การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 531 กำลังเสริม
ต้วนชิงหมิงตกใจกับสิ่งที่ชายชุดดำคนนั้นทำ ระหว่างที่มือของเขายื่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ต้วนชิงหมิงรีบเบี่ยงตัวไป
ด้านข้าง แต่ความเร็วนั้นมีหรือจะสู้ชายชุดดำได้
เขาคว้าหมับไปจับชายเสื้อของต้วนชิงหมิงไว้แน่น
ต้วนชิงหมิงตกใจพยายามรีบวิ่งหนีไปด้านข้าง แต่ชายชุดดำกลับหัวเราะเยาะอย่างสะใจ “ยอมจำนนเสียเถอะ
แรงกระจ้อยร่อยแค่นี้ ยังอยากต่อกรกับข้าอีก… เจ้าช่างเพ้อฝันเสียจริง!”
ระหว่างนั้นเอง มีดาบยาวพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง บีบให้ชายชุดดำถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความจำนน
จากนั้นองคืหญิงอวี้หลัวได้ต่อว่าอย่างดุเดือด “เจ้ากล้ากล้าดูถูกสตรีอยู่อีกหรือไม่?”
ชายชุดดำรีบหันขวับจ้องไปที่องค์หญิงอวี้หลัว พลางหัวเราะเย้ยหยันขึ้น “เด็กเมื่อวานซืนที่ไหนกัน รีบหลีกไป
เดี๋ยวนี้!”
องค์หญิงอวี้หลัวไม่สนใจฟัง นางจึงหยิบดาบที่เพิ่งซ้อมขึ้นมาชี้หน้าชายชุดดำ… ต้วนชิงหมิงแรงน้อยนิดเช่นนี้
หากถูกชายชุดดำจับตัวได้ นางจะบอกกับพี่ชายสามยังไง?
เมื่อเห็นองค์หญิงอวี้หลัวจับดาบชี้มาที่หน้าหมายเข้าโจมตี ชายชุดดำจึงเยาะเย้ยขึ้น “ฝีมือกระจอกแบบนี้ยังกล้า
อีก”
เพียงชั่วพริบตาที่ชายชุดดำสะบัดดาบเข้าจู่โจม ดาบในมือองค์หญิงอวี้หลัวได้ร่วงหล่นจากมือทันใด นางตกใจจน
ไม่ทันตั้งตัว ดาบนั้นได้เข้ามาจ่อที่คอองค์หญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เจ้ารนหาที่ตายชัดๆ”
ยังไม่ทันที่องค์หญิงอวี้หลัวจะพูดอะไร ด้านต้วนชิงหมิงกลับร้องออกมาด้วยความตกใจ “อวี้หลัว เจ้าไม่เป็นไรใช่
ไหม?”
อวี้หลัว???
ชายชุดดำเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองขึ้นลงไปหลายครั้ง ก่อนเอ่ยถามขึ้น “ที่แท้เจ้าก็คือองค์หญิงอวี้หลัวจาก
ทุ่งหญ้า?”
องค์หญิงได้ฟังรีบเชิดหน้าชูคออย่างสูงศักดิ์ ตะโกนเสียงดังตอบ “ข้านี่แหละองค์หญิง… เชอะ!เจ้ากล้าล่วงเกินข้า
อย่างนั้นหรือ?”
นิสัยของสตรีที่มาจากทุ่งหญ้าล้วนแล้วแต่แข็งกระด้างไม่ยอมใคร มิหนำซึ้งบ้างยังแข็งแกร่งกว่าบุรุษเสียอีก
ฉะนั้น ชายชุดดำมิสามารถทำให้นางหวาดกลัวขึ้นมาได้
ชายชุดดำหัวเราะกับคำพูดขององค์หญิงอวี้หลัว จากนั้นจึงพูดยิ้มๆ กลับ “ที่แท้ข้าก็นึกว่าแค่แอบอ้างชื่อองค์
หญิง ถึงตอนนี้ข้าแน่ใจขึ้นมาแล้ว”
ชายชุดดำยังคงพูดไปหัวเราะไปต่อ “นี่คือองค์หญิงอวี้หลัวใช่ไหม? เมื่อมาแล้วก็กลับไปเจอเจ้านายกระผมด้วยกัน
เถอะ……”
เมื่อกล่าวจบ ชายชุดดำรีบใช้ฝั่ามือกลับไปที่คอองค์หญิงอวี้หลัว จนหมดสติล้มพับลงไป
ทางด้านตัวนชิงหมิง พอเห็นองค์หญิงอวี้หลัวสลบลงไปแล้ว นางจึงตะโกนร้องเสียงดังลั่นไปทั่ว “องค์หญิง… เจ้า
จะพาองค์หญิงไปที่ไหน?”
ชายชุดดำหาได้สนใจคำพูดของนางไม่ จากนั้นเวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว ได้มีชายชุดดำวัยรุ่นอีกคนหนึ่ง
รีบวิ่งเข้ามาเร็วปานสายลม แล้วเข้ามาแบกองค์หญิงอวี้หลัวหายวับไปกับตา
ใจของต้วนชิงหมิงในตอนนี้เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะแล้ว เดิมทีนางคิดว่าบนหน้าผาแห่งนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว แต่นึกไม่
ถึง คนเหล่านี้กลับแอบซุ่มอยู่โดยรอบเพื่อรอให้นางและองค์หญิงอวี้หลัวเข้ามาติดกับ
ต้วนชิงหมิงถอยหลังเพิ่มไปสองก้าว เพื่อพยายามรักษาระยะห่างกับชายชุดดำคนนั้น นางเห็นแววตาที่โหดเหี้ยม
อำมหิตของเขาได้เป็นประกายออกมา จึงต้องรีบหาวิธีในการเอาตัวรอดจากตรงนี้ให้ได้
บรรยากาศบนหน้าผาอึดอัดจะแทบหายใจไม่ออกในเวลานี้ เหลือเพียงชายชุดดำกับต้วนชิงหมิงเพียงสองคน
เท่านั้น
สายลมแห่งยามคํ่าคืนได้พัดลมเย็นๆ เข้ามาปะทะที่ใบหน้า นภากาศไร้ซึ่งแสงจันทร์กลับไม่ได้มืดสนิทเหมือนที่
คิด ต้วนชิงหมิงยืนห่างจากชายชุดดำราวๆ สิบก้าว ซึ่งเพียงพอพี่จะเห็นแววตาอันชั่วร้ายของเขาอย่างเลือนราง
ถ้าต้วนชิงหมิงยังคงคิดว่าในความมืดมิด ยังมีชายชุดดำที่แอบซุ่มอยู่เป็นจำนวนมาก จิตใจของนางก็จะ
กระวนกระวายไม่รู้จะทำอย่างไร
ชายชุดดำคนนั้นได้จ้องมองต้วนชิงหมิงความระวัง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “เป็นอะไรไป? จะให้ข้าช่วยเจ้าช่วยดึงเห
ยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา หรือว่าจะให้ถ้าส่งเจ้าลงไปหามันแทนดี?”
ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ที่แท้ชายชุดดำได้อ่านความคิดของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง
ในระหว่างที่พูดกัน นางพยายามหย่อนเชือกจากด้านหลังลงไปข้างล่าง เพื่อไม่ให้ชายชุดดำมองเห็น
ชายชุดดำคนนั้นเหมือนรู้ความเคลื่อนไหวของนาง เขาจึงพูดเย้ยหยันขึ้นมา “หึ หึ! ผู้หญิงของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็
ฉลาดอยู่มิน้อย รู้จักหย่อนเชือกลงไปข้างล่าง เพื่อให้มันปีนขึ้นมา… แต่น่าเสียดายเหลือเกิน กลัวมันจะมีแรงปีนขึ้นมาได้
อีกหรือ?”
พอชายชุดดำกล่าวจบได้หันหน้าตะโกนปลายทางหน้าผาด้านล่าง “เหยียนหลิ่งอวี๋ ผู้หญิงของเจ้าอยู่ในมือข้า
แล้ว… ทำไมเจ้ายังไม่รีบมารับความตายไปอีก?”
ด้านล่างหน้าผาไม่มีเสียงตอบรับแต่อย่างใด ราวกับว่าตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงปีนขึ้นมา ด้านล่างหน้าผาก็ไม่มีผู้ใดอยู่
อีกแล้ว
ชายชุดดำพยายามตั้งใจมองลงไปด้านล่างหน้าผาที่มืดสนิท จนกระทั่งเวลาผ่านไปประเดี๋ยวเดียว เขาได้กวักมือ
ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ปรากฏว่ามีชายชุดดำอีกคนวิ่งออกมาจากการซ่อนตัว โดยถือเชือกกระโดดโรยตัวลงจากหน้าผาไป
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ด้านล่างหน้าผากลับมีเสียงร้องอย่างอนาถดังขึ้นมา จากนั้นไม่นานร่างของชายชุดดำที่โรย
ตัวลงไป กลับถูกโยนขึ้นมาจากด้านล่างหน้าผา
หลังจากนั้นก็มีเสียงอิดโรยของเหยียนหลิ่งอวี๋ดังขึ้น “ถ้าไม่กลัวตายก็ลงมาได้อีก”
ชายชุดดำหัวเราะเยาะขึ้นมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าอย่าฝืนกำลังไปหน่อยเลย ขอเพียงผู้หญิงของเจ้าอยู่ในมือข้า
น่าจะคอยดูว่าเจ้าจะหนีเอาตัวรอดไปไหนได้?”
หลังจากที่ชายชุดดำพูดจบก็หันเดินไปทางต้วนชิงหมิงยืนอยู่
นางมองไปที่ชายชุดดำด้วยแววตาที่เต็มเปียมด้วยความเกลียดชัง นางค่อยๆ ถอยหลังทีละนิดๆ “เจ้าเป็นใคร?
เจ้านายของเจ้าเป็นใคร? พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
“หึ หึ! ตอนนี้กลัวตายขึ้นมาแล้วสินะ… ยังมีกะจิตกะใจอยากรู้เรื่องอื่นอีกรึ?” ชายชุดดำหัวเราะลั่น
ต้วนชิงหมิงขบฟันแน่น “เจ้าปิดหน้าตัวเองอยู่แบบนี้ คงกลัวว่าคนอื่นจะเห็นเข้าล่ะสิ เจ้านายของเจ้าก็ไม่กล้ามา
ปรากฏตัวที่นี่อีก… เห็นที พวกเจ้าก็เป็นได้แค่เต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง!”
ชายชุดดำหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับยื่นมือไปจับต้วนชิงหมิง “เต่าหดหัวในกระดอง คงเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋
มากกว่า ที่ยอมให้เจ้ามาอยู่ตรงนี้เพียงผู้เดียว”
“เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่คนแบบนั้น… เขากับพวกเจ้าต่างกันโดยสิ้นเชิง” ต้วนชิงหมิงโต้กลับทันควัน
ชายชุดดำผงะไปประเดี๋ยวหนึ่ง จากนั้นเพิ่งจับตัวต้วนชิงหมิงยกขึ้น “มันจะใช่ไม่ใช่คนแบบนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
แล้ว สิ่งสำคัญในตอนนี้คือเจ้าอยู่ในมือของข้า……”
ชายชุดดำรู้มาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว ต้วนชิงหมิงเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ จึงไม่เป็นการต่อสู้ได้เลย บัดนี้ เขาสามารถจับ
นางได้แล้ว อีกไม่นานเหยียนหลิ่งอวี๋คงปรากฏตัวขึ้น
นิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋ ชายชุดดำผู้นี้ล้วนรู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากตอนที่เขาพูดว่าต้วนชิงหมิงเป็นผู้หญิงของเห
ยียนหลิ่งอวี๋ เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ เพียงแต่หากเป็นปกติแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงแบบไหนที่พยายามยกตัวว่า
เป็น “ผู้หญิงของเหยียนหลิ่งอวี๋” เขาต้องปฏิเสธอย่างเสียงแข็ง มิหนำซํ้าถ้าผู้หญิงคนใดกล้าเข้ามารุ่มร่ามประชิดถึงเนื้อ
ถึงตัว เขาจะใช้เท้าถีบให้กระเด็นกระดอนกลับไป
ในเวลานี้ ชายชุดดำรู้ตำแหน่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนอยู่ชัดเจน หากยังจับผู้หญิงคนนี้เป็นตัวประกัน อีกไม่นานเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ก็ต้องดิ้นพล่านขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงรู้ดีแก่ใจ นางไม่มีวันยอมให้อีกฝั่ายใช้นางเป็นเครื่องมือ
เพราะอีกฝั่ายบอกว่าเจ้านายของเขาสนใจองค์หญิงอวี้หลัวเป็นที่สุด เช่นนั้น ตีความหมายได้ว่าจะต้องเป็นคนใน
ราชวงศ์ ไม่ก็คนที่เป็นศัตรูกับราชวงศ์
อวี้หลัวเป็นถึงองค์หญิงที่ยิ่งใหญ่ในทุ่งหญ้า ย่อมมีราคาที่มิสามารถประเมินได้ แต่ต้วนชิงหมิงกลับรู้ตัวดีว่าไม่มี
ทางเทียบกับองค์หญิงอวี้หลัวจะได้แม้แต่ปลายเล็บ
อีกอย่าง เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงบาดเจ็บอยู่ข้างล่าง หากถูกปล่อยไว้แบบนี้ มีหวังอาการคงหนักมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่น
ไม่ใช่สิ่งที่ต้วนชิงหมิงปรารถนาให้เกิดขึ้น
นางจึงเดินถอยไปข้างหลัง พร้อมกับหันไปมองกะระยะจากหน้าผา เมื่อหันหน้ากลับไปกลับมาจนครบสามครั้ง
ในที่สุด ชายชุดดำก็เอื้อมมือคว้าต้วนชิงหมิง แต่คอนนั้นเองต้วนชิงหมิงกลับเลือกกระโดดลงจากหน้าผา… การกระโดด
ลงไปในครั้งนี้ บางทีอาจจะเป็นความหวังเดียวที่อาจรอดตาย แต่ถ้าฝืนอยู่บนหน้าผาต่อไป ต้องตกไปอยู่ในนํ้ามือของ
ชายชุดดำแทน… เช่นนั้น สุดท้ายชีวิตของนางและเหยียนหลิ่งอวี๋คงต้องถึงกับจุดจบพร้อมกัน