การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 525 ศัตรู
อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขาออกจากประตูชวนมา ขอเพียงไวต่อการสังเกตเสียหน่อย ย่อมมองออกได้โดยไม่
ยากว่าคนขับรถม้าถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว
ต่อให้คนอื่นนอกจวนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนในจวนต้วนที่ใช้รถม้าและนั่งรถม้าเป็นประจำ น่าจะรับรู้ได้ก่อน
ใคร
คนขับรถม้าที่แปลกหน้า มือที่หนาหยาบและแผ่ซ่านความไม่เป็นมิตร… ทั้งหมดนี้มิสามารถปิดบังองค์ชายทั้งสอง
คนที่เก่งกาจได้หรอก
ตั้งแต่ที่องค์ชายทั้งสองรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้ ก็รีบตัดสินใจบางอย่างในทันที ขณะเดียวกันได้หันหน้ามาสบตา
อย่างเข้าใจ โดยไม่กระโตกกระตากออกมาให้ผิดสังเกต
เพราะว่าพวกเขากำลังรอคอยดูอยู่ ว่าตัวการที่ต้องการเล่นงานพวกเขาตัวจริงเป็นใครกันแน่ ที่บังอาจใจกล้าบ้า
บิ่นมาลอบทำร้ายพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาอยากรู้คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ต้องการปลิดชีพใครกันแน่
บรรยากาศในรถม้าค่อยๆ แปลกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ต้วนชิงหมิงจับมือขององค์หญิงอวี้หลัวไว้แนบแน่น เพื่อไม่ให้องค์หญิงวู่วาม ส่วนสายตาของชิงหมิงกลับจ้องมอง
ไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋
ต้วนชิงหมิงอยากรู้เหลือเกิน ในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋เวลานี้ กำลังคิดวางแผนรับมืออย่างไร นางอยากรู้อีกว่า คน
ขับรถม้าคันนี้ต้องการพาพวกเขาไปที่ใดกันแน่
ทันใดนั้น คนขับรถม้าได้ดึงเชือกบังเหียนม้าขึ้นโดยฉับพลัน ราวกับถึงสถานที่ที่ได้นัดแนะเอาไว้
เสียงม้าร้องดัง “ฮี่ ฮี่ ฮี่” ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง ต้วนชิงหมิงมองทะลุผ่านม้านออกไป เห็นคนขับรถม้ากระโดดลง
รถ จากนั้นใช้แส้ฟาดม้าอย่างสุดกำลัง ส่วนคนขับรถม้าได้วิ่งหนีไปอีกทาง
รถม้าที่สูญเสียการควบคุมก็เริ่มวิ่งอย่างบ้าคลั่งด้วยความเจ็บปวด ความเร็วที่ม้าก้าวกระโดดทำให้รถม้าสั่นโคลง
เคลงจนต้วนชิงหมิงเกือบหกคะเมนตีลังกา นางเอื้อมมือคว้าองค์หญิงอวี้หลัวเข้ามาจับไว้ จากนั้นทั้งสองคนได้กระเด็น
กระดอนไปตามจังหวะฝีก้าวเท้าของม้า
ในเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋กับชิงตั๋วต่างยืนโคลงเคลงไปมาสั่นไหวไปตามแรงรถม้า หนึ่งในพวกเขาสองคนได้ยื่นมือ
ไปจับประตูไว้ได้ จึงผลักออกไปอย่างสุดแรงเกิด
สายลมที่เหน็บหนาวได้พัดผ่านข้างหูไปอย่างเร็วรวด
รถม้าในตอนนี้กำลังกระแทกหินไปมาอยู่หลายตลบ จนต้วนชิงหมิงเสียอาการจนเกือบใจจะวาย
พอได้ยินเสียง “ตึ้ง” ดังขึ้น ต้วนชิงหมิงได้กระเด้งกระดอนไปมา เจ็บเนื้อเจ็บตัวไปหมด ผิวพรรณอันอ่อนนุ่ม
กระแทก จนกระดูกหักเสียงดังขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงกัดฟันแน่น โดยไม่ร้องออกมาด้วยความตกใจ นางหลับตาปีรีบคว้ามือไปกอดคนข้างกายเอาไว้ แล้ว
เกลือกกลิ้งไปมากับพื้นอยู่หลายตลบ
ร่างกายของนางในเวลานี้ ไม่รับรู้สึกถึงความเจ็บปวดอันใด
เพราะต้วนชิงหมิงได้อยู่ในอ้อมกอดของคนคนนั้น เขาจึงรับความเจ็บปวดทั้งหมดไปแทนนาง
เพียงแต่ว่า อันตรายนี้ยังนับว่าไม่ได้สิ้นสุดลง
ทั้งสองคนกำลังกลิ้งเกลือกอยู่ไปมาหลายตลบ หลังจากนั้นมีเสียงบางอย่างดัง “ปิว ปิว” ตามมาติดๆ
ต้วนชิงหมิงร้องถามด้วยความตกใจอย่างมาก “เจ้าเป็นยังไงบ้าง?”
คนคนนั้นไม่ได้ตอบกลับอะไรแม้แต่คำเดียว
ทั้งสองคนได้กอดกันเกลือกกลิ้งไปมาจนหยุดลงในที่สุด
ข้างหูมีเสียงลมพัดกรรโชกวูบไหวด้วยความหนาวเหน็บ จนต้วนชิงหมิงรู้สึกหวาดกลัวให้ไม่น้อย… เห็นที พวกนั้น
คงมาแล้วสิน่ะ!
ต้วนชิงหมิงถูกทับร่างจนหนักแทบหายใจไม่ออก นางพยายามขยับตัวพลิกไปทางด้านขวา
จากนั้น มีเสียงกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาพูดขึ้น “อย่าขยับ!”
หัวของต้วนชิงหมิงถูกกดให้นอนอยู่กับที่แน่นิ่ง นางรู้สึกได้ถึงหยดนํ้าฝนไหลกระทบใบหน้าของนาง ให้ความรู้สึก
เย็นชื่น อบอุ่นและกลิ่นคาวผสมปนเปมา ต้วนชิงหมิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น จึงเห็นมีที่พยายามกดหัวนางไว้ ชะโลมไป
ด้วยเลือดที่ยังคงไหลไม่หยุดลงมาที่ใบหน้าอันขาวเนียนของนาง
“ห๊ะ… เจ้าบาดเจ็บแล้ว?” ต้วนชิงหมิงถามอย่างตระหนก
จากนั้นเสียง “ฉู่ๆๆๆ” ได้ดังขึ้นข้างหู ตามมาด้วยเสียงผู้ชายที่ดังมาจากไกลๆ “ฮ่า ฮ่า! เหยียนหลิ่งอวี๋ไสหัวออก
มาเดี๋ยวนี้… ข้าเห็นเจ้าแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงยิ่งตระหนกขึ้นไปเป็นเท่าตัว… คนพวกนี้ ในเมื่อเจอตัวเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว แต่ทำไมยังไม่ลงมือ เหมือน
กำลังรออะไรอยู่อย่างนั้นหรือ?
ได้ยินเสียงของคนเหล่านั้น ก็พอทราบได้ว่าน่าเป็นศัตรูของเหยียนหลิ่งอวี๋ บัดนี้คงกำลังเดินตามหาตัวแล้ว
ชิงตั๋วกับองค์หญิงอวี้หลัวอยู่ที่ไหนกัน?
เหยียนหลิ่งอวี๋กับชิงตั๋วเลือกที่จะกระโดดลงมาจากรถม้าคนละทาง ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่น้องคู่นั้นจะเป็นตายร้ายดียังไง
ในเมื่อเปั้าหมายของคนเหล่านี้คือเหยียนหลิ่งอวี๋ อย่างนั้น ไม่แน่ว่าจนถึงตอนนี้ พวกนั้นคงยังไม่พบตัวชิงตั๋วกับ
องค์หญิงอวี้หลัว
ต้วนชิงหมิงคิดได้ดังนี้จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก… ไม่ว่าจะหนีไปไหน ย่อมดีกว่าถูกจับได้เป็นไหนๆ
เพียงแต่ว่า คนเหล่านั้นยังคงวนเวียนไปมาอยู่แถวที่เกิดเหตุ เสียงเท้าที่เหยียบยํ่าดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ต้วนชิงห
มิงใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ นางกำมือทั้งสองไว้แน่นจนเหงื่อไหลเต็มมือ พอนางอยากเงยหน้าขึ้นมองดูเหตุการณ์ กลับถูก
กดให้ก้มลงไปดังเดิม
เสียงร้องหาตัวของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความระแวงระวัง “เหยียนหลิ่งอวี๋วางใจได้ วันนี้ที่ข้ามาไม่ได้ต้องการมา
เอาชีวิตเจ้า ข้าแค่ต้องการธนูชวนเย่ว์กงเท่านั้น เจ้าเอาของชิ้นนั้นมาให้ข้า จากนั้นพวกข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปแต่โดยดี”
ชายคนนั้นพูดได้ด้วยพลางเดินเสาะหาไปด้วย ต้วนชิงหมิงถึงเข้าใจขึ้นมาในทันใด ที่แท้ อีกฝั่ายไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่
ตรงไหน คำพูดที่ตะโกนออกมา เพียงต้องการให้เหยียนหลิ่งอวี๋ปรากฏตัวขึ้นมาเท่านั้น โชคดีที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ติดกับดัก
ตื้นเขินแบบนั้น
หัวของต้วนชิงหมิงยังคงถูกเหยียนหลิ่งอวี๋กดอยู่อย่างนั้น มิอาจเงยหัวขึ้นมาได้ ทำเอาจมูกของนางเกือบสัมผัส
โดนหินที่อยู่ตรงหน้าและสูดดมกลิ่นหินกลิ่นดิน จนแทบอยากอาจเจียนออกมา
ท่านี้ค้างอยู่แบบนั้นเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน จนกระทั่งต้วนชิงหมิงรู้สึกแข็งทื่อไปทั้งตัว นางจึงกัดฟันพยายาม
พลิกตัวอย่างช้าๆ จนมาบรรดากับใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เบะปากใส่นาง
ต้วนชิงหมิงไม่กล้าพลิกตัวกลับไปอีกครั้ง จึงทำเพียงเขยิบตัวให้ออกห่างไป แต่พอนางเขยิบตัวกลับถูกมือกดให้
อยู่นิ่งๆ “อย่าขยับ!”
เสียงนั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ต้วนชิงหมิงรู้สึกคันหูอยากเกา แต่ก็ขยับตัวไม่ได้
นางอยากหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ แต่ว่าต้องตกใจอย่างหนักกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า
ที่แท้ นางกับเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังห้อยโตงเตงอยู่ตรงหน้าผา หากเป็นคนปกติธรรมดาคงห้อยอยู่ไม่นานก็ร่วงตกลง
ไปแล้ว แต่ในเวลานี้ ทั้งสองคนกลับยันหินตรงหน้าผาทรงตัวเอาไว้ได้อยู่
เมื่อเห็นท่าใกล้จะร่วงของนาง เหยียนหลิ่งอวี๋กัดฟันแน่น รวบรวมแรงที่มือทั้งหมดยื่นมือเข้าไปคว้าต้วนชิงหมิงที่
ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน ให้กลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง
ด้วยความกลัวสุดขีดของต้วนชิงหมิง จึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเหยียนหลิ่งอวี๋ ครั้งนี้นางยอมซบอก
ของเขาแต่โดยดี