การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 524 พบเจอภยันตราย
องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกปวดหัวกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเล่าออกมา ทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความประหลาดใจ
ทำให้องค์หญิงอวี้หลัว รู้สึกทึ่งในต้วนชิงหมิงขึ้นไปอีก องค์หญิงคิดไม่ถึงว่าแม้ต้วนชิงหมิงอายุไม่มาก แต่นางกลับมีความ
รู้ที่กว้างขวาง
เหอะ เหอะ! หากพี่ชายของนางได้แต่งกับต้วนชิงหมิง นางคงเป็นมีเรื่องที่ได้ฟังจนไม่รู้จบอย่างแน่นอน
องค์หญิงอวี้หลัวแอบหัวเราะคิกคักดีใจกับความคิดที่วางเอาไว้ จนไม่รู้ว่าจะอธิบายความตื่นเต้นดีใจนี้ได้อย่างไร
นางแอบเหล่มองไปพี่ชายแวบหนึ่ง จากนั้นแวบไปที่ต้วนชิงหมิงต่อ องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกว่าพี่ชายของนางกับต้วน
ชิงหมิงเป็นบุพเพสันนิวาสที่ถูกสร้างมาคู่กัน เห็นทีพี่ชายคงได้อุ้มหญิงงามกลับไป
องค์หญิงอวี้หลัวเพ้อคิดและพยักหน้าไปมาอยู่คนเดียว จากนั้นจึงถามต้วนชิงหมิงขึ้น “ชิงหมิง เจ้าเคยไปเที่ยวมา
หลายที่ใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงคิดในใจ คำถามนี้คงไม่รวมถึงการไปเที่ยวในชาติที่แล้วกระมัง นางส่ายหน้าตอบกลับไปเพียงว่า
“เหอะ เหอะ!ที่จริงแล้วหม่อมฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่ามากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่คงไปเที่ยวในความฝันเพคะ”
สำหรับต้วนชิงหมิงแล้ว เรื่องราวในอดีตชาติเป็นเหมือนฝันครั้งหนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ นางยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า
เรื่องในอดีตชาติเป็นเพียงฝันร้าย หรือว่าตอนนี้นางกำลังนอนฝันหวานอยู่กันแน่?
องค์หญิงอวี้หลัวหัวเราะอย่างชอบใจกับคำตอบที่ซื่อบื้อของต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง เจ้านี่ช่างน่าขันเสียจริง… หาก
เจ้าฝันถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นมาจริง ทำไมถึงยังจำลายละเอียดต่างๆ เหมือนเคยไปทำมาด้วยตัวเองเล่า… ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้าว่าเจ้า
คงเคยไปที่นั่นมาก่อนแล้ว”
ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวตัดสินใจทุบหม้อข้าวเค้นหาความจริง จนต้วนชิงหมิงถึงกับ
ปวดขมับขึ้นทันใด เห็นทีต้องหาวิธีเปลี่ยนเรื่องที่คุยถึงจะถูก
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันไปถามยิ้มๆ กับองค์หญิงอวี้หลัว “ใช่แล้ว องค์หญิง ท่านใช้ชีวิตอยู่ทุ่ง
หญ้าเคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างไหมเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ยินสีหน้าได้ถอดสีทันที นางส่ายหน้าไปมาจนปินที่เสียบอยู่กวัดแกว่งไปมา ก่อนพูดอย่างเศร้า
สร้อย “ข้าไม่เหมือนกับเจ้าเลย… พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ออกมาข้างนอก นอกจากทุ่งหญ้าแล้ว ข้าก็ไม่เคยไป
ที่ไหนเลย”
ต้วนชิงหมิงจึงพูดยิ้มอีกครั้ง “ทุ่งหญ้าก็ดีนี่หน่าเพคะ”
พอพูดถึงทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ องค์หญิงอวี้หลัวกลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จนรีบคว้ามือของต้วนชิงหมิง เริ่มพรรณนา
ออกมา “ชิงหมิงเอ๋ย ที่ทุ่งหญ้าช่างแสนงดงามเหลือเกิน… เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ใบหญ้าจะเริ่มแตกหน่อ ทุกหนทุก
แห่งจะเต็มไปด้วยความเขียวขจี ดอกไม้ปั่าจะเริ่มแข่งกันผลิบาน ช่างเป็นภาพที่งดงามจับตา ฤดูนี้ในทุ่งหญ้า พวกเรามัก
แข่งขันขี่ม้า ฝูงม้าทะยานโฉบเฉี่ยวไปมา เสื้อผ้าโบกพริ้วปลิวไสวไปตามลม ช่างคงไม่รู้หรอกว่านั่นน่าจับใจเพียงใด”
องค์หญิงอวี้หลัวเล่าไปด้วยใบหน้าที่เงยขึ้น ราวกับกำลังโบยบินอยู่เหนือทุ่งหญ้า… ใช่แล้ว ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่จน
สามารถรับทุกคนได้ไม่จำกัด ต้วนชิงหมิงหากเจ้าได้ไปอยู่จะต้องหลงรักอย่างแน่นอน
ต้วนชิงหมิงยื่นมือไปจับองค์หญิงอวี้หลัว สาธยายว่า “หม่อมฉันเคยได่อ่านบทกวีเกี่ยวกับทุ่งหญ้าที่กล่าวว่า
ท้องฟั้าสีครามสด ในทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมโชยพัดทุกทิศ ฝูงวัวแกะเดินขวักไขว่… ภาพในบทกวีพรรณนามาคงน่าหลงใหล
มาก ใช่ไหมเพคะ?”
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังก็ยิ่งภูมิใจขึ้นมา จึงตอบกลับว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เมื่อถึงหน้าฤดูใบไม้ร่วงก็จะงดงามไปอีก
แบบหนึ่ง เมื่อเจ้าทอดสายตามองไปจะพบว่า ลมโชยทุ่งหญ้าเหลืองอร่าม บิดพริ้วปลิวไสวดั่งเกลียวคลื่น เวหาสูงไกลอยู่
ลิบตา สรรพสัตว์นานาต่างเบิกบาน”
ต้วนชิงหมิงยิ้มออกมาตรงมุมปาก ราวกับความคิดของนางและองค์หญิงอวี้หลัวได้เหมือนกลับไปเหยียบยํ่าที่ทุ่ง
หญ้า
พอเอ่ยถึงทุ่งหญ้อันกว้างใหญ่ องค์หญิงอวี้หลัวก็อดคิดถึงขึ้นมาไม่ได้ นางจึงก้มหน้าถอนหายใจ “เห้อ! ถ้ารู้สึก
คิดถึงบ้านเกิดขึ้นมาแล้วสิ”
ต้วนชิงหมิงจึงเอื้อมมืออีกข้างเข้าไปลูบฝั่ามือขององค์หญิงอวี้หลัว ก่อนพูดปลอบเสียงแผวเบา “อยู่ที่อื่นมานาน
ย่อมคิดถึงบ้านเกิดเป็นธรรมดา… แต่บ้านก็คือบ้านจะไม่หนีหายไปไหน ดังนั้นหากได้ออกมาแล้วก็จงเห็นใต้หล้าให้มาก
จะได้ไม่เสียใจเมื่อถึงคราวต้องกลับไปเพคะ”
องค์หญิงอวี้หลัวพยักหน้ารับเห็นด้วยช้าๆ โดยๆม่ได้พูดสิ่งใดต่อ
ด้านชิงตั๋วกับเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดเหมือนกัน เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังหลับตาเหมือนกำลังเติมพลัง แต่ชิงตั๋ว
กลับตั้งใจฟังหญิงทั้งสองคนพูดคุยอย่างตั้งใจ ชั่วพริบตาเดียว ต้วนชิงหมิงทำให้เขารู้สึกทึ่งกับนางขึ้นไปอีก
เป็นที่รู้ว่า สตรีที่สูงศักดิ์ไม่ค่อยได้ออกไปไหนและมักเก็บตัวอยู่ในจวน ทว่าต้วนชิงหมิงกลับสามารถพรรณนาทุ่ง
หญ้าได้เหมือนจริง จนชิงตั๋วรู้สึกอัศจรรย์ใจ
ทางด้านเหยียนหลิ่งอวี๋ที่หลับตาฟังอยู่เรื่อยมา ถึงกับขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เท่าที่เขาสืบทราบ ต้วนชิงหมิงผู้นี้แทบไม่เคยได้ออกจากจวนไปไหน จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องออกไปเที่ยวนอกเมือง
ไปไกลถึงทุ่งหญ้าเลย แต่ทำไมฟังจากนํ้าเสียงที่นางเล่า กลับดูคุ้นเคยกับทุ่งหญ้า ที่สำคัญก็คือ บางสถานที่หรือบางคนที่
ต้วนชิงหมิงเอ่ยถึง กลับมีความกังวลและความเคียดแค้นแฝงอยู่ในนั้นด้วย
อารมณ์ความรู้สึกนี้ ต้วนชิงหมิงเก็บซ่อนได้ลึกมากมาโดยตลอด แต่คราวนี้กลับถูกเหยียนหลิ่งอวี๋จับได้แล้ว
ตั้งไหนแต่ไร เหยียนหลิ่งอวี๋มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นในทุกเรื่องอย่างแรงกล้า นี่เป็นครั้งแรก ที่เขารู้สึกกระหายใคร่
รู้เรื่องในอดีตของนางขึ้นมา
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงเอาแต่ให้ความสนใจกับการคุยกับองค์หญิงอวี้หลัว จนลืมไปว่าในรถม้ามีชายสองคนนั่งอยู่
ด้วย จู่ๆ ต้วนชิงหมิงรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมา เมื่อนางเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ต้องผงะกับสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่
จ้องมองอย่างจริงจัง
หัวใจของต้วนชิงหมิงเต้นระรัว “ตึก ตึก ตึก” ไม่เป็นจังหวะ เหมือนว่าสิ่งที่นางพูดออกมาเมื่อครู่จะมากเกินไป
แล้ว
สีหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นมา จนต้องรีบดึงม่านออก เพื่อมองไปชมทิวทัศน์ด้านนอกแทน
เมื่อต้วนชิงหมิงหันไปด้านนอกได้ไม่นาน สายตาของนางถึงกับต้องหยุดชะงักลง… เวลานี้ รถม้าได้ขับออกประตู
เมืองมาแล้ว และกำลังสัญจรอยู่ทางคับแคบ ที่รถม้าสามารถผ่านไปได้เพียงคันเดียว ข้างหน้าเป็นทางลดเลี้ยวเคี้ยวลด
ไม่รู้ว่าจะกำลังจะไปที่ใด
พอมองไปที่ภูเขาทั้งสองข้างล้วนเป็นหินสีเทาและสีเหลืองสลับกันไป แต่กลับไม่เห็นดอกไม้ขึ้นแม้สักดอกเดียว
ต้วนชิงหมิงมองออกไปข้างนอกพลางส่ายหน้าไปมา… ไม่ถูก ไม่ถูก ทางเส้นนี้ไปเขื่อนที่มีต้นหลิวและไม่ใช่นอก
เมืองที่มีดอกไม้ผลิบาน ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้กลับแปลกตาอย่างมาก ที่ไม่มีใครคงอยากย่างกายเข้ามา
แค่มองปราดเดียว ต้วนชิงหมิงทราบได้ทันที ว่าไม่ใช่นอกเมืองที่นางต้องการไปอย่างแน่นอน อีกอย่างก็ไม่ใช่ที่ที่
ทั้งสี่คนกำลังจะไป
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับไปส่งสายตาให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นนัยว่า เส้นทางนี้ไม่ใช่ทางที่พวกเราต้องผ่าน!
เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจสายตาของนาง และทำเพียงยิ้มมุมปากเป็นการตอบ รอยยิ้มนั้นของเขาทำให้ต้วนชิงหมิง
เข้าใจได้ทันที… เหยียนหลิ่งอวี๋รับรู้แล้ว
ครั้งนี้ ต้วนชิงหมิงรู้สึกฉงนใจมากยิ่งขึ้น… เหยียนหลิ่งอวี๋ส่งรอยยิ้มที่บอกว่าเข้าใจแล้วกลับมา?
เช่นนั้น เขาตั้งใจให้คนขับรถม้าตั้งใจพาพวกเรามาที่นี่?
แต่ว่า คนขับรถม้าต้องพาพวกเราสี่คนไปที่ไหน และวางแผนจะทำอะไรกันแน่?
ต้วนชิงหมิงเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา จนหันไปทางองค์หญิงอวี้หลัวโดยไม่รู้ตัว
องค์หญิงอวี้หลัวเหมือนยังไม่รู้ถึงความผิดปกตินี้ แต่ว่าชิงตั๋วกลับใช้ภาษาของคนทุ่งหญ้า พูดแผ่วเบาไปประโยค
หนึ่ง
ทันใดนั้น องค์หญิงอวี้หลัวพลิกมือของต้วนชิงหมิงขึ้นมา และใช้มืออีกข้างเขียนลงฝั่ามือนาง “อีกประเดี๋ยว เจ้า
ตามข้ามา”
ฝั่ามือของต้วนชิงหมิงในเวลานี้ เต็มไปด้วยเหงื่อที่แตกท่วมไปหมด แต่นางยังคงมององค์หญิงอวี้หลัวด้วยสีหน้า
เรียบนิ่งและพยักหน้าเป็นการตอบ
เมื่อเห็นสองสาวเข้าใจกันแล้ว ชิงตั๋วกับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ฝังตรงข้ามก็หันหน้ายิ้มให้กัน
รถม้าคันนี้ผิดปกติ คนขับรถม้าทำตัวประหลาด เส้นทางการเดินผิดเพี้ยนไป เรื่องเหล่านี้ องค์ชายทั้งสองคนต่าง
รับรู้ได้ตั้งแต่รถม้าเคบื่อนตัวออกจากจวนต้วนแล้ว