การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 519 ความสามารถที่แสดงออก (3)
นิสัยที่น่ารักน่าเอ็นและตรงไปตรงมาดูขององค์หญิงอวี้หลัว ช่วยเสริมให้ความงามของนางดูเจิดจรัสมากขึ้นไปอีก
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวได้ยินคำชมว่าเสื้อผ้าสวย ออกมาจากปากของต้วนชิงหมิง องค์หญิงพลันดีใจตกแทบอยาก
กระโดดโลดเต้น จึงปล่อยมือที่จับชายเสื้อของเหยียนหลิ่งอวี๋ออก หันไปเล่ารายละเอียดของชุดให้ต้วนชิงหมิงฟังแทน
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ แล้วเดินไปนั่งบนเก้าอี้ดังเดิม ทันใดนั้นหางตาของเขาเหมือนเห็นบางสิ่ง
กำลังดึงดูดสายตา เมื่อหันไปมองถึงได้เห็นชายหนุ่มรูปร่างหล่อเหลา ขาวผ่องเป็นยองใย
ชายผู้นั้นอายุน่าจะราวๆ สิบห้าสิบหกปี เห็นจะได้ บนตัวของเขาใส่เสื้อคลุมยาวสีขาวดั่งจันทรา ที่เอวผูกกับหยก
ประจำตัวที่เป็นประกายวาววับ เพียงแค่ยืนแแน่นิ่งก็เพียงพอจะดึงดูดสายตาของผู้พบเห็น
ชายผู้นั้นมีรอยยิ้มที่ราบเรียบอันหยาดเยิ้ม คิ้วที่โก่งได้รูปไม่เยอะและน้อยจนเกินไป
ส่วนผิวพรรณขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย มือทั้งสองเรียวยาว นุ่มนิ่ม แต่เปียมไปด้วยกำลังวังชา ในเวลานี้ เขา
ยืนมองต้วนชิงหมิงที่กำลังชื่นชมองค์หญิงอวี้หลัว ด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ
ชายผู้นี้ก็คือ “องค์ชายสามชิงตั๋ว” เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋สายตาบรรจบกับเขา ดวงตาของทั้งคู่พลันลุกเป็นไฟขึ้นมา
ชิงตั๋วตั้งใจมาเป็นเพื่อนองค์หญิงอวี้หลัว เพื่อพาต้วนชิงหมิงไปเที่ยวชมนกชมไม้
ในเวลานี้ เมื่อชิงตั๋วไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมาดี เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวดีใจจนออกนอกหน้านอกตา น้องสาวของ
เขาคนนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เขาจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้นางไปพูดคุยกับหญิงคนอื่นมากนัก แต่พอนางได้พบ
เจอกับต้วนชิงหมิง ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน… วันๆ เอาแต่ชมต้วนชิงหมิงอย่างนั้นดีอย่างนี้ดีให้เขาฟัง อีกทั้ง
ใช้สีหน้าที่เสียดาย หากชิงตั๋วพลาดต้วนชิงหมิงคนนี้ไป ต่อให้ชิงตั๋วจะสงวนท่าทีอย่างไร องค์หญิงอวี้หลัวก็ไม่ได้สนใจ
เพราะว่าในใจขององค์หญิงได้จองต้วนชิงหมิง เป็นเจ้าสาวให้กับพี่ชายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ชิงตั๋วไม่เคยพบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋มาก่อนเลย เนื่องจากช่วงนี้เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังอยู่ในระหว่างการพักฟืนและ
ง่วนกับภารกิจอื่น ส่วนชิงตั๋วก็ถูกบรรดาองค์หญิงและคุณหนูต่างล้อมหน้าล้อมหลัง และต้องคอยตามน้องสาวอยู่ตลอด
ดังนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋จึงยังไม่มีโอกาสได้พบชิงตั๋วเสียที
บัดนี้ ชายทั้งสองคนได้พบหน้ากันแล้ว ต่างคนต่างฝั่ายจึงเกิดการเขม็งกันตั้งแต่แรกเห็น
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังออกปากชมอวี้หลัวอยู่นั้น นางได้หันมาเห็นชิงตั๋วมาพอดี จึงรีบทักทายปราศรัยไปว่า
“องค์ชายชิงตั๋ว เชิญนั่งเพคะ”
ชิงตั๋วพยักหน้าให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นการทักทายแทนคำพูด
องค์หญิงอวี้หลัวเห็นชิงตั๋วเดินเข้ามา รีบดึงต้วนชิงหมิงเข้าไปหาพี่ชายของนาง
จากนั้นนางก็ชมพี่ชายอย่างไม่ขาดปาก ราวกับมีบทพูดกางอยู่เบื้องหน้าอย่างไรอย่างนั้น
นางพูดชมอย่างออกหน้าขึ้นมา “พี่ชายของข้าก็แต่งตัวอย่างตั้งใจมาเหมือนกัน เพราะข้าไปบอกเขาว่าจะพาเจ้า
ไปเที่ยวชมนกชมไม้ด้วยกัน จึงกำชับให้พี่ชายแต่งตัวให้ดีหน่อย……”
องค์หญิงอวี้หลัวชมชิงตั๋วไปพลาง มองต้วนชิงหมิงไปพลาง “ชิงหมิง เจ้าดูนี่สิ เสื้อคลุมยาวสีขาวดั่งจันทราเหมาะ
กับพี่ชายข้ามากใช่ไหม?”
ด้านต้วนชิงหมิงรู้สึกเหมือนมีสายตาพิฆาตจ้องมองจนนางรู้สึกตัว นางจึงยื่นถ้วยนํ้าชาให้องค์หญิงอวี้หลัว พลาง
ตอบคลุมเครือไปว่า “สีไม่เลวเลยทีเดียว ไม่เลวเลยทีเดียวเพคะ”
จากนั้น องค์หญิงอวี้หลัวได้คว้ามือต้วนชิงหมิง ดึงไปยืนเบื้องหน้าของชิงตั๋ว แล้วพูดเสียงดังขึ้น “ชิงหมิง พี่ชาย
ของข้าตั้งใจแต่งตัวมาให้เข้าดูเลยนะ……เจ้าก็ตั้งใจดูให้เต็มที่หน่อยแล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงทำตัวไม่ถูก รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หายใจไม่ทั่วท้องในฉับพลัน
ทันใดนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เอ่ยถามพรวดขึ้นมา “ชิงหมิง เจ้าดูเสื้อผ้าข้าชุดนี้สิ สวยกว่าชุดเมื่อวานหรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงมองค้อนกลับไปครั้งหนึ่ง… เมื่อวานนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้มาที่นี่สักหน่อย นางจะไปรู้ได้ยังไงว่าเมื่อ
วานเขาสวมชุดอะไรกัน
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะ “หึ หึ” แล้วเดินขึ้นมายืนเคียงข้างต้วนชิงหมิง หลังจากนั้นถามองค์หญิงอวี้หลัวว่า “องค์
หญิงว่าชุดของข้า สีสันเข้ากับชุดของต้วนชิงหมิงไหมเอ่ย?”
ในเวลานี้ องค์หญิงอวี้หลัวเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออก
พริบตาเดียว องค์หญิงอวี้หลัวเลิกตาโตใส่ ก่อนจะคว้าต้วนชิงหมิงมาหา “ข้ากำลังชมพี่ชายสามของข้าอยู่ เกี่ยว
อะไรกับเจ้าด้วยรึ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เหมือนถูกกล่าวหาว่าสอดเรื่องคนอื่น แต่เขากลับสามารถพูดยิ้มๆ ต่อไปได้ “องค์หญิงกำลังชมองค์
ชายชิงตั๋วรูปงาม หรือว่าชมเสื้อผ้าดูดีอย่างนั้นหรือ?”
นี่เป็นครั้งที่สองที่องค์หญิงอวี้หลัวถูกพูดขัดขึ้น นางจึงพูดอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป “พี่ชายข้ากับเสื้อผ้าก็ดูดีทั้ง
สองอย่าง!”
“เช่นนั้น องค์หญิงว่า องค์ชายชิงตั๋วรูปงาม หรือว่ากระผมรูปงามเอ่ย?” เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มถามอย่างกวนประสาท
องค์หญิงอวี้หลัวโมโหสุดขีด จึงหันหน้าไปอย่างรวดเร็ว หวังจะต่อว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ให้เจ็บแสบ ทว่าระหว่างที่
กำลังจะหันหน้าไป นางถึงกับตกตะลึงไป
ในเวลานี้ ตะวันได้โผล่ขึ้นจากขอบฟั้า สาดแสงสีทองเรืองอร่ามไปทั่วทุกบริเวณ จนมากระทบกับเสื้อสีม่วงและ
ใบหน้าเรียวงาม ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ดูรูปงาม เหมือนกับเทพบุตรในเรื่องเล่าปรัมปราของชาวทุ่งหญ้า ชั่วพริบตาเดียว
องค์หญิงอวี้หลัวถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
หัวใจขององค์หญิงอวี้หลัวเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ นางกระพริบตาไปมาหลายต่อหลายครั้ง รีบเก็บคำพูดที่จะ
ต่อว่ากลับลงไปในท้อง และพยักหน้าพูดขึ้น “พวกเจ้าดูดีเหลือเกิน”
“เห็นชัดๆ ว่าองค์ชายชิงตั๋วไม่ได้รูปงามกว่าข้า แต่เพราะเขาเป็นพี่ชายของเจ้า เจ้าจึงชมทุกวี่วัน ชมไม่ขาดปาก
ชมเสียจนดูธรรมดาไปแล้ว” เหยียนหลิ่งอวี๋พูด
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวได้ฟัง สีหน้าไม่รับแขกเลย นางพลิกตัวแล้วพูดอย่างอารมณ์เสีย “พี่ชายชิงตั๋วของข้ารูปงาม
ที่สุด เขาเป็นหนุ่มรูปงามที่สุดในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ลดราวาศอก “ข้าก็เป็นองค์ชายที่รูปงามที่สุดในราชวงศ์ต้าเซี่ย เช่นนั้น ต้าเซี่ยยิ่ง
ใหญ่กว่า หรือที่ราบของเจ้ายิ่งใหญ่กว่า?”
คราวนี้ องค์หญิงอวี้หลัวถึงกับอ้าปากค้างลิ้นพันกัน
ไม่นานหลังจากที่ครุ่นคิดขึ้นมาได้ นางรีบสวนกลับด้วยอารมณ์ร้อน “จะรูปงามหรือไม่นั้น เกี่ยวอะไรกับความยิ่ง
ใหญ่ด้วย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับอย่างหน้าตาเฉย “แน่นอนว่าต้องเกี่ยวกันอยู่แล้ว เจ้าลองคิดดู ประเทศของเจ้ามีคนหนึ่ง
แสน ส่วนองค์ชายชิงตั๋วก็เป็นคนหนึ่งที่รูปงามในนั้น แต่ต้าเซี่ยของข้าไม่เหมือนกัน ที่นี่มีชายนับมิถ้วน และข้าเป็นชายที่
รูปงามที่สุด… เจ้าคิดว่า คนหนึ่งแสนกับคนนับมิถ้วน คงเทียบกันไม่ติดจริงไหม?”
คนหนึ่งแสนกับคนนับมิถ้วน ต่อให้พูดให้เด็กน้อยฟังก็รู้คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว
องค์หญิงอวี้หลัวได้แต่อ้าปาก แต่กลับพูดสิ่งใดไม่ออกเลย
เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้วนชิงหมิงจึงหันไปมองค้อนเหยียน
หลิ่งอวี๋ โทษว่าเขาจะคาดคั้นจริงจังกับเด็กน้อยไปทำไม ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋กลับเลิกคิ้ว ลอยหน้าลอยตา ราวกับเรื่องนี้
ไม่ใช่เขาที่เป็นคนเริ่มก่อน
ในตอนนั้นเอง ชิงตั๋วที่ยืนดูนิ่งเงียบจึงเอ่ยขึ้น เขาไม่ได้คิดจะแก้ตัว แต่ต้องการเปลี่ยนเรื่องที่พูดคุยกันอยู่ “อวี้
หลัว น้องมาวันนี้ไม่ใช่ว่าจะเอาของมาให้ชิงหมิงมิใช่หรือ? ทำไมลืมเสียได้?”
คำพูดประโยคเดียว ทำให้องค์หญิงอวี้หลัวจึงกับยิ้มกว้างขึ้นมาทันใด นางพูดไปยิ้มไป พร้อมกับหยิบกล่องที่ทำ
จากบุษราคัมไปไว้ในมือต้วนชิงหมิง และพูดขึ้น “ชิงหมิงดูสิว่า เจ้าชอบหรือไม่?”
พอเห็นสายตาองค์หญิงอวี้หลัวที่มองอย่างชอบใจ ต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกละเหี่ยใจ… เด็กเอ๋ยเด็ก แค่พูดยิ้มๆ ออก
มาก็รู้แล้วว่าต้องการสื่ออะไร
ต้วนชิงหมิงรับมาก็มองออก ว่ากล่องบุษราคัมใบนี้ราคาต้องสูงลิ่บลิ่ว นางจึงพูดปฏิเสธขึ้นมา “องค์หญิงจะให้
ของชิ้นนี้กับชิงหมิงทำไมกัน องค์หญิงก็รู้ดีว่าชิงหมิงมีเครื่องประดับพอสมควรแล้วนิเพคะ”
“ใครบอกกันละว่านี่เป็นเครื่องประดับ เจ้าลองเปิดดูด้านในก่อนค่อยว่ากัน” องค์หญิงอวี้หลัวยิ้มเจ้าเล่ห์
ด้วยความจนปัญญา ต้วนชิงหมิงจึงต้องเปิดออกมาดู ปรากฏว่านางชอบของในนั้นทันที
ด้านในกล่องบุษราคัมมีเพียงกำไลธรรมดาหนึ่งวงในนั้น ถึงแม้จะเป็นกำไลที่ทำจากเงิน ดูแล้วแสนธรรมดาไม่น่า
เข้ากับต้วนชิงหมิงได้เลย
แต่กำไลวงนั้น หากมองก็รู้ได้ว่ามาจากช่างที่มีฝีมือชั้นเยี่ยม แม้ดูภายนอกจะแสนธรรมดา แต่หากมองอย่างพินิจ
พิเคราะห์จะพบลายเส้นที่บรรจงตอกอย่างประณีต