การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 518 ความสามารถที่แสดงออก (2)
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวเดินเข้ามาในห้อง ย่อมแตกต่างจากคนอื่นโดยทั่วไปสามอย่าง อย่างแรก คือองค์หญิงอวี้หลัว
มักพูดเสียงดังลั่น
โดยเสียงที่ดังลั่นนั่นมาก่อนที่ตัวนางจะมาถึงเสียอีก นานวันเข้า พอองค์หญิงอวี้หลัวเปล่งเสียงขึ้นมา บรรดาบ่าว
ใช้ที่ทั้งหมดในจวนก็ทราบได้ทันทีว่านางมาแล้ว
อย่างที่สอง องค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนเดินเสียงดัง
บรรดาองค์หญิงจากทุ่งหญ้า เติบโตมาบนหลังม้า การก้าวเดินจึงไม่ได้เนิบนาบเหมือนกับต้วนชิงหมิง ฉะนั้นไม่ว่า
ใกล้ไกล หากได้ยินเสียงก้าวเท้า ย่อมรู้ได้ทันใดว่าองค์หญิงอวี้หลัวมาแล้ว
อย่างที่สาม องค์หญิงอวี้หลัวเดินคล่องแคล่วว่องไว
เวลาองค์หญิงอวี้หลัวก้าวเดิน มักสาวเท้าด้วยความว่องไวปราดเปรียว ราวกับสายลมที่พัดไหวผ่านหน้าไป
ความแตกต่างทั้งสามข้อขององค์หญิงอวี้หลัว แม้ต้วนชิงหมิงไม่อยากจำ แต่มันกลับเข้าใจอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
โดยไม่รู้ตัว
โดยปกติ เสียงขององค์หญิงอวี้หลัวจะนำมาก่อนตัว จากนั้นค่อยตามมาด้วยร่างที่ปราดเปรียวดั่งสายลมวูบพัดมา
พูดตามตรง ต้วนชิงหมิงชอบนิสัยใจคอขององค์หญิงอวี้หลัวไม่น้อย ทุกครั้งที่นางมักเอ่ยข้อดีของพี่ชิงตั๋ว มักไม่ลืม
หันมาถามต้วนชิงหมิงว่า “ชิงหมิง เจ้าเห็นว่าใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงมักพยักหน้ารับและตอบกลับ “ใช่เพคะ”
จากนั้นองค์หญิงอวี้หลัวจึงจะพูดต่อว่า ชายที่แสนดีอย่างพี่ชายนาง หากพลาดไปแล้ว ย่อมไม่หวนกลับมาแล้ว
ดั่งสายนํ้าไม่ไหลย้อนกลับมาฉันใดก็ฉันนั้น ฉะนั้นจึงคะยั้นคะยอให้ชิงหมิง รีบพิจารณาพี่ชายสามของนาง
หากต้วนชิงหมิงใช้ความนิ่งเงียบแทนคำตอบ องค์หญิงอวี้หลัวก็จะถามอยู่อย่างนั้นจนกว่าต้วนชิงหมิงจะตอบ
กลับ
หากต้วนชิงหมิงพยายามใช้การขำกลบเกลื่อน องค์หญิงอวี้หลัวจะพูดข้อดีสารพัดของชิงตั๋วให้นางฟังอยู่อย่างนั้น
ำี่ชายสามสามารถขี่ม้าได้ตั้งแต่อายุสามปี พอเติบโตขึ้นก็ใช้กำลังคนเพียงหยิบมือ ชนะศัตรูจำนวนมากที่ตีโอบล้อม……
ฉะนั้น ขอเพียงต้วนชิงหมิงเห็นองค์หญิงอวี้หลัว ก็จะรีบหลบออกไปห่างๆ ให้ไกล
ทว่ามีหรือที่จะหลบองค์หญิงอวี้หลัวพ้น หากองค์หญิงอยากมาก็จะมา อยากไปก็จะไป ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง
วันนี้ประจวบเหมาะกับที่เหยียนหลิ่งอวี๋เดินเข้าประตูมา ยังไม่ได้จะได้เอ่ยปากถามต้วนชิงหมิง นอกประตูก็มี
เสียงตะโกนเรียกดังลั่นไปทั่ว “ชิงหมิงไปกัน พวกเราไปเที่ยวข้างนอกกันดีกว่า!”
การไปเที่ยวข้างนอกชมนกชมไม้ต้องใช้เวลานานเป็นวัน ต้วนชิงหมิงหูของคงชา ความอดทนคงหมดสิ้น ทั้งยัง
ต้องรับฟังในสิ่งที่องค์หญิงอวี้หลัวต้องการพูดกรอกหูนางอีก
พอต้วนชิงหมิงได้ยินเสียงขององค์หญิงอวี้หลัว หัวของนางก็รู้สึกปวดขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางอดไม่ได้ที่จะถอน
หายใจ พร้อมกับคิดในใจว่าองค์หญิงอวี้หลัวจะให้นางอยู่จวนสบายๆ สักสองวันไม่ได้เลยเหรอ
ต้วนชิงหมิงก็แค่ถอนหายใจ แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
ในช่วงระยะนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ยุ่งหัวไม่วางหางไม่ได้เว้น แม้แต่เวลาที่จะมาหาต้วนชิงหมิงก็ยังไม่มีเลย โชคยังดีที่ต้
วนอวี้ไปมาหาสู่อยู่ประจำ ไม่ว่าเรื่องใดการกระทำสิ่งใดของต้วนชิงหมิง เหยียนหลิ่งอวี๋ล้วนรู้อย่างชัดแจ้ง แน่นอนว่า รู้
ไปถึงเรื่องที่องค์หญิงอวี้หลัวมากวนใจ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอกวิ่งมา “ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง” เหยียนหลิ่งอวี๋จึงออกไปยืนด้านนอก ในวันนี้ไม่ว่าอย่างไร
เขาต้องขวางทางให้องค์หญิงอวี้หลัวอยู่ด้านนอก เข้าไปรบกวนต้วนชิงหมิงถึงด้านในไม่ได้
ต้วนชิงหมิงที่เห็นจึงรีบลุกขึ้นถามเหยียนหลิ่งอวี๋ในทันที “เจ้ากำลังทำอะไร?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ชี้ไปที่นอกประตู “ข้าจะให้นางถอยกลับไป”
“อวี้หลัวเป็นหญิงที่ดี เจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้” ต้วนชิงหมิงส่ายหน้า
เหยียนหลิ่งอวี๋เบือนปากเล็กน้อย หากไม่รู้ทุกเรื่องขององค์หญิงอวี้หลัวเป็นอย่างดี มีหรือที่เขาจะยอมให้นางหา
มาต้วนชิงหมิงไปมาถึงสองวันแบบนี้
แต่ดูจากท่าทางขององค์หญิงอวี้หลัวค่อนข้างทำเกินไปแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงอยากสั่งสอนองค์หญิงผู้นี้ให้เข็ดเสีย
หน่อย
พอต้วนชิงหมิงพูดจบลง องค์หญิงอวี้หลัวก็วิ่งเข้ามาภายในห้องปานสายลม นางไม่เพียงวิ่งอย่างว่องไว หูยังไวจน
ได้ยินสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดในตอนท้าย ฉะนั้น นางจึงไม่สนใจว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ในที่นี้ด้วย จึงถามอย่างหน้าชื่นตาบาน
“ใครเป็นหญิงที่ดี? ใครจะสั่งสอนใครกัน?”
ต้วนชิงหมิงมองตาขวางไปที่องค์หญิงอวี้หลัว โดยไม่รู้จะตอบยังไงดี
ทางด้านเหยียนหลิ่งอวี๋กลับหัวเราะขึ้นในทันที “เมื่อครู่ ชิงหมิงเพิ่งจะพูดว่า องค์หญิงอวี้หลัวเป็นหญิงที่ดี และ
บอกให้ข้าอย่าได้ทำอะไรเจ้า”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยินจึงงงงวยขึ้นมา องค์หญิงชี้ไปที่ตัวนางเอง ชี้ไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นหัวเราะอย่างเสีย
อาการ “ข้านะรึ ที่เป็นหญิงที่ดี? ชิงหมิง เจ้าบอกเขาอย่ามาทำอะไรข้าอย่างนั้นรึ?”
ต้วนชิงหมิงฝืนยิ้มจางๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
องค์หญิงอวี้หลัวจึงเปิดใจถามโต้งๆ … ต้วนชิงหมิงอยากพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ อย่าได้อ้อมค้อม
จากนั้นองค์หญิงอวี้หลัวได้หัวเราะขึ้นมา จนตาทั้งสองหรี่ลงมา ราวกับจันทร์เสี้ยวที่ลอยค้างอยู่ในนภากาศ ทั้งตัว
ขององค์หญิงมีออร่าของความสดใส ไร้เดียงสาแผ่ออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่องค์หญิงอวี้หลัวด้วยแววตาแน่นิ่ง จึงเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมต้วนชิงหมิง ถึงห้ามไม่ให้ทำ
อะไรองค์หญิง
ในบรรดาคนที่มีเชื้อสายราชวงศ์ จะหาคนที่ไม่มีแผนเจ้าเล่ห์เพทุบายนั้นยากยิ่ง
แต่คงมีเพียงองค์หญิงอวี้หลัว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สามารถรับรู้ได้ ใบหน้าเปือนรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ใจที่มา
จากหัวใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่าหญิงทุกคน หากไม่มีติดนิสัยมาจากผู้เป็นแม่ ก็คงมาจากการดูแลทะนุถนอมมาจนดีเกินไป
แต่ไม่ว่าอย่างไร การที่องค์หญิงอวี้หลัวได้เป็นเพื่อนกับต้วนชิงหมิง ย่อมดีกว่าพวกคุณหนูที่เสแสร้งแกล้งทำดีเป็น
ร้อยเท่า
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังเห็นอีกว่า ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะรำคาญใจไม่น้อย แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวที่
อ่อนโยนก็มักจะอดดีใจมิได้
ดังนั้น ความตั้งใจที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะเล่นงานองค์หญิงอวี้หลัว เป็นอันต้องหยุดลงไป
เหยียนหลิ่งอวี๋หยุดความคิดที่จะเล่นงานองค์หญิงอวี้หลัว ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวกลับไม่คิดจะปล่อยเหยียนหลิ่งอวี๋
ไปโดยง่าย
นางถลึงตาโตจ้องไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ ถามขึ้นว่า “ความหมายของเจ้าที่พูดเมื่อครู่คือ ถ้าต้วนชิงหมิงไม่บอกเจ้า
เจ้าก็คิดว่าหญิงที่ดีแบบข้นั้น จะต้องมารังแกข่มเหงต้วนชิงหมิงใช่ไหม? … เจ้าถือดีอะไรคิดกับข้าแบบนี้ เจ้าเป็นผู้ชาย
ผู้ชายควรมีความเป็นสุภาพบุรุษ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามององค์หญิงอวี้หลัวแวบหนึ่ง ในสายตานั้นแฝงความหมายว่า เขามีความเป็นสุภาพบุรุษ
แต่ต้องดูว่าจะปฏิบัติกับใครต่างหาก
นิสัยที่ไม่ยอมเลิกราโดยง่ายขององค์หญิงอวี้หลัวกำเริบขึ้นมา นางจึงเลียนแบบต้วนชิงหมิง ยื่นมือไปจับชายเสื้อ
ของเหยียนหลิ่งอวี๋และถามนู้นถามนี่ไปเรื่อย
อันที่จริง องค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย ตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋มาอยู่ที่เรือนของต้วนชิงหมิง เช่นนั้นองค์
หญิงอวี้หลัวจึงใช้ความคิดที่ว่า “เพื่อนของต้วนชิงหมิงก็เป็นเพื่อนของนางเหมือนกัน” นางจึงนับเหยียนหลิ่งอวี๋เป็น
เพื่อนคนหนึ่งไปโดยปริยาย
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่องค์ชายที่ใครๆ จะแตะเนื้อต้องตัวได้ เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวยื่นมือเข้ามาใกล้ เขาก็ใช้
สายตาที่แข็งกร้าว ราวกับพร้อมสะบัดมือองค์หญิงให้หลุดได้ทุกเมื่อ
ในตอนนั้นเอง ต้วนชิงหมิงกลับพูดพรวดขึ้นมา “อวี้หลัว เสื้อชุดนี้ที่ใส่ สวยไม่น้อยเลย”
วันนี้องค์หญิงอวี้หลัวได้สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองไข่ ชุดคลุมบางเบาทำมาจากไหมชั้นเลิศ ด้านในชุดคลุมเป็น
ผ้าต่วนสีชมพูอ่อน แขนเสื้อปักรูปผีเสื้อโบยบินด้วยด้ายทองอย่างประณีต ด้านหน้าตรงบริเวณของชุดใช้ด้านเงินปักเป็น
รูปบุปผา ส่วนกระโปรงไหมขาวสีหมอกถักทอชั้นนอกบางเบา ชั้นในทึบหนา คาดด้วยผ้าคาดเอวทองหนึ่งเส้น เผยให้
เห็นความอรชรที่เปล่งประกายออกมา จากนั้นเมื่อมองย้อนขึ้นไปด้านบน จะพบต่างหูเงินรูปผีเสื้อ และปินเงินที่เสียบอยู่
กับผมที่เกล้าขึ้น พอดูโดยรวมแล้ว การแต่งกายแบบนี้ช่างดูงดงามตราตรึงใจยิ่งนัก
เดิมที องค์หญิงอวี้หลัวตั้งใจแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ลํ้าค่า เพื่ออยากให้ต้วนชิงหมิงชมสักคำสองคำ
แต่คาดไม่ถึงว่า พอย่างเท้าก้าวเข้ามาในเรือน กลับพบเหยียนหลิ่งอวี๋ยืนขวางทางอยู่
ต้วนชิงหมิงเดินดูองค์หญิงอวี้หลัวไปรอบๆ จากนั้นชมจากใจจริงออกมาว่า “เสื้อผ้าชุดนี้ ช่างเหมาะสมกับองค์
หญิงเหลือเกินเพคะ”
หากเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับคน ย่อมช่วยขับให้ดูมีสง่าราศีมากขึ้น คนมักพูดกันว่า หากเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะ
กับคน เสริมด้วยเครื่องประดับที่เสริมกัน ย่อมทำให้ผู้ที่สวมใส่นั้นดูดีเป็นกอง