การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 529 ความเป็นความตาย
ขอเพียงคนเหล่านั้นที่ลงไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ข้างล่างหน้าผาแล้วไม่พบร่องรอย จะต้องกลับมาที่นี่ข้างบนหน้าผา
อีกครั้ง เพื่อทำการค้นหาอย่างละเอียดอีกรอบ ถึงตอนนั้นอันตรายของทั้งสองคนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้
ดังนั้น ก่อนที่คนเหล่านั้นจะกลับขึ้นมาบนหน้าผา เหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิงก็ยังถือว่าปลอดภัยอยู่
โชคดีที่ ภูเขาลูกนี้ค่อนข้างสูงทำให้ต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันถึงหนึ่งวันกว่าเรียบร้อย ฉะนั้นในระยะเวลาอันสั้นนี้
เพียงพอให้เขาทั้งสองคนยังอยู่รอดได้จนถึงตะวันลับขอบฟั้า
เมื่อความมืดมิดคืบคลานเข้ามา ไม่เพียงเป็นโอกาสทองของคนเหล่านั้น แต่สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิงก็
ถือเป็นโอกาสทองเช่นกัน เนื่องจากเมื่อท้องฟั้าปกคลุมไปด้วยความอนธการ พวกเขาจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะปีนกลับ
หน้าผาขึ้นไป หรือหาทางรอดอื่น
ต้วนชิงหมิงที่ได้ฟังก็มองหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ พูดเสียงตํ่าเบา “เช่นนั้น คนของเจ้าจะมาถึงเมื่อไหร่?”
ต้วนชิงหมิงรู้มาตลอด ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่คนบุ่มบ่ามและชอบเสี่ยงอันตราย แต่ครั้งนี้กลับถูกคนวางแผนเล่น
งานได้ แน่นอนว่า คนข้างกายของเขาจะต้องมีปัญหา ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงเป็นกังวลว่าอีกฝั่ายจ้องทำร้ายเหยียนหลิ่ง
อวี๋ ขณะเดียวกัน นางเป็นห่วงว่าจะใช้วิธีการใด ถึงเอาตัวรอดไปจากที่นี่ไปได้
ต้วนชิงหมิงมิได้เป็นห่วงตัวนางเอง แต่กลับเป็นห่วงเหยียนหลิ่งอวี๋ องค์หญิงอวี้หลัวและองค์ชายชิงตั๋วมากกว่า
เพราะสองคนนี้เป็นแขกบ้านแขกเมืองของต้าเซี่ย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา คงมิอาจมีชีวิตรอดไปได้
เหยียนหลิ่งอวี๋มองด้วยแววตาที่เคร่งขรึม และพูดเสียงนิ่งเรียบ “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน……”
หลังจากหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดต่อไป “อาจจะเร็ว อาจจะช้า… หรือไม่ก็อาจจะไม่มาแล้ว”
พอต้วนชิงหมิงได้ยินรีบสวนกลับทันควัน “ความหมายของเจ้าคือ คนของเจ้ามีปัญหาจริงๆ อย่างนั้นหรือ???”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้างกๆ และตอบกลับต้วนชิงหมิง “เจ้าก็ฉลาดเหมือนกันนี่หน่า!”
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่าคนข้างกายมีปัญหาตั้งแต่ ครั้งก่อนที่ไปติดถํ้านํ้าแข็งนั้นแล้ว แต่ยังจับตัวไม่ได้ว่าเป็นใครเท่านั้น
เอง
โบราณว่า “หากต้องการให้ปลาเจ้าเล่ห์มาติดเบ็ด ต้องใช้เหยื่อล่อปลาที่ดีหน่อย” ดังนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมเอา
ตัวไปเป็นเหยื่อล่อปลาชั้นดีก่อน เพื่อรอให้ปลาเจ้าเล่ห์ตัวนั้นมาติดเบ็ดให้จงได้
กุญแจสำคัญอยู่ที่คํ่าคืนอันมืดมินนี้แล้ว
หากคนของเหยียนหลิ่งอวี๋มาถึงที่นี่อย่างปลอดภัย ก็เท่ากับสายลับคนนั้นไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้ แต่หากคนของเขา
มาไม่ถึงที่นี่ คนที่มีปัญหาย่อมเป็นคนนั้นอย่างแน่นอน
ถึงแม้การพิสูจน์ในครั้งนี้จะต้องใช้ชีวิตของเขาเป็นเดิมพัน แต่หากมีเนื้อร้ายอยู่ในร่างกายก็จำเป็นต้องตัดทิ้ง แม้
ต้องเจ็บปวดทรมานก็ตาม การตัดสินใจเดินทางออกมาเที่ยวในครั้งนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ทราบเป็นอย่างดีว่าอาจมีอันตราย
ถึงแก่ชีวิตได้ทุกเมื่อ
ส่วนชิงตั๋วกับองค์หญิงอวี้หลัวนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยเป็นห่วงมากเท่าไร ข้อแรก พวกเขาไม่ใช่เปั้าหมายพี่อีก
ฝั่ายต้องการเก็บให้พ้นทาง ข้อสอง ฝีมือที่ดีชิงตั๋วและพอไปวัดไปวาขององค์หญิงอวี้หลัว ไม่น่าเป็นห่วงหากต้องหนีจาก
ศัตรู
ยิ่งไปกว่านั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้กระโดดลงจากรถม้ามาก่อน คนที่ลอบซุ่มทำร้ายส่วนใหญ่จึงตามเขามา เปิดช่อง
ให้ชิงตั๋วกับองค์หญิงอวี้หลัวหนีได้สบายขึ้น
แม้ชิงตั๋วเป็นความหวังของเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่ไม่ใช่ความหวังหนึ่งเดียวของเขา
เพราะแต่ไหนแต่ไร เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ชอบฝากความหวังทั้งหมดไว้กับใครเพียงคนเดียว แต่มักเตรียมแผนสำรอง
เอาไว้หลายอย่าง
บัดนี้ เขากำลังรอ… รอคอยให้คนคนนั้นปรากฏตัวขึ้นมา
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งสงบไม่พูดไม่จา ต้วนชิงหมิงจึงเลือกปิดปากตาม
หากเรื่องทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่เหยียนหลิ่งอวี๋คาดการณ์เอาไว้ ถึงตอนนั้น กำลังเสริมอาจมาช้าหน่อย
หรืออาจไม่มาเลยก็เป็นได้
ถึงตอนนั้น นางกับเหยียนหลิ่งอวี๋จะเอาตัวรอดไปได้ยังไง?
หากต้องการรอให้คนอื่นมาช่วย ก็ต้องช่วยตัวเองเสียก่อน
ดังนั้นในตอนนี้ทั้งสองคนทำได้เพียงพึ่งตัวพวกเขาเองไปก่อน
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นสีหน้าที่ซีดขาวของต้วนชิงหมิงจนผงะไปครู่หนึ่ง เขามองไปหน้าด้านข้าง ใช้นํ้าเสียงเรียบนิ่งดัง
เดิม “เจ้าไม่ใช่คนที่ถนัดในการหาวิธีเอาตัวรอดหรอกหรือ? คืนนั้นที่ภูเขาจิ่วฮว๋า เจ้าซ่อนตัวได้เป็นอย่างดีมิใช่หรอก
หรือ… ทำไมตอนนี้สติปัญญาอันชาญฉลาด ถึงได้อันตรธานหายไปหมดแล้วเล่า?”
นางคิดไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะยังมีอารมณ์ พูดล้อเล่นในยามหน้าซิ่วหน้าขวานแบบนี้อีก นางจึงจ้องเขม็งและ
เอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ตอนนี้ก็แค่ยังคิดไม่ออกเท่านั้นเอง” `
ในตอนนั้นต้วนชิงหมิงไม่มีที่พึ่งอื่นใด นอกเสียจากต้องพึ่งตัวนางเอง ฉะนั้น นางจึงใช้แรงกายแรงสมองทั้งหมดที่
มีในการเอาตัวรอด แต่ตอนนี้ที่เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ได้รับบาดเจ็บหนัก ต้วนชิงหมิงถึงกับไปต่อไม่ถูก จึงไม่ต้องพูดถึงสติ
ปัญญาในการคิดหาแผนรับมือหรอก
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นต้วนชิงหมิงไม่พูดแล้ว เขาจึงหลับตาลงเพื่อเก็บแรงเอาไว้ มีเพียงต้วนชิงหมิงที่ยังคงลืมตามอง
หน้าด้านข้างของเขา โดยไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ท้องฟั้าค่อยๆ ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอย่างเชื่องช้า ทั่วทุกสารทิศมีกลิ่นหอมของหญ้าที่พึ่งขึ้นตลบอบอวลไป
ทั่ว ต้วนชิงหมิงนั่งอยู่บนหินที่ยื่นออกมาด้วยความหิวโหยอย่างมาก นับดูแล้วทั้งสองคนยังไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันเลย
ต้วนชิงหมิงจึงอดไม่ได้ที่จะถามองค์ชายสามที่หลับตาอยู่ “ตอนนี้ พวกเราจะเอายังไงดี?”
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาตอบเสียงนิ่ง “รอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!”
ถูกต้องแล้ว ทำได้แต่รอคอยอยู่อย่างนี้เท่านั้น
ต้วนชิงหมิงอยากยืดเส้นยืดสายขยับตัวลุกมองไปทั่วๆ เห็นเพียงยอดเขาสลับไปมาอยู่ห่างไกลออกไป
โชคยังดีที่ทั้งสองคนยังจับหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาไว้ได้ พอมองลงไปด้านล่างกลับเคว้งคว้างมืดมิด มองนภาก็
มืดสนิทไม่ต่างกัน
ต้วนชิงหมิงรู้ซึ้งแล้วกับคำว่า “ฟั้าดินไม่เป็นใจ” ให้ความรู้สึกสิ้นหวังมากเพียงใด
ต้วนชิงหมิงอยากเดินก้าวไปด้านข้าง เพื่อมองลงไปด้านล่าง แต่มือของนางอีกข้างกลับมีแรงบีบจนแน่น
นางจึงหันหน้ากลับมามอง ประจวบกับเห็นสายตาที่จ้องอย่างโมโหของเหยียนหลิ่งอวี๋ “เจ้าต้องการทำอะไร?”
ดวงตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ลุกวาวในความมืดมิด ดุจดวงดาวที่ส่องสว่างกลางนภากาศ เขาจับมือของต้วนชิงหมิ
งบีบไว้จนแน่น ด้วยกลัวว่านางอาจพลัดตกจากหน้าผาลงไป
เดิมทีต้วนชิงหมิงอยากสะบัดมือออก แต่พอเห็นบาดแผลของเหยียนหลิ่งอวี๋ นางจึงยอมพูดเสียงอ่อยๆ “ข้าก็แค่
อยากไปหาทางรอดก็เท่านั้น”
ทันใดนั้น มือของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้คลายออก เหมือนแรงที่เขามีอยู่นั้นใกล้ใช้หมดเต็มที เขาพูดเสียงแหบแห้งออก
มา “เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป… ให้ข้าพักอีกประเดี๋ยว พวกเราค่อยหาทางรอดไปด้วยกัน”
ช่วงก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เหยียนหลิ่งอวี๋เอาชีวิตรอดมาจากถํ้าหิมะนํ้าแข็งอย่างอัศจรรย์ โดยมีต้วนอวี้เสี่ยงชีวิต
เข้าไปช่วย แต่นี่ผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องบาดเจ็บอีก พูดได้ว่ากำลังวังชาที่เขามีอยู่เต็มเปียม ลดลงจนแทบไม่เหลืออีกแล้ว
ต้วนชิงหมิงเม้มปากแนบแน่น ไม่พูดไม่จาอีกเลย
หน้าผาที่พวกเขาอยู่นี้ ไม่มีทั้งนํ้า อาหาร อีกทั้งพืชสมุนไพรรักษาบาดแผล หากขืนต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป ต้วนชิงหมิ
งอาจพยุงตัวได้อยู่ แต่เหยียนหลิ่งอวี๋คงหมดแรงร่วงไปพื้นด้านล่างก่อน
ต้วนชิงหมิงพลิกตัวกลับมา เริ่มเปิดดูแผลที่เหยียนหลิ่งอวี๋มี
ส่วนคนบาดเจ็บอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ กลับใช้มือพยายามดึงเสื้อให้ปิดดังเดิม “เจ้าต้องการทำอะไร?”
ที่แท้ คนที่ปกติดูเคร่งขรึมดุดันอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ กลับกลัวคนมาเปิดเสื้อผ้าดูอย่างนั้นหรือ?
สิ่งนี้ทำเอาต้วนชิงหมิงอดหัวเราะคิกคักออกไม่ได้ “ข้าก็แค่จะดูบาดแผลของเจ้าเท่านั้น!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมปล่อยมือออกโดยง่าย เอ่ยขึ้น “ไม่เป็นอะไรมาก ข้าไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดมากขนาดนั้น”
ต้วนชิงหมิงจึงใช้มือเปิดเสื้อของเหยียนหลิ่งอวี๋ออก จากนั้นใบหน้าที่เปือนยิ้มของนางกลับหุบลงในทันที
แผ่นหลังของเหยียนหลิ่งอวี๋มีรอยแผลลากยาวจนเกือบเต็มแผ่นหลัง บริเวณรอบบาดแผลมีเลือดซึมเสื้อผ้าออก
มาจนเปียกชุ่มเห็นได้ชัดเจน
สีหน้าของต้วนชิงหมิงถอดสีในทันที นางถามขึ้นเสียงอ่อย “เจ้าไม่ได้พันแผลให้เรียบร้อยเหรอ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงพูดเสียงเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เจ้าก็เห็นแล้วนี่หน่า แผลอยู่ข้างหลังจะให้พันแผลยัง
ไง?”