การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 530 เจอตัวเข้าแล้ว
หากบาดแผลไม่ได้ทำความสะอาดให้ดีอาจติดเชื้อได้ แต่ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีกระจิตกระใจสนใจเรื่องนี้ ต้วน
ชิงหมิงจึงได้แต่ก้มหน้าเศร้าสร้อยไม่พูดไม่จา
เมื่อเห็นเศษหินทิมแทงไปทั่วหลังเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงหมิงรู้ทันทีทีว่าเลือดต้องไหลออกมามิน้อย อีกอย่าง
บาดแผลที่เขามี ต้วนชิงหมิงเคยเตือนให้ทำความสะอาดและพันแผลให้ดี แต่นี่อะไรกัน เลือดยังคงไหลซึมออกมาอยู่นาน
สองนาน
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ต้วนชิงหมิงค่อยหลับตาลงอย่างช้าๆ ที่แท้ ที่เขาบอกว่าพันแผลเรียบร้อยแล้วล้วนเป็นคำโกหกทั้ง
สิ้น
นางรู้สึกทรมานที่หัวใจ จึงพูดเสียงเบาว่า “เจ้าอย่าขยับ ประเดี๋ยวข้าช่วยทำความสะอาดแผลให้”
หากต้องการทำความสะอาดหินที่ฝังอยู่ในแผลจำเป็นต้องใช้นํ้าสะอาด และแสงไฟนการมองเห็น แต่ถ้าปล่อยให้
บาดแผลข้ามคืนนี้ไป ต้องเกิดอาการบวมขึ้นมาได้ ซึ่งจะทำให้เศษหินพวกนั้นยากจะหนีบออกมา
ที่จริงแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งนั่นก็คือจุดตะบันไฟ เพื่อจะได้เห็นบาดแผลชัดเจนว่ามีเศษหินทิ่มแทงอยู่มากเพียงใด
แต่ถ้าคนเหล่านั้นที่ยังล้อมวนเวียนเห็นแสงไฟที่ถูกจุดขึ้น จะต้องตามหาที่ตรงนี้อย่างแน่นอน
ต้วนชิงหมิงหันมองเหยียนหลิ่งอวี๋ ด้วยไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงมองไปที่ต้วนชิงหมิง ดวงตาที่สุกสกาวของทั้งสองได้สอดประสานเข้าด้วยกัน จนทั้งคู่ต่างเขิน
อาย หันหน้าไปคนละทาง
ต้วนชิงหมิงรู้แก่ใจ คํ่าคืนนี้นางช่างผิดวิสัยเดิมของนางอย่างมาก
ตั้งแต่ที่นางกลับชาติมาเกิด คิดแต่เพียงพึ่งพาและเชื่อมั่นในตัวนางเองเท่านั้น ไม่ว่าเจออุปสรรคลำบากยากเข็ญ
เพียงใด นางก็พร้อมเผชิญเพียงลำพัง โดยที่ไม่เคยคิดอยากพึ่งพาใคร
เป็นเวลานานมากเพียงใดแล้ว ที่ในชีวิตของนางไม่มีใครให้แบ่งทุกข์ปันสุข เพียงแต่วันนี้ต้วนชิงหมิงที่นิสัยเย่อ
หยิ่งและถือตัวคนนั้นได้หายไป นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงด้านนุ่มนวลออกมาให้บุรุษเห็น
สีหน้าท่าทางแบบนี้ปรากฎเป็นครั้งแรกก็ไม่ถือว่าผิด แต่ผิดตรงที่นางเอาความรู้สึกไปห่วงใยอีกฝั่าย จนวุ่นวายใจ
เก็บอาการไว้แทบไม่อยู่
ต้วนชิงหมิงคอยถามใจของนางเองว่าเกิดอะไรขึ้นกัน เหตุใดถึงได้เสียอาการต่อหน้าบุรุษผู้นี้ด้วย
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ต้วนชิงหมิงมีความรู้สึกแบบนี้
ถือเป็นครั้งแรกที่ต้วนชิงหมิง อยากปล่อยวางแผนการทั้งหมดในใจให้หมดไป ให้หัวใจดวงนี้ได้อิงแอบใครสักคน
หนึ่ง ต่อให้คนคนนั้นไม่สามารถปกปั้องนางได้ ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนั้นอาจต้องขอความช่วยเหลือจากนาง
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงพลันฝืนยิ้มออกมา
การฝืนยิ้มในครั้งนี้ ต้วนชิงหมิงย่อมเข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น… เกิดเป็นคนต้องรู้จักพึ่งพาตัวเราเอง!
นางค่อยๆ เขยิบตัวเข้าไปด้านหลังของเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นใช้กริชสั้นงัดเศษหินที่ติดอยู่ข้างในแผล
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงประคองตัว โดยไม่ขยับเขยื้อนหรือเปลี่ยนท่าทางใดๆ
คํ่าคืนในวันนี้ มีเพียงแต่ความมืดมิดแผ่ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ
เหยียนหลิ่งอวี๋เริ่มมองเห็นเงาของต้วนชิงหมิงไม่ค่อยชัดเจนแล้ว แต่เขาก็ยังคงจ้องมองอย่างเงียบเชียบอยู่อย่าง
นั้นด้วยสายตาที่อิดโรยเต็มที
สายลมในใบไม้ผลิยามคืนคํ่า พัดเส้นผมของทั้งสองคนพริ้วไหวไปตามลม ตามมาด้วยเสียง “โครกคราก” ร้องดัง
มาจากท้อง
ด้านบนของหน้าผา มีกลิ่นหอมของเนื้อย่างพัดโชยมาเป็นระยะๆ ไม่หยุด เพื่อดึงดูดให้ทั้งสองคนที่หิวท้องร้องขึ้น
มา แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้เอามาใส่สนใจแม้แต่น้อย เอาแต่หย่อนตัวนั่งลงอยู่ในถํ้าน้อยๆ ที่ต้วนชิงหมิงใช้กริชสั้นตัดหินออกมา
ต้วนชิงหมิงยังคงใช้กริชสั้นแคะเศษหินให้หลุดออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นได้นำมากองรวมกันไว้ข้างตัว
เพียงไม่นานนัก กริชสั้นที่แหลมคมได้ตัดหินจนกลายเป็นถํ้าที่กว้างขึ้นอีกหน่อย พอดีกับที่ทั้งสองคนจะเข้าไปนั่ง
ได้อย่างสบาย ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป
ต้วนชิงหมิงเข้าไปนั่งก่อน หลังจากนั้น นางจึงใช้แรงดึงเหยียนหลิ่งอวี๋เข้ามานั่งอย่างเชื่องช้า
มือของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่จับหินทรงตัวเป็นเวลานาน ทำให้มีอาการมือแข็งไปหมดแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋มองดูทุก
การกระทำของต้วนชิงหมิงอยู่อย่างเงียบเชียบ
ทั้งสองคนนั่งเคียงข้างผินหน้าออกไปทางด้านนอก เห็นเพียงแสงไฟที่ถูกจุดอยู่ห่างไกลสุดลูกตา
ต้วนชิงหมิงฉีกสายกระโปรงของนางออกมา เพื่อช่วยพันแผลให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋
โดยที่เขานอมให้ต้วนชิงหมิงทำทุกอย่างตามใจชอบ โดยไม่ปริปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว
ตั้งแต่ที่แววตาและท่าทางของต้วนชิงหมิงอ่อนนุ่มลง เหยียนหลิ่งอวี๋รับรู้ทันที ภายในใจของต้วนชิงหมิงได้แปร
เปลี่ยนไปบ้างแล้ว
หน้าผาด้านบนมีกองไฟถูกจุดจนสว่าง คนเหล่านั้นเปลี่ยนชุดเป็นสีดำสนิท ยังคงวนเวียนลาดตระเวนจนทั่ว
ราวกับอยากรู้ที่ซ่อนของทั้งสองคน
ทันใดนั้น หน้าผาด้านบนมีเสียงบางอย่างดังขึ้น ตามด้วยเสียงพูดของคนเหล่านั้น “เร็ว รีบไปดูเร็วเข้า ที่แท้พวก
มันนอยู่ตรงนั้น!”
พอสิ้นเสียงลง คนเหล่านั้นรีบวิ่งไปอย่างว่องไว จากนั้นหน้าผาพลันเงียบเชียบลงทันใด
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่อยากจะปีนปั่ายขึ้นไปดูสักหน่อย ว่าคนเหล่านั้นไปหมดแล้วจริงๆ หรือแค่กำลังรอแอบซุ่ม
โจมตี
เหยียนหลิ่งอวี๋เหมือนได้ยินควาคิดของนาง จึงหัวเราะเสียงแหบ “ไม่ต้องขึ้นไปดูให้เสียเวลาหรอก ด้านบนมีคน
กำลังรอพวกเราเข้าไปติดกับอยู่”
ต้วนชิงหมิงถึงกับสะดุ้งโหยง กับการที่เหยียนหลิ่งอวี๋อ่านความคิดของนางได้ทะลุปรุโปร่ง
มาถึงตอนนี้ หน้าผาด้านบนมีเสียงร้องอย่างอนาถขึ้นมา ตามมาด้วยหัวเราะคิกคัก “ออกมาได้แล้ว คนเหล่านั้น
ถูกล่อไปแล้ว พวกเจ้าขึ้นมาได้”
ต้วนชิงหมิงเกิดลังเลใจขึ้นมา แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับเอ่ยขึ้น “นางคือองค์หญิงอวี้หลัว”
“อวี้หลัว พวกเราอยู่ข้างล่างนี้” ต้วนชิงหมิงตะโกนบอก
องค์หญิงอวี้หลัวจึงตะโกนกลับไป “เอาล่ะ พวกเจ้าไม่ต้องห่วง พี่ชายสามของข้าดึงพวกนั้นไปแล้ว ตอนนี้ข้าจะ
พาพวกเจ้าขึ้นมา”
ต้วนชิงหมิงรีบประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ลุกขึ้นยืน พูดกลับไปว่า “องค์ชายสามได้รับบาดเจ็บ องค์หญิงช่วยพาเขา
ขึ้นไปก่อนเถอะ”
องค์หญิงอวี้หลัวรีบตบปากรับคำทันที จากนั้นนางเดินไปที่หน้าผา ค่อยหย่อนเชือกลงไป
ใช้เวลาไม่นานนัก เชือกเส้นยาวได้ถูกหย่อนลงไป ต้วนชิงหมิงดึงเชือก หันไปพูดกับเหยียนหลิ่งอวี๋ “เจ้าขึ้นไปก่อน
แล้วกัน”
“ไม่ได้ เจ้าขึ้นไปก่อน” เหยียนหลิ่งอวี๋ปฏิเสธ
ต้วนชิงหมิงจึงกัดฟันพูดขึ้น “ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าต่างหากที่แผลเต็มตัว ยังไงเจ้าขึ้นไปก่อนดีกว่า”
“ไม่ขึ้นไปเถอะ อย่าชักช้าเสียเวลาอีกเลย” เหยียนหลิ่งอวี๋พูดกับต้วนชิงหมิง
หน้าผาด้านบนมีเสียงขององค์หญิงอวี้หลัวตะโกนลงมา “พวกเจ้าสองคนรีบเข้าหน่อยได้ไหม คนพวกนั้นจะกลับ
มาอยู่แล้ว!”
เหยียนหลิ่งอวี๋จับเชือกใส่มือต้วนชิงหมิง “เจ้ารีบขึ้นไปก่อนเร็วเข้า”
ต้วนชิงหมิงจนปัญญาที่จะเถียงแล้ว จึงจับเชือกไว้แน่น จากนั้นองค์หญิงอวี้หลัวออกแรงดึงต้วนชิงหมิงขึ้นมาทีละ
นิดๆ
เมื่อต้วนชิงหมิงถูกดึงขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว นางได้ก้มหน้าตะโกนลงมา “เหยียนหลิ่งอวี๋รีบจับเชือกเร็วเข้า พวกเรา
จะดึงเจ้าขึ้นมาเอง”
จู่ๆ ด้านหลังมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ที่แท้เจ้าก็ยังอยู่ที่นี่นี่เอง”
ใจของต้วนชิงหมิงตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที
นางรีบหันหน้ากลับมาพบชายชุดดำคนหนึ่ง ถือดาบอยู่ในมือชี้มาที่หน้าของนาง แล้วพูดขึ้น “รีบบอกมาเร็วเข้า
เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ข้างล่างใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดถึงอะไรกัน?” ต้วนชิงหมิงตอบเสียงตํ่า
ชายชุดดำคนนั้นจึงฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย เดินเข้ามาหานางทีละก้าวๆ จนกระทั่งต้วนชิงหมิงรู้สึกตกใจจนหัวใจแทบ
จะหยุดเต้นลง
นางเอาเชือกแอบไว้ด้านหลัง พร้อมกับมองไปที่ชายชุดดำอย่างระแวดระวัง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจ้าจะทำอะไรกัน
แน่?”
ชายชุดดำจึงหัวเราะเยาะนาง “เจ้าเป็นยอดดวงใจของเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างนั้นสิ วันนี้ มันยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วย
เจ้าขนาดนี้… หากข้าจับตัวเจ้ากลับไป ข้าไม่เชื่อว่ามันจะไม่กลับไปตามหาเจ้า”
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็ตกใจขึ้นมาทันใด จนต้องเดินถอยหลังทีละก้าวและพูดไปทีละคำ “ข้าไม่รู้จริงๆ ว่า
เจ้ากำลังพูดถึงอะไรอยู่?”
ชายชุดดำคนนั้นรำคาญที่จะเปลืองนํ้าลายพูดกับต้วนชิงหมิงอีกต่อไปแล้ว เขาจึงยื่นมือออกไปจับตัวต้วนชิงหมิ
งมา