การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 528 ร่วมทุกข์ร่วมสุข
เหยียนหลิ่งอวี๋นึกไม่ถึงเลยว่า ต้วนชิงหมิงจะโกรธเคืองขึ้นมาจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ปลายผมที่พริ้วไสวไปตาม
ลมทำให้ใบหน้าที่ขาวเนียนบริสุทธิ์ ดูงดงามและอรชรมากยิ่งขึ้น
ต้วนชิงหมิงเห็นสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋มองมา สายตานั้นราวกับปรารถนาอยากกระโจนเข้ามาขยํ้านางอย่างไร
อย่างนั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่กล้ายิ้มออกมาให้เห็นนางเห็น เขาพูดขอโทษต้วนชิงหมิงด้วยความเขินอาย “เรื่องนั้น… ข้าไม่ได้
มีเจตนา”
ต้วนชิงหมิงกลับชักสีหน้า… ถ้าเรื่องนั้นองค์ชายสามไม่มีเจตนา เช่นนั้น การทำแบบไหนถึงเรียกว่ามีเจตนากัน
ต้วนชิงหมิงมองค้อนขวับที่เหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นตอบรับเพียง “เพคะ” แล้วกัดไปที่หัวไหล่ของเขา
ด้วยความเจ็บปวดทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับตกใจ เขาอยากดิ้นให้หลุด แต่ต้วนชิงหมิงกลับกัดแน่นมากขึ้น เหยี
ยนหลิ่งอวี๋จึงแสดงสีหน้าแห่งความเจ็บปวดออกมาให้เห็น และฝืนยิ้มถามไปว่า “ต้องทำขนาดนี้เลยหรือ……”
อันที่จริง เหยียนหลิ่งอวี๋อยากบอกว่ามือของเขาที่กำลังจับก้อนหินเอาไว้นั้น หากไม่หาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนความ
สนใจอาจหมดแรงร่วงลงไปข้างล่างแล้ว
ต้วนชิงหมิงระบายความโกรธเคืองที่มี โดยการกัดไหล่เหยียนหลิ่งอวี๋จนหนำใจ
จากนั้น นางหันหน้าไปอีกทางโดยแยแสเหยียนหลิ่งอวี๋… เจ้าองค์ชายสามคนนี้ต้องคิดไม่ดีกับนางเป็นแน่ หากไม่
เห็นว่าช่วยชีวิตนางเอาไว้ ปั่านนี้คงจัดการให้น่วมไปแล้ว
เมื่อต้วนชิงหมิงคิดขึ้นมาได้ว่า เรื่องซวยที่ต้องพบเจอในเวลานี้ มีสาเหตุมาจากเหยียนหลิ่งอวี๋และธนูชวนเย่ว์กง
เป็นเหตุ นางจึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เหยียนหลิ่งอวี๋มาช่วย แต่เป็นคนที่ถูกเหยียนหลิ่งอวี๋พาไปซวยต่างหาก
พอมานั่งคุณคิดดูแล้วธนูชวนเย่ว์กงนั้นเป็นนางที่ให้เจาไปเองมิใช่หรือ?
เช่นนั้น เปลี่ยนที่เกิดขึ้นในวันนี้นางก็เป็นหนึ่งในสาเหตุด้วย
เห้อ! ต้วนชิงหมิงทั้งรู้สึกหงุดหงิดใจและโกรธเคืองเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นอย่างมาก จู่ๆ นางรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้กัดให้
รุนแรงกว่านี้อีกหน่อย
เหยียนหลิ่งอวี๋ผินหน้าหันมองท้องนภา พลางคิดว่าเมื่อไหร่หนอจะความืดมิดจะคืบคลานมาถึง
ตะวันได้ค่อยๆ คล้อยลงไปทางทิศตะวันตกอย่างเชื่องช้า รอบด้านมีกลิ่นหอมของหญ้าสด และมวลบุปผาที่ขึ้น
สอดแทรกออกมาจากหน้าผา
เหยียนหลิ่งอวี๋บ่นพึมพำออกมา “เห้อ! แสงแดดและอากาศที่ดีเช่นนี้ แต่ทำไมต้องมานั่งเสียเวลาอยู่ที่นี่ด้วยหนอ”
การเดินทางในครั้งนี้เพื่อต้องการออกไปชมนกชมไม้ ทว่าเวลานี้องค์ชายชิงตั๋วและองค์หญิงอวี้หลัว ไม่รู้เป็นตาย
ร้ายดียังไงบ้าง จะยังรอดอยู่หรือไม่รอดแล้ว สิ่งนี้ยังสร้างความหนักใจให้กับต้วนชิงหมิง ทางด้านเหยียนหลิ่งอวี๋ได้พูด
เสริมขึ้นมาอีกประโยค ทำให้นางต้องหนักใจขึ้นเป็นเท่าตัว…… เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ย เจ้านี่มันตัวซวยชัดๆ พอเจ้าไม่มา ชีวิต
ของข้าช่างสงบสุขเสียเหลือเกิน แต่เจ้าปรากฏตัวขึ้นมาเท่านั้น ความซวยก็ตามมาทันที นึกไม่ถึงว่าเวลาที่แสนลํ้าค่าจะ
ต้องมาห้อยอยู่กลางหน้าผาด้วย!
พอเหยียนหลิ่งอวี๋เห็นต้วนชิงหมิงหันหน้าไปอีกทางโดยไม่แยแส เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางยังไม่คลายความโกรธลงมา
ฉะนั้น เขาจึงได้แต่ถอนหายใจออกมา “ถ้ารู้ว่าต้องมาห้อยโตงเตงติดอยู่ตรงนี้ ข้ายอมกระโดดไปข้างล่างให้รู้แล้ว
รู้รอดไปซะดีกว่า……”
ตำแหน่งที่ห้อยอยู่ตรงนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้คิดคำนวณมาดีแล้ว
โดยเริ่มจากเกลือกกลิ้งจนตกหน้าผา จากนั้นค่อยปีนขึ้นมาทางต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยที่ขึ้นตามหน้าผา
แต่นึกไม่ถึง แผนการที่วางไว้อย่างดิบดี กลับต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เป็นการที่พวกเขากระโดดหนีลงมา และ
คว้าหินก้อนใหญ่เอาไว้ได้ ส่วนต้นไม้ที่ขึ้นตามหน้าผาห่างจากจุดที่อยู่ค่อนข้างไกลออกไป ซึ่งต้วนชิงหมิงคงไม่มีแรงเพียง
พอที่จะไปคว้าและปีนขึ้นไปได้ พวกเขาทั้งสองเลยจำทนต้องอยู่ตรงนี้แทน
เหยียนหลิ่งอวี๋อยากใช้โอกาสนี้พูดคุยกับต้วนชิงหมิงเสียหน่อย ทว่ากลับถูกนางเข้าใจผิดไปแล้ว
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงนึกขึ้นมาได้ เหยียนหลิ่งอวี๋กับชิงตั๋วได้กระโดดออกมาพร้อมกัน แต่ทำไมเหยียนหลิ่งอวี๋ถึง
หาที่หลบได้ไม่ดีเท่าชิงตั๋ว?
พอต้วนชิงหมิงคิดเออออกับตัวนางได้แล้ว ยิ่งโกรธเคืองเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นไปอีก จากนั้นพูดอย่างโมโหว่า “ทำไม
เจ้าไม่รีบกระโดดหนีให้เร็วกว่านี้?”
ถ้ากระโดดจากรถม้าเร็วตั้งแต่อยู่พื้นราบ ก็จะไม่จำเป็นต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้
สิ่งที่นางพูดออกมาราวกับว่าเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงหันไปตอบเสียงเรียบว่า “กระโดด
ออกมาเร็วกว่านี้มิได้ เนื่องจากมีพลธนูได้เล็งมาที่รถม้านับมิถ้วน… หากพวกเรากระโดดออกไปในตอนนั้น คงต้องเละ
เป็นจุณ ไม่มีลมหายใจมาถึงตอนนี้ได้”
หากพวกเขาทั้งสี่คนเลือกกระโดดลงมาจากรถม้าตอนที่วิ่งด้วยความเร็ว คงต้องเป็นเปั้ามนุษย์ให้กลับคนธนูเหล่า
นั้นยิงอย่างสนุกมือ
ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอํ้าๆ อึ้งๆ ขึ้นว่า “ความหมายของเจ้าคือ อีกฝั่ายนั้นมีจำนวนคนเยอะ
อย่างนั้นสินะ?”
อันที่จริง คำถามนี้ถามไปก็ไม่มีผล เพราะเมื่อครู่ได้มีธนูนับร้อยพุ่งเข้ามาใส่ทั้งสองคน ด้วยความเร็วและความแรง
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝั่ายมีคนหลายสิบ ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือทั้งนั้น
หากเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่คนเดียว เขาย่อมไม่มีความหวาดกลัวสักนิดเดียว แต่ด้วยร่างกายที่ยังบาดเจ็บไม่หาย จึงมิ
อาจต้านทานอีกฝั่ายได้อย่างเต็มร้อย
ต้วนชิงหมิงเป็นคนตรงไปตรงมา ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด นางไม่เคยฝืนทำในสิ่งที่ทำไม่ได้
นางจึงพูดเสียงเบาโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “อย่างนั้น พวกเราควรจะหาวิธีหนี ไม่ก็รอให้ตะวันตกดินแล้ว หาวิธีที่จะ
หนีออกไปกัน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้าขึ้นมองไปที่หน้าผาที่อยู่ห่างออกไป พลางส่ายหน้าอย่างหมดหวัง “ต่อให้เป็นกลางคืน คน
เหล่านั้นก็ไม่มีทางไปไหนเด็ดขาด”
ในเมื่อมีโอกาสที่หาได้ยากและตำแหน่งซุ่มโจมตีที่เหนือกว่าเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้ธนูชวนเย่ว์กงกลับไป ก็มิอาจปล่อย
ให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีลมหายใจต่อไปได้ ฉะนั้น คนเหล่านั้นจึงไม่มีทางยอมละทิ้งโอกาสที่ดีเช่นนี้ไปโดยง่าย
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดจริงจังขึ้น “นั่นเพราะ เจ้ายังไม่รู้ความหมายของธนูชวนเย่ว์ ว่าหมายถึงอะไรต่างหาก……”
ความหมายของธนูชวนเย่ว์กงนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของต้าเซี่ย และเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง
ชีวิตของคนจำนวนไม่น้อย ดังนั้น คนเหล่านั้นจึงไม่มีทางละทิ้งไปโดย และพร้อมสละทุกอย่างที่มีเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นด้วยความสงสัย “ธนูชวนเย่ว์กงยังอยู่ในมือของเจ้าใช่หรือไม่?”
หากนำธนูชวนเย่ว์กงติดตัวมาด้วย คงต้องมีเรื่องซวยรอคอยอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้าเล็กน้อย ตอบกลับไป “เดิมทีข้าได้ทูลให้เสด็จพ่อไปแล้ว แต่เสด็จพ่อกลับคืนข้ามา และ
ให้อำนาจทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของข้า”
เหอะ เหอะ! เสด็จพ่อที่ทรงปรีชาของเหยียนหลิ่งอวี๋ กลับเอาของร้อนมืออย่างธนูชวนเย่ว์กงมาให้กับเขา นั่น
หมายความว่า เสด็จพ่อทรงทราบว่าธนูชวนเย่ว์กงอยู่ที่ไหน ย่อมเป็นสิ่งที่จับจ้องของทุกคน จึงเอาตัวออกห่างจากความ
วุ่นวายที่พร้อมเกิดขึ้นทุกเมื่อ… แผนการที่เสด็จพ่อวางไว้ช่างแยบคายเหลือเกิน ปล่อยให้ธนูชวนเย่ว์กงมีเหยียนหลิ่งอวี๋
คอยรักษา แสดงว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขา ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับต้าเซี่ยและราชสำนัก… เรื่องทั้งหมดไม่ว่าเป็นอดีต
ปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคต เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องเป็นคนรับผิดชอบ โดยไม่มีสิทธิ์ต่อว่าต่อขานใดๆ ทั้งสิ้น
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงอย่างเชื่องช้า และถอนหายใจยาวออกมาด้วยความปลง
เห็นที ข่าวเรื่องธนูชวนเย่ว์กงอยู่ในมือของเขา คงมีคนตั้งใจไปปล่อยข่าว มิเช่นนั้น เขาจะมิต้องมาตกระกำลำบาก
ในสภาพเช่นนี้…… ทั้งเรื่องถํ้านํ้าแข็งหิมะเมื่อไม่กี่วันก่อน ผนวกกับเรื่องชมนกชมไม้นอกเมืองในครั้งนี้อีก เห็นทีเขาจะ
ต้องสำแดงฝีมือบ้างแล้ว
ต้วนชิงหมิงยังไม่เข้าใจความสำคัญของธนูชวนเย่ว์กง แต่นางกลับให้ความสนใจทั้งหมดไปไว้กับการคิดหาวิธีเอา
ตัวรอดจากหน้าผานี้
“เดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าดึงลูกธนูออกมา จากนั้นพวกเราค่อยหาทางหนีกัน?” ต้วนชิงหมิงพูดเสียงแผ่วเบา
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ “ทำเช่นนั้นไม่ได้ รอให้มืดมิดเสียก่อนค่อยว่ากัน”
เมื่อเขาพูดจบลงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเจ็บปวด และพูดต่อไปอีกว่า “หรือไม่ก็รอให้กำลังเสริมของข้ามา
ถึงก่อนค่อยคิดหาวิธีแล้วกัน”
ในเมื่อลูกธนูยังคงปักอยู่ที่หลังของเขา ก็ไม่จำเป็นต้องดึงออกมา เพราะหากดึงออกมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อีก
อีกอย่างความระแวงในใจของคนเหล่านั้นมีสูงอย่างมาก ตอนนี้พวกนั้นยังหาพวกเราไม่พบ แต่ได้ส่งคนไปตามหา
ที่ข้างล่างหน้าผาแล้ว