การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 527 ธนูซุ่มโจมตี
ธนูเหล่านั้นชนเข้ากับหน้าผาจนกระเด็นกระดอนผิดทิศผิดทางไป
สายตาของต้วนชิงหมิงหรี่ลงด้วยความตกใจ นางหันหน้ากลับไปพบเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังมองมาที่นาง
สายตาคู่นั้นทำต้วนชิงหมิงตกใจอยู่มิน้อย
ที่แท้ หลังของเหยียนหลิ่งอวี๋ มีธนูปักเข้ามาหนึ่งดอก… ไม่รู้ว่าเป็นธนูที่ถูกยิงมาเมื่อครู่หรือเปล่า?
ด้วยความร้อนรนใจ นํ้าตาของต้วนชิงหมิงเหมือนจะไหลออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นนํ้าตาที่ใกล้รินไหลของนาง เลยเอื้อมมือเข้าไปตบที่ไหล่อย่างแผ่วเบา เพื่อบอกเป็นนัยว่า
อันตรายที่อยู่ข้างบนนั้นยังไม่ผ่านพ้นไป ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามานั่งร้องไห้เสียใจ
ต้วนชิงหมิงนํ้าตาเอ่อคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง และตื้นตันจนพูดสิ่งใดไม่ออก
เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ธนูนับร้อยได้ถูกกระหนํ่ายิงเข้ามาแสดงว่าคนเหล่านั้นยังไม่ได้ไปไหนไกล และยังหลบ
ซ่อนตัวอยู่บริเวณนี้ เพื่อรอปลิดชีพเหยียนหลิ่งอวี๋ทันทีที่ปรากฏตัว
ด้านบนของหน้าผามีหญ้าที่เหี่ยวแห้งและสดเขียวขึ้นอยู่เต็มไปหมด จึงพอจะช่วยกำบังอำพรางร่างของเหยียน
หลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิงไว้ได้ ทั้งสองคนยังคงกอดกันเหนียวแน่น แม้ว่าจะเปลืองแรงมากขึ้นไปอีก แต่โชคดีที่คนเหล่านั้นก็
ยังไม่พบพวกเขาเข้า
คนเหล่านั้นมาที่นี่ก็เพื่อธนูชวนเย่ว์กง หากไม่ได้ของสิ่งนี้และชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไป ย่อมไม่เลิกราโดยง่าย
ฉะนั้น ถึงแม้พวกเขาเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิงร่วงจากหน้าผาไปกับตา แต่หากไม่สามารถยืนยันการตาย
ของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ คนเหล่านั้นก็จะไม่ไปไหนเด็ดขาด
แม้ว่าเวลาผันผ่านไปนานเพียงใด คนเหล่านั้นยังคงเฝั้าอยู่ที่เดิม ด้วยกลัวว่าหากพวกเขาจากไป เหยียนหลิ่งอวี๋ที่
หลบซ่อนตัวอยู่จะหนีไปจนตามหาตัวไม่เจอ
ชายคนนั้นจึงบอกกับสมุนของเขาว่า “ค้น ไปค้นให้ทั่วทุกที่จนกว่าจะเจอ!”
พอสิ้นเสียงของชายคนนั้น ต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา ดูท่าแล้วคนเหล่านี้ หากเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ต้อง
พบร่าง หากตายต้องพบศพ
แต่ในชาติที่แล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋เสียชีวิตระหว่างทางกลับมาจากทำสงคราม… ในชาตินี้ ชีวิตของเขาจะจบลงเพียง
เท่านี้?
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการกลับชาติมาเกิดของนาง จึงทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงชะตาชีวิตของเหยียนหลิ่ง
อวี๋ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงใช้สายตาละห้อยมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นยื่นหน้าเข้าไปใกล้ พูดเสียงแผ่ว
เบา “เจ้ามีวิธีเอาตัวรอดไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าเป็นการตอบต้วนชิงหมิง
ไม่ใช่เขาไม่อยากหนีเอาตัวรอด แต่เพราะร่างกายยังไม่ฟืนฟูเต็มที่ จึงไม่อาจหนีการไล่หน้าของคนเหล่านี้ได้พ้น
ต้วนชิงหมิงสีหน้าชะงักไปหลังจากได้ฟัง “เจ้าหนีเอาชีวิตรอดไปคนเดียวก็ไม่ได้รึ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงส่ายหน้าเหมือนเดิม ซึ่งการส่ายหน้าในครานี้สามารถตีความได้สองความหมาย ความหมาย
แรกคือ เขามิสามารถเอาชีวิตรอดเพียงคนเดียว โดยทิ้งต้วนชิงหมิงไว้ลำพัง
ความหมายที่สองคือ เขาได้รับบาดเจ็บมาติดต่อกัน ในเวลานี้กลัวว่าจะมีแรงไม่พอที่จะปืนขึ้นไปข้างบนได้
หลังจากนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ส่วนต้วนชิงหมิงกำลังสอดส่ายสายตามองไปจนทั่ว
เพื่อหาทางรอดให้จงได้
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น แต่ว่าเขาล่วงรู้ในสิ่งที่นางคิดทั้งหมด เขาจึงพูดเสียงแหบแห้ง “ยังไม่ต้อง
ทำอะไรทั้งนั้น”
เมื่อครู่นี้เพียงแค่เสียงตกของเศษหิน ก็ทำให้คนเหล่านั้นระแวดระวังได้มากถึงเพียงนี้ ตอนนี้ หากต้วนชิงหมิงขืน
ยังคิดทำอะไรอีกคงดึงดูดคนพวกนั้นมาทุกคน
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด “อย่างนั้น ตอนนี้ข้าควรทำอะไรดี?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองต้วนชิงหมิงสัพยอกไปว่า “ถ้าเจ้าง่วงนอนก็หลับเสียครู่หนึ่งแล้วกัน”
นึกไม่ถึงว่าเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ยังจะมีกระจิตกระใจพูดเล่นอีก ต้วนชิงหมิงเลยค้อนขวับเข้าให้ทีหนึ่ง ก่อนจะไม่
สนใจเขาอีก
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงหันหน้าไปอีกทาง ไม่ได้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
แขนข้างหนึ่งที่บาดเจ็บของเขา ยังคงรับนํ้าหนักอยู่เป็นเวลานานอยู่อย่างนั้น สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว นับเป็น
งานที่หนักหน่วงและใช้พละกำลังอย่างมาก นี่ยังมิรวมที่ต้วนชิงหมิงชอบขยับตัวไปมา เพิ่มแรงกดดันให้เขามากขึ้นอีก
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ ถอนหายใจออกมาด้วยความเจ็บปวด ในขณะเดียวกัน ด้านบนยังคงมีเสียงก้าวเท้าเดินไป
มา เขาจึงยิ้มเฝือนๆ ออกมา เห็นทีคนเหล่านี้ช่างมีความอดทนที่ไม่ลดละ แต่ไม่รู้ว่าความอดทนนี้ของเหยียนหลิ่งอวี๋จะ
รอกำลังเสริมมาช่วยได้หรือเปล่า?
คนเหล่านั้นยังคงพยายามค้นหาต่อไป และมีการแบ่งอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อลงไปหาร่องรอยข้างล่างหน้าผา… ถ้าใต้
หน้าผานี้ไม่พบร่างของเหยียนหลิ่งอวี๋ นั่นก็อธิบายได้ว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงมีชีวิตอยู่ที่นี่ และไม่ได้หนีหายไปไหน
ด้านบนหน้าผานั้น คนเหล่านั้นได้ใช้ดาบตัดหญ้าเขียวที่ขึ้นจนหายหมดไปในพริบตา แม้แต่หญ้าเหลืองที่แห้ง
กรอบก็ตัดจนราบเตียนไปหมด
หากคนเหล่านั้นคนโรยตัวจากหน้าผาลงมา คงเห็นช่องน้อยๆ ที่เหยียนหลิ่งอวี๋แอบซ่อนตัวอยู่
ต้วนชิงหมิงยังคงอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเหยียนหลิ่งอวี๋ นางพยายามมองไปตำแหน่งที่อยู่ห่างจากหน้าผา
ประมาณสิบจ้าง[1]ต่อให้ใช้เชือกที่ยาวก็ไม่มีทางยาวพอให้หย่อนตัวลงมา หาทั้งสองคนได้เจอ
ตอนนี้ก็เป็นยามอู่สือ[2]แล้ว ดวงตะวันที่ส่องมากลางหัว ได้เคลื่อนตัวคล้อยลงไปด้านหลังหน้าผาแล้ว ในที่สุดต้
วนชิงหมิงก็ทราบได้ว่าเป็นเวลาบ่ายแล้ว
คนเหล่านั้นที่อยู่บนหน้าผายังไม่มีทีท่าจะถอยกลับไป แม้จะหาจนทั่วทุกซอกมุมแล้ว ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังรอ
ยามคํ่าคืนคืบคลานมา เพื่อกำลังเสริมจะได้มาถึง
เสื้อผ้าของเหยียนหลิ่งอวี๋เปียกชุ่มทีละชั้นๆ ออกมาจนเห็นได้ชัด
ต้วนชิงหมิงที่เห็นต่างกระวนกระวายใจที่ได้เห็น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางรู้สึกว่าเวลากลางวันช่างยาวนาน
เหลือเกินพรรณนา
ต้วนชิงหมิงถือว่าเป็นคนที่เฉลียวฉลาด แต่ความเฉลียวฉลาดของนางในครานี้ เมื่อปะทะกับคนเหล่านั้นถือว่าเปั้
นรองอยู่ไม่น้อย สติปัญญาที่นางเคยมี กลับไม่สามารถช่วยคิดหาวิธีเอาตัวรอดได้
ฉะนั้นต้วนชิงหมิงในเวลานี้ จึงหวังพึ่งพิงเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ ที่จะหาทางให้พวกเขาสามารถปีนกลับขึ้นไปรอด
ชีวิตอีกครั้ง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงปรายตามองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความเป็นห่วง พลางถามเสียงแผ่วเบาขึ้นมา “เป็น
ยังไงบ้าง?ยังไม่อยู่ไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มจางๆ ออกมา ด้วยใบหน้าที่ซีดขาว จนต้วนชิงหมิงถึงกับตกใจสุดขีด
“ยังไงก็ต้องทนให้ไหว!” เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับ
เมื่อทางเดินมาถึงเส้นทางตัน ความตายก็นับเป็นเส้นทางหนึ่ง หากยังมีลมหายใจและฆ่าฟันศัตรู เพื่อเปิดเส้นทาง
ให้ได้ จึงนับเป็นวีรบุรุษผู้ชาญชัย
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เคยคิดจะเป็นวีรบุรุษอย่างใคร เขาแค่ต้องการฆ่าศัตรูเพื่อเปิดทางรอดก็เท่านั้นเอง
สายตาของต้วนชิงหมิงเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย จนพูดมิออก
ด้านบนหัวของนางจู่ๆ มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นมา “ผมของเจ้ายุ่งหมดแล้ว”
ต้วนชิงหมิงรีบใช้มือลูบผมอย่างว่องไว และเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจ้องมองตาไม่กระพริบ นางเริ่มหน้าแดงระเรื่อ
ขึ้นมา ถลึงตาโตใส่เขา ก่อนจะดุไปว่า “ใครใช้ให้เจ้ามอง… เห็นข้าตกอยู่ในสภาพอนาถเช่นนี้ เจ้าคงดีใจมาก?”
พอเหยียนหลิ่งอวี๋เห็นต้วนชิงหมิงหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา เขาพลันนึกถึงภาพต้วนชิงหมิงที่สวมชุดประณีต แต่งหน้า
งดงาม จึงตัดสินใจตอบเสียงเรียบ “ในสายตาของข้านั้น ตอนเจ้าอนาถเช่นนี้ ย่อมดูสะสวยยิ่งกว่าตอนปกติเป็นหลาย
เท่า”
คำชมนี้ฟังดูพิลึก เหมือนมิใช่คำชมที่คนมักพูดกัน
ต้วนชิงหมิงมองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความโมโห ราวกับลูกไฟกำลังพร้อมถลนออกมาจากเบ้าตา แต่นางรู้ดีว่าตอนนี้
มิสามารถขยับเขยื้อนตัวได้
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นท่าทางที่น่ารักของนาง อดไม่ได้ที่หัวเราะแห้งออกมา…
ทุกครั้งที่เขาได้พานพบต้วนชิงหมิง ก็มิจำเป็นต้องปิดบังความรู้สึกข้างใน ฉะนั้นแม้รู้ว่าการหัวเราะครั้งนี้ ต้อง
ทำให้นางโกรธเคือง แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับอดรนทนไม่ไหว
[1] จ้าง มาตรวัดความยาว โดย 1 จ้าง ยาวประมาณ 3.33 เมตร
[2] ยามอู่สือ คือ เวลาในสมัยโบราณ ประมาณ 11:00 -13:00 น.