การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 523 เที่ยวชมนกชมไม้
เมื่อเห็นสายตาที่เกินคาดคิดของชิงตั๋ว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงทำหน้าเข้มพูดเตือนสติเขาขึ้นมา “แต่เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ
โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียวคือ นางจะไม่เป็นคนเริ่มก่อเรื่องก่อน!”
ชิงตั๋วพยักหน้ารับอย่างนั้นอยู่หลายต่อหลายที
เพราะต่างก็เป็นที่รู้ว่า ภายในวังหลังล้วนเต็มไปด้วยอันตรายทุกย่างก้าว หากไม่ระมัดระวังตกลงไปในกับดักที่คน
อื่นวางเอาไว้ จะกลายเป็นหมากตัวหนึ่งของคนอื่นภายในทันที
ถ้ามีคนอื่นตั้งใจใส่ร้ายปั้ายสี เรื่องนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ย่อมสามารถช่วยเหลือได้ แต่ถ้าองค์หญิงอวี้หลัวเป็นฉนวน
สร้างเรื่องขึ้นมาก่อน ต่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องการยื่นมือเข้าไปช่วยมากเพียงใด ก็คงมิสามารถทำอะไรได้
เนื่องจากสตรีที่ใช้ชีวิตอยู่ไหนวังหลังมาหลายปีหรือถึงสิบปี ย่อมไม่ง่ายที่จะรับมือ ไม่แน่ว่า หากเหยียนหลิ่งอวี๋
ตามไปช่วยถึงที่เกิดเหตุแล้ว องค์หญิงอวี้หลัวอาจไม่มีลมหายใจไปแล้วก็เป็นได้
ระหว่างที่องค์ชายทั้งสองคนกำลังสนทนากันเสียงเบา ทันใดนั้น องค์หญิงอวี้หลัวกลับส่งเสียงร้องตกใจออกมา
“โอ้โห ชิงหมิง เจ้างามเหลือเกิน!”
องค์ชายทั้งสองคนหันหน้าขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ก็พบต้วนชิงหมิงที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้อง
ต้วนชิงหมิงสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน เสื้อคลุมเป็นตาข่ายสีเหลืองอ่อน บนชุดปักบุปผาใหญ่สีม่วง ช่วยขับให้
ผิวพรรณของนางดูสว่างสดใสขึ้นไปเป็นกอง
ผมที่สลวยยาวเกล้าขึ้นเป็นจุกอย่างเรียบง่าย เสียบด้วยปินมรกตที่มีสายระย้าลงมา องค์ประกอบอขงเสื้อผ้า
หน้าผม เครื่องประดับทำให้นางดูอรชรบอบบาง จนองค์หญิงอวี้หลัวร้องออกมาด้วยความตกใจ ทำเอาต้วนชิงหมิงเขิน
หน้าแดงจนทำตัวไม่ถูก
ชิงตั๋วกับเหยียนหลิ่งอวี๋ต่างไม่ละสายตาจากต้วนชิงหมิง ราวกับกลัวว่าหากกระพริบตาแล้ว นางจะกลับกลายเป็น
ผีเสื้อโบยบินไม่หวนกลับมาอีก
สายตาที่ชิงตั๋วมองอย่างลุ่มหลงและชื่นชมในตัวนาง เขารู้สึกเสียดายที่มิอาจทำตามเสียงหัวใจได้อีกต่อไป ส่วนเห
ยียนหลิ่งอวี๋จ้องจนตาทั้งสองข้างลุกวาวเป็นประกายออกมา
ด้านต้วนชิงหมิงรู้สึกเขินจนแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อขึ้นอย่างช้าๆ นางรับรู้ได้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจ้องมองมา
นางจึงได้แต่ยิ้มจางๆ ออกมาเป็นมารยาท
ด้านนอกห้องนั้น เสมือนมีมวลบุปผานานาพันธุ์ได้ผลิบานแรกแย้มเป็นการต้อนรับใบไม้ผลิที่มาถึง แสงตะวันสาด
ส่องทอดลงมาตรงแก้มทั้งสองที่ขาวเนียน ราวกับบุปผาที่พร้อมแย้มยิ้มในรุ่งเช้า ส่วนดวงตาที่สุกสกาว อบอุ่นและสงบ
นิ่ง ต่างแฝงความอบอุ่นราวกับบุปชาติที่รอคอยส่งกลิ่นหอมหวานให้ขจรขจายไปทั่วทุกทิศยามต้องแสง
ทุกคนที่ได้เห็นต่างตะลึงพรึงเพริดตกเข้าไปอยู่ในภวังค์แห่งความลุ่มหลง
องค์หญิงอวี้หลัวเดินขึ้นมาก้าวหนึ่ง ก่อนจับมือของต้วนชิงหมิงและพูดชมมิขาดปาก “ชิงหมิง ชุดของเจ้าสวยกว่า
ของของข้าเป็นไหนๆ”
“นี่เป็นเพียงความคิดขององค์หญิงคนเดียวเพคะ องค์หญิงสามารถถามคนอื่นๆ ดูได้เลย” ต้วนชิงหมิงตอยยิ้มๆ
องค์หญิงอวี้หลัวจึงเดินไปยืนตรงหน้าชิงตั๋วและเหยียนหลิ่งอวี๋ พร้อมกับถามขึ้น “เห้อ พวกเจ้าสองคนลองบอก
มาสิ องค์หญิงอย่างข้ากับต้วนชิงหมิงใครงดงามกว่ากัน?”
คำตอบได้ชัดเจนอยู่ในตัวของมันโดยไม่ต้องตอบเลย เมื่อเทียบความน่ารักขององค์หญิงอวี้หลัวกับความสง่างาม
ของต้วนชิงหมิง องค์หญิงอวี้หลัวห่าชัดกับต้วนชิงหมิงจนเทียบไม่ติด แต่พอได้ยินที่องค์หญิงอวี้หลัวถามขึ้น ชิงตั๋วกลับ
ทำหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะหันกลับไปตอบว่า “อวี้หลัวกับชิงหมิงล้วนสวยด้วยกันทั้งคู่ ถ้าเทียบกันแล้ว พี่คนนี้คง
บอกได้ว่า… สวยงามกันไปคนละแบบ”
องค์หญิงอวี้หลัวคลายคิ้วที่ขมวดลง แล้วหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจ
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่ได้มีกระจิตกระใจตอบคำถามนี้ เขาหันหลังและเดินไปตรงประตูทางออก
องค์หญิงอวี้หลัวยิ้มแย้มกับคำตอบที่ได้ยินจากปากชิงตั๋ว ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาได้ทันที ไม่
อยากให้ใครได้เห็นความงามที่ต้วนชิงหมิงมี
ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ทอดสายตามองต้วนชิงหมิง พร้อมกับเห็นชิงตั๋วมองนางอย่างเคลิบเคลิ้ม ทำให้เหยียน
หลิ่งอวี๋รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันใด
ทั้งสี่คนเดินออกไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน โดยที่เหยียนหลิ่งอวี๋มีสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดี เขากับชิงตั๋วนั่งติดกัน องค์หญิง
อวี้หลัวจับมือต้วนชิงหมิงลากไปนั่งด้วยกัน จากนั้น รถม้าได้ขับออกจากเมืองหลวงออกไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางผ่าน
ตลาดและซอยเล็กซอยน้อยที่คึกคักเป็นจำนวนมาก
เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่ชอบไม่ชอบความพลุกพล่าน แต่เวลานี้ องค์หญิงอวี้หลัวกลับถามนู้นถามนี่ต้วนชิงหมิงไม่
หยุดหย่อน
โดยปกติ ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ไม่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวจะพูดอะไร นางเพียงยิ้มน้อยๆ เป็นการตอบ ถ้า
ไม่พยักหน้าก็จะตอบอย่างสั้นกระชับได้ใจความ
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เดินทางรอนแรมจากทุ่งหญ้ามาที่ต้าเซี่ย นางจึงเล่าเรื่องระหว่างทาง
ทั้งหมดให้ต้วนชิงหมิงฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ต้วนชิงหมิงนั่งรับฟังและตอบกลับบ้าง ถึงแม้นางจะพูดจาน้อย แต่ทุกครั้งที่พูดออกมาต่างทำให้ทุกคนยอมรับ
อย่างไร้กังขา
องค์หญิงอวี้หลัวเล่าขึ้น “ชิงหมิง เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าที่ทุ่งหญ้านั้น พอเข้าหน้าหนาวหิมะจะตกเป็นชั้นจนหนา พอ
เจ้าออกไปยืนมองที่ประตูจะพบว่าเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา”
“ปีนี้หิมะตกครั้งใหญ่ จนเกือบเป็นภัยพิบัติไปแล้ว… แต่ว่าหม่อมฉันทราบมาว่ามีอยู่สถานที่หนึ่ง ที่หิมะตกลงมา
แล้วละลายอย่างรวดเร็ว จนพื้นที่เจิงนองไปด้วยนํ้า” ต้วนชิงหมิงเล่าเสียงนิ่ง
องค์หญิงอวี้หลัวไม่เคยได้ยินว่ามีสถานที่แบบนี้ จึงตาโตถามขึ้นอย่างสงสัย “ที่ไหน ที่ไหนเหรอ ใช่ทะเลหรือ
เปล่า? ข้าได้ยินมาว่าหิมะมิอาจทำให้ทะเลจับตัวแข็งได้ หากคนตกลงไปในทะเลก็จะหายวับไปกับตาใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ยิ้มเล็กน้อย “ไม่ใช่ทะเลหรอก แต่เป็นทะเลสาบเกลือที่เจ้อเปั่ยต่างหาก ที่นั่นไม่ว่าหิมะตกลง
มามากมายเพียงใดก็ละลายอยู่ดี พอถึงหน้าร้อน ที่นั่นจะอุณหภูมิสูงเปั้นพิเศษ และเมื่อมองไปที่ทะเลสาบจะพบบุปผา
นานาพันธุ์ผลิบานเพคะ”
ในชาติที่แล้ว ต้วนชิงหมิงเคยไปทะเลสาบเกลือที่นี่ครั้งหนึ่ง จากนั้นได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่ง เพื่อหาวิธีการทำ
เกลือให้ไม่ต้องมีราคาที่สูงยากจับต้องได้
เกลือในเวลานั้นแบ่งออกเป็นเกลือของทางการและเกลือของชาวบ้าน จึงเป็นที่โก่งราคาของพ่อค้าเกลือหน้า
เลือด ส่วนต้วนชิงหมิงไม่กล้าซื้อตํ่าขายแพง นางจึงไปทำสัญญาการซื้อขายเกลือกับทางการ โดยให้นางเป็นคนนำเกลือ
มาขายในราคายุติธรรม แม้จะพูดเป็นเรื่องง่าย แต่ว่าในแต่ละปี นางจะต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปให้บรรดาขุนนางเป็นค่านํ้า
ร้อนนํ้าชา
เมื่อคิดถึงเรื่องในชาติที่แล้วขึ้นมา ต้วนชิงหมิงกลับถอนหายใจขึ้นมา นางมองไปใบหน้าอันใสซื่อบริสุทธิ์ขององค์
หญิงอวี้หลัว ก็อดไม่ได้ที่จะสงสารขึ้นมา
พอองค์หญิงอวี้หลัวได้ยินเรื่องทะเลสาบเกลือก็พลันดีใจในทันที จึงถามอย่างอยากรู้ว่า “มีที่แบบนี้ด้วยเหรอ…
ทำไม ข้าถึงไม่รู้มาก่อนเลย?”
ชิงตั๋วหันไปมองน้องสาวด้วยความจนปัญญา เขาอยากพูดกับนางว่า ใต้หล้าแห่งนี้ช่างหว้างใหญ่ไพศาล เรื่องที่
นางไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมาย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นขององค์หญิงอวี้หลัว นางจึงหันไปถามต้วนชิงหมิง “โห เยี่ยมไปเลย อย่างนั้นถ้าไป
ถึงที่นั่นก็สามารถหยิบเกลือมากินได้นะสิ?
“เกลือที่นั่นยังไม่สามารถทานได้ ยังต้องผ่านกรรมวิธีก่อนเพคะ อีกอย่างทะเลสาบเกลือ มีเป็นนํ้าที่มีรสจืด ยังมี
อีกที่ที่ห่างออกไป ที่นั่นเป็นทะเลเกลือ ที่นั่นมีกว่าเยอะกว่าที่นี่มากมายเพคะ” ต้วนชิงหมิงอมยิ้มตอบ
องค์หญิงอวี้หลัวได้ฟังก็ลิ้นแลบลิ้นปลิ้นตาให้ สำหรับนางนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงไม่ค่อยเข้าใจ
เรื่องเกลือ ตอนนี้นางนึกออกเพียง เกลือเป็นสิ่งที่ใส่ในอาหารเพื่อเพิ่มความหอม แต่ใส่มากไปอาจทำให้อาหารเค็มปีจน
ทานไม่ได้ ดังนั้น องค์หญิงอวี้หลัวจึงไม่เคยสนใจวิธีการทำเกลือแม้แต่น้อย