาสู่จนคุ้นเคยกัน
แต่แม้จะมีเรื่องอื่นให้คิดให้ทำ ต้วนชิงหมิงก็ยังคงนึกถึงเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ประจำ
อันที่จริง นางควรดีใจที่ไม่มีเหยียนหลิ่งอวี๋มารบกวน ทว่านั่นกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป
มีอยู่วันหนึ่ง ต้วนชิงหมิงนอนอยู่บนเตียงได้ฝันถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หน้าด้านหน้าทน นางจึงอดไม่ได้ที่จะต่อว่าไป
หลายคำ แต่หลังจากที่ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย เห็นทีนางเริ่มคิดถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาแล้วจริงๆ พอต้วนชิงหมิง
นึกถึงเขาขึ้นมาก็เอาแต่ส่ายหน้าไปมา… ตานั่นที่ชอบสร้างเรื่องวุ่นวายต่างๆ นานาให้เกิดขึ้น ทำไมถึงทำให้นางอดนึกถึง
ขึ้นมาไม่ได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ต้วนชิงหมิงก็ได้แต่หัวเราะเยาะตัวนางเอง
โบราณว่า “หากคิดถึงใครมักยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว” สงสัยต้วนชิงหมิงจะตกหลุมพลางของเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว
ในวันนี้ องค์หญิงอวี้หลัวมาที่จวนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจะให้ต้วนชิงหมิงไปเที่ยวข้างนอกชมนกชมไม้เป็นเพื่อนนาง
แน่นอนว่า องค์หญิงอวี้หลัวไปไหน ย่อมไม่ลืมพา “พี่ชายที่แสนดี” อย่างชิงตั๋วมาด้วย
บัดนี้ ต้วนชิงหมิงเพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยพอดี องค์หญิงอวี้หลัวก็รีบวิ่งกุลีกุจอเข้าประตูมา