การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 534 ความฝันจากชาติที่แล้ว
ต่อมาเหยียนหลิ่งอวี๋ก็พูดเสียงค่อนข้างแผ่วเบา พร้อมกับเดินอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวังอยู่แถวหน้าผา จากนั้นก็
มาถึงถํ้าที่มืดสนิทแห่งหนึ่ง
ถึงแม้ทั้งสองคนจะใช้การเดินตามแถวหน้าผา แต่ ต้วนชิงหมิง กลับรู้สึกว่าตัวนางนั้นกำลังล่องลอยอยู่บนหมู่
เมฆา ด้วยความรู้สึกมึนงงเหมือนเท้าลอยเหนือพื้น แม้แต่ร่างของนางก็โอนเอนไปมา ราวกับว่าถ้าไม่ระวังอาจพลัดตก
จากหน้าผาลงไปได้
ต้วนชิงหมิง ไม่มีทางปล่อยมือเป็นอันขาด นางยังคงสวมกอด เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่างแนบแน่น ประดุจบุรุษที่อยู่
ข้างหน้าเป็นท่อนไม้แห่งความหวังสุดท้าย ที่ล่องลอยท่ามกลางทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเกิดนางกลัวจนปล่อยมือ
ออกก็อาจตกลงดึ่งไปสู่ความสิ้นหวังอันมืดมิดอีกครั้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังสวมกอดต้วนชิงหมิงอย่างแนบแน่นเช่นกัน เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงใจที่เต้นรัวอย่างลนลานของ
นางแล้ว จึงเอื้อมมือไปตบแผ่นหลังเบาๆ อย่างอ่อนโยน พลางพูดเสียงเบาว่า “ถึงแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
ในตอนนี้หูของต้วนชิงหมิงมีเสียง “วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง” อื้ออึงอยู่ตลอด ประกอบกับสายตาที่พล่ามัว นางจึงถามเหยียน
หลิ่งอวี๋กลับไปว่า “เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋อมยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาเอี้ยวตัวเข้าไปข้างหูต้วนชิงหมิง ตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ข้าบอกว่า
พวกเรามาถึงแล้ว”
ต้วนชิงหมิงรู้สึกตกใจจนสะดุ้งไปทั้งตัว
นางรีบผลักเหยียนหลิ่งอวี๋ออกโดยสัญชาตญาณความตกใจ และพูดอย่างโมโห “เจ้าจะตะโกนทำไม? ข้าไม่ได้หู
หนวกสักหน่อย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองต้วนชิงหมิงที่ร่างกายอ่อนแอจนพูดแทบจะไม่ไหวด้วยรอยยิ้ม
ต้วนชิงหมิงไม่ใช่คนหูหนวกเสียหน่อย แค่ไม่คุ้นชินก็เท่านั้น ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ใช้แรงทั้งหมดที่มีในการพานาง
มาที่นี่อย่างทุลักทุเล
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงปลอดภัยแล้ว ส่วนเขากลับเป็นลมล้มสลบลงไปแทน
ต้วนชิงหมิงยังไม่คุ้นชินกับความมืดมิดในถํ้าแห่งนี้ นางได้ยินเพียงเสียง “ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง” ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือน
มีบางอย่างกำลังตกลงมาที่พื้น
ด้วยความตระหนกตกใจของต้วนชิงหมิงจึงรีบเข้าไปใช้มือทั้งสองเข้าประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา กลับพบว่า
ร่างกายของเขาเย็นเฉียบไปทั้งร่างราวกับหิมะนํ้าแข็งก็มิปาน ต้วนชิงหมิงจึงถามขึ้นด้วยความร้อนรน “เจ้าเป็นอะไรไป?
ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม?”
เมื่อสิ้นเสียงคำถามลง กลับไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่คำเดียว
เสมือนว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ เป็นแรงเฮือกสุดท้ายที่เหยียนหลิ่งอวี๋มี ในเวลานี้เขาเป็นแค่หุ่นกระบอกไม่ที่ไร้กำลังจะ
โต้ตอบได้
ต้วนชิงหมิงดึงตัวเหยียนหลิ่งอวี๋เข้ามากอดพร้อมกับใจที่เย็ นชืดจนทำอะไรไม่ถูก
บัดนี้เรื่องราวต่างๆ มากมายกำลังผุดขึ้นในมโนทวารของต้วนชิงหมิง ชั่วพริบตาเดียว ทุกเรื่องต่างผสมปนเปจน
นางพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ต้วนชิงหมิงจำได้ขึ้นมาได้ ระหว่างที่เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจะกระโดดลงจากรถม้า เขาได้โอบกอดนางจนต้องเกลือก
กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ จนตกจากหน้าผาลงมากระแทกกลับหินรูปทรงพิลึกที่ยื่นออกมา
นางยังคงจำได้แม่นยำว่าหินก้อนนั้น เต็มไปด้วยเลือดของเหยียนหลิ่งอวี๋ ที่ไม่ได้ล้างแผลและพันแผลเลย แต่เขา
กลับไม่ปริปากพูดออกมาให้รู้แม้แต่คำเดียว
ตอนนั้นระหว่างที่นางหย่อนเชือกลงมาจากหน้าผา เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังคิดหาวิธีอย่างหนักในการหาทางรอดอยู่
โดยที่นางยังไม่รู้ และเมื่อนางตัดสินใจกระโดดลงมาจากหน้าผา เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เข้าไปโอบอุ้มนางเอาไว้จนทามาถึงที่ถํ้า
แห่งนี้
บริเวณด้านบนของหน้าผาได้ยินเสียงตะโกนดังมาแต่ไกล แม้จะได้ยินเสียงอยู่บ้าง แต่ก็มิสามารถจับใจความได้
อย่างชัดเจน นางได้ยินเพียงเสียงสูงเสียงตํ่าพูดสลับกันโดยที่ไม่เห็นใครเลย
ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสอง ห่างจากบริเวณหน้าผาด้านบนมาไกลแล้ว ใกล้จนกระทั่งอีกฝั่ายมิ
สามารถหานางเจอ นั่นแสดงว่าในที่สุดนางกับเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ปลอดภัยแล้ว เพียงแต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับสลบไสลลงไป
ไม่ได้สติ
จู่ๆ ต้วนชิงหมิงนึกขึ้นมาได้ ช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่เหยียนหลิ่งอวี๋ติดอยู่ในถํ้าหิมะนํ้าแข็ง ต้วนอวี้ได้พาตัวเขากลับ
มา และพักรักษาตัวเป็นเวลานาน โดยที่นางรู้เพียงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋บาดเจ็บแสนสาหัส
มาถึงตอนนี้ เขากลับสลบไม่ได้สติขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำเอาต้วนชิงหมิงที่จิตใจแข็งแกร่ง ถึงกลับไปไม่ถูก
เหมือนกัน
แต่ไหนแต่ไรมา ต้วนชิงหมิงไม่เคยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋บาดเจ็บหนักหนาถึงเพียงนี้
เนื่องจากในความทรงจำของนางนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋จะใบหน้าเปือนยิ้มกับท่าทางกวนประสาทให้เห็นอยู่ตลอด
แต่ตอนนี้เขากลับเป็นคนอ่อนแอไร้พลัง นอนเป็นผักปลาอยู่แบบนี้ จนต้วนชิงหมิงรู้สึกเหมือนที่พึ่งสุดท้ายของนางกำลัง
จะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
ต้วนชิงหมิงฝืนกลั้นนํ้าตามิให้รินไหล ระหว่างที่ประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา นางพยายามโอบกอดเหยียนหลิ่งอวี๋
โดยหวังจะใช้ความร้อนจากกายนางให้ความอบอุ่นแก่เขา
`
ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงแน่นิ่งไม่ติงไหวอย่างนั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน
ต้วนชิงหมิงนั่งอยู่ในความมืดมิด โดยรู้สึกว่าความมืดมิดมีกลับมืดสนิท จนนางมิอาจเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจนอีก
ต่อไปแล้ว
ต้วนชิงหมิงไม่รู้ว่า ความมืดสนิทในคํ่าคืนนี้จะยืดยาวอยู่อีกนานเพียงใด
นางรู้เพียงแต่ว่าทั้งไหล่ เอว และขาทั้งสองข้างของนาง ชาชินจนไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยัง
คงไม่ได้สติฟืนกลับขึ้นมา
ภายในถํ้าแห่งนี้แห้งจนมิสามารถหาความชุ่มชื้นและนํ้าได้
มิหนำซํ้าภายในถํ้ายังเงียบสงัดไปทั้งหมด นอกจากเสียงลมหายใจของต้วนชิงหมิงแล้ว ก็ได้ยินเพียงเสียงลม
หายใจที่ละเอียดโรยรินของเหยียนหลิ่งอวี๋
เสียงสะท้อนภายในถํ้าแห่งนี้ค่อนข้างชัดเจน ทั้งเสียงลมหายใจของต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋ได้สะท้อนกลับ
มาจนไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น ต้วนชิงหมิงสัมผัสได้ว่าถํ้าแห่งนี้กว้างใหญ่มาก เสียจนกระทั่งนางเดินไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางเดิน
จนสุดได้
ต้วนชิงหมิงยังคงโอบกอดเหยียนหลิ่งอวี๋ พร้อมกับเรียกชื่อของเขาขึ้นมาอีกครั้ง แต่เขากลับไม่มีการตอบสนอง
ใดๆ กลับมา ได้แต่นอนแน่นิ่งราวกับหลับลึกมิรู้เรื่องรู้ความ
แม้ตอนนี้ใบไม้ผลิมาถึงอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาบ้าง แต่ร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงความเย็นเฉียบอยู่อย่างนั้น
ภายในใจของต้วนชิงหมิงร้อนรนเป็นยิ่งนัก เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋สลบไปเป็นเวลาเนิ่นนาน ทั้งลมหายใจที่โรย
รินกับร่างกายที่เย็นเฉียบราวกับนํ้าแข็งหิมะ สิ่งนี้ทำให้เขาอาจสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
ต้วนชิงหมิงยื่นมือไปจับชีพจรของเหยียนหลิ่งอวี๋ ถึงได้รู้ว่าชีพจรของเขารวนไปหมดแล้ว
ต้วนชิงหมิงเคยศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์ในการรักษาคนจนเข้าใจดี เพียงแต่เวลานี้ ไม่มีทั้งเข็มและยาสมุนไพรให้
ใช้ ประกอบกับเหยียนหลิ่งอวี๋บาดเจ็บจนเสียเลือดมาก นางจึงจนปัญญาไม่รู้จะช่วยอย่างไรจริงๆ
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกำลังครุ่นคิดอยู่ นางยังคงโอบกอดเขาเพื่อให้ความอบอุ่น
อาจเป็นเพราะความอ่อนเพลียเป็นที่สุดของเขา ต้วนชิงหมิงจึงลองจับชีพจรเป็นครั้งที่สาม พบว่าชีพจรของเหยี
ยนหลิ่งอวี๋กลับสู่ภาวะปกติที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นไม่นานนัก ต้วนชิงหมิงได้เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในความฝัน ต้วนชิงหมิงได้ฝันเรื่องที่ค่อนข้างจะยาวมาก
นางฝันถึงตอนยังเป็นเด็กที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่ติงโหรว และนอนฟังเพลงกล่อมเด็กอยู่อย่างนั้น แสง
ตะวันรํ่าไรของตอนบ่าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายกายสบายใจ
ทันใดนั้น ฝันที่นางเห็นอยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่ติงโหรว กลับเปลี่ยนเป็นนางกำลังโอบอุ้มลูกน้อยที่เสียชีวิตไป
แล้วขึ้นมา
ต้วนอวี้หรานหันมาฉีกยิ้มอันชั่วร้าย พร้อมกับใช้มือบีบคอลูกชายของนาง จากนั้นนางพูดอย่างชัดเจนทีละคำ
“ข้าจะทำลายชีวิตให้จบสิ้น……”
ต้วนชิงหมิงฝันต่อไปว่าเห็นภาพของไฟที่ลุกโหมกระหนํ่า พวยพุ่งมาที่นางจนร่างกลายเป็นเศษธุลี
แต่ในความฝันนั้น นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย นางเห็นภาพสายลมได้พัดเศษธุลีพริ้วไหวล่องลอยไปตาม
ลม ก่อนจะตกลงบนพสุธา ในตอนนี้เอง ได้มีเสียงดังขึ้นจากฟั้าเบื้องบน “คนเราเลือกทำความดีและความชั่วได้… ต้วน
ชิงหมิง เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงอยากตอบกลับใจจะขาด นางไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจ และไม่ต้องการเข้าใจ
นางรู้เพียงอย่างเดียว การกลับชาติมาเกิดในครั้งนี้ นางจะต้องทำความปรารถนาที่ตั้งไว้ก่อนสิ้นใจในชาติที่แล้วให้
เป็นจริง!
ฟั้าเบื้องบนเหมือนกำลังถอนหายใจ จนเสียงกึกก้องกัมปนาทไปทั่วทุกทั่วสารทิศ
เสียงฟั้าดินนั้นได้ถามนางต่อไปว่า “ต้วนชิงหมิง เจ้าลองหันหลังกลับไปดู ดูว่าคนคนนั้น ยอมที่จะโดดเดี่ยวทั้ง
ชีวิต ทุกข์ทรมานทั้งชีวิต เพื่อให้ชาตินี้ได้กลับมาเจอเจ้าอีกครั้ง!หรือว่าเจ้าอยากยอมให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนกับชาติที่
แล้ว?”
ใครกัน? สรุปแล้วเป็นใครกันแน่ ที่ยอมโดดเดี่ยวทั้งชีวิตและทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิตเพื่อนาง?