การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 536 ความฝันที่มิอยากลืมตาตื่น
นํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความสั่นเครือ ท่าทางที่เสียอาการ ย่อมไม่ใช่การเสเเสร้งออกมา นางยังคงรํ่าไห้ด้วยใบหน้าที่
ยิ้มจางๆ แต่เป็นยิ้มที่ใจสลาย หมดสิ้นซึ่งความหวังทั้งหมด
ด้านต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบนํ้าตา เขาพูดเบาๆ เพียงว่า “พี่สาว ถึง
เวลาที่ข้าต้องไปแล้ว……”
ต้องไปแล้วอย่างนั้นหรือ… ต้องไปจริงๆ แล้วนะหรือ
ต้วนชิงหมิงรู้สึกกระวนกระวายใจจนมิอาจข่มความลนลานนี้ไปได้ นางเอื้อมมือออกไปหวังคว้ามือของต้วนอวี้
อย่างสุดแรงเกิด “อวี้เอ๋อร์พี่ขอร้องล่ะ อย่าไปเลย อย่าทิ้งพี่ไว้เพียงคนเดียวเลย”
จากนั้นมือของต้วนชิงหมิงได้คว้ามาจับ แต่วิญญาณนั้นกลับเลือนรางอ่อนแรง ก่อนร่างจะหายไปกับสายลม ต้วน
อวี้หันมาพูดยิ้มอ่อนๆ “ตอนนี้พี่สาวมีน้องชายคนใหม่แล้ว เช่นนั้น ขอให้ดูแลน้องชายคนนั้นให้ดีด้วยเถอะ”
พอเขากล่าวลง ต้วนอวี้ก็หันหลังเดินหายไป
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างรีบร้อนเสียงดังลั่นไปทั่ว “แต่เขาไม่ใช่น้องชายของพี่ ไม่ใช่น้องชายของพี่คนนี้……”
ต้วนชิงหมิงร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นบ้าเป็นหลัง… เจ้าต่างหากที่เป็นน้องชาย เป็นต้วนอวี้ตัวจริง ส่วนที่จวนต้วน
นั้น ไม่ใช่เจ้า ไม่ใช่เจ้าอย่างแน่นอน
ในที่สุด พี่สาวกับน้องชายที่พลัดพรากจากกันก็เข้าใจกันจนได้ เด็กน้อยที่อยู่เบื้องหน้าเป็นน้องชายแท้ๆ ของนาง
เป็นคนที่นางรู้สึกผิดบาปต่อเขา
จากนั้น ต้วนอวี้ที่ตั้งใจเดินจากไป กลับหยุดชะงักลงและหันหน้ากลับมามองต้วนชิงหมิง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและ
พูดกระท่อนกระแท่น “เขาเรียกพี่ว่าพี่สาว… แสดงว่าเขาก็เป็นน้องชายของพี่เหมือนกัน หวังว่าพี่จะดูแลและรักใคร่เขา
อย่างดี”
ต้วนชิงหมิงตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่ได้ยิน
ต้วนอวี้กำลังพูดอะไรอยู่?
เขาบอกว่าคนนั้นเรียกต้วนชิงหมิงว่าพี่สาว ก็แสดงว่าเป็นน้องชายของนางเช่นกัน
แต่ว่าคนนั้นมาใช้ร่างของต้วนอวี้ ทำให้ต้วนอวี้ต้องการเป็นวิญญาณเร่ร่อน คนแบบนั้นไม่คู่ควรเป็นน้องชายของ
นาง… ไม่สิ! ต้วนชิงหมิงไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ นางต้องการสลับร่างของต้วนอวี้กลับคืนมา นางไม่ต้องการน้องชายคน
นั้น แต่ต้องการน้องชายคนนี้มากกว่า
ต้วนชิงหมิงยกมือกลับมาอย่างเชื่องช้า จากนั้นค่อยๆ กำมือจนแนบแน่น
อวี้เอ๋อร์… พี่สาวคนนี้จะต้องคิดหาวิธี นำวิญญาณของเจ้ากลับร่างให้ได้
แม้ว่าต้วนอวี้จะเดินไปไกลแล้ว แต่เสียงของเขาก็ยังพูดกลับมาด้วยนํ้าเสียงธรรมดาและไม่รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด
“พี่สาวรู้บ้างหรือไม่ การกลับมาเกิดใหม่ของพี่ ได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของทุกคนไป หนึ่งในนั้นก็รวมถึงข้าด้วย หากไม่
ตกนํ้าตายในตอนนั้น ข้าก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดผ่านเหมันต์ฤดูในปีนี้ไปได้… เพราะฉะนั้น ช่างมันเสียเถอะ ปล่อยเรื่อง
ทุกอย่างให้เป็นไปเสียเถอะ! นับจากนี้ต่อไป ขอให้พี่ระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เพราะการกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ของพี่ ได้
เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของทุกคนรอบข้างไปแล้ว”
คำพูดส่งทางของต้วนอวี้ทำเอาต้วนชิงหมิงถึงกับตกใจอยู่ไม่น้อย… นางได้เปลี่ยนชีวิตของใครไปบ้าง?
หรือว่าคนรอบข้างของนางทุกคน ล้วนมีชะตากรรมเปลี่ยนไปเพราะนาง?
เหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงหมิง หลิวหรง รามทั้งเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ แม่นมหนิง ต้าชุ่ย……
ส่วนคนที่เหลือนั้น ต้วนชิงหมิงกลับคิดยังไม่ออก
แต่นางสามารถยืนยันได้ว่า สิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมานั้นรวมถูกต้องทั้งหมด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ส่งผล
สัมพันธ์ถึงกันและกัน
เนื่องจากการกลับมาเกิดในชาติใดของต้วนชิงหมิง ทำให้เรื่องราว ผู้คนรอบข้างล้วนแล้วแต่ได้รับผลกันไปถ้วน
หน้า
อย่างนั้น ลูกชายที่ชื่อเซียเอ๋อร์ในชาติที่แล้วของนาง จะไปอยู่ที่ไหนหนอ?
ในหัวสมองตอนนี้ เรื่องราวในชาติที่แล้วของต้วนชิงหมิงได้ผสมเข้ากับเรื่องในชาตินี้ จนนางอดไม่ได้ต้องยกมือขึ้น
ปิดหน้าปิดตาที่สะอึกสะอื้นนี้
นํ้าตาของต้วนชิงหมิงเอ่อล้นขึ้นมา จนมองภาพข้างหน้าไม่ชัดเจน ต้วนอวี้ปรายตามองนางด้วยความจนปัญญา
จากนั้นได้เดินจากไป
ในเมื่อชะตาชีวิตของต้วนอวี้ถูกกำหนดให้เป็นเช่นนี้ เขาจำต้องตัดใจจากไป โดยหวังเพียงเรื่องในชาติหน้าภพหน้า
จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของทุกสิ่ง
ต้วนอวี้จากไปแล้ว เหลือเพียงต้วนชิงหมิงยังคงยืนละห้อยหาอยู่ที่เดิม
นางร้องไห้โฮออกมาเสียงดังด้วยความทุกข์ระทมใจ โดยนำความทุกข์ทั้งหมด ให้ออกมาพร้อมกับนํ้าตาอุ่นๆ ที่ริน
ไหล
จู่ๆ ระหว่างที่นางร้องให้อยู่นั้นมีมือตบลงมาที่ไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา ต้วนชิงหมิงจึงเงยหน้าขึ้นมอง พบเพียง
ใบหน้าที่ทุกข์ใจกำลังมองมา
ใบหน้านั้นงดงามยิ่งราวกับเป็นเทวดาล่องลอยลงมา พอต้วนชิงหมิงได้เห็นเท่านั้น นํ้าตาที่อยู่ในร่างกายกลับพรั่ง
พรูออกมาไม่หยุด
นั่นเป็นใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋จริงๆ อย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความรู้สึกตกใจ ที่เขามีใบหน้าซีดขาวจนน่าเป็นห่วง
นางจึงถามขึ้นด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือ “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าดีขึ้นหน่อยแล้วหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย จากนั้นเขาก็ได้กลับตัว ไปอีกฝัง
เหยียนหลิ่งอวี๋มีคิ้วโก่งยาวดังคันศรกำลังกระตุกขึ้นลงเล็กน้อย ประหนึ่งมีเรื่องบางอย่างที่จำเป็นต้องคุยกับนาง
จากนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมเปิดปากพูดออกมา “ขอเพียงเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็จะไม่เป็นไร”
ต้วนชิงหมิงนิ่งเงียบด้วยความงงงวยครู่หนึ่ง
ประโยคที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าวมานั้น ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร?
หรือเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องการบอกเป็นนัยว่า เขาเกิดเรื่องขึ้น?
ระหว่างนั้นไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงกำลังนึกถึงเรื่องใดอยู่ นางจึงคว้ามือของเหยียนหลิ่งอวี๋เข้ามาด้วยความร้อนรน “เห
ยียนหลิ่งอวี๋ แม่ของเจ้าหายดีแล้วหรือ? ลูกน้องของเจ้ามาถึงหรือยัง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าไปมา จากนั้นเขาบีบจับไปที่ไหล่ของต้วนชิงหมิง ราวกับจะบีบให้เจ็บเนื้อเจ็บตัว
ไม่นานนัก เขาได้พูดบางอย่างที่ต้วนชิงหมิงฟังไม่เข้าใจขึ้นมา “ชิงหมิง ในใต้หล้าแห่งนี้ มีหลายครั้งทีเดียวที่พวก
เราต้องพึ่งพาตัวเราเอง”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง… ถูกต้องแล้ว! หากจะให้คนอื่นมาช่วย ตัวเราเองต้องไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน
ดังนั้น หากจะต้องขอร้องคนอื่น ไม่สู้ลองทำด้วยตัวเราเองก่อน
ดูเหมือนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋มีอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เขามองมาที่ต้วนชิงหมิง จากนั้นได้หัน
หลังเดินจากไป
สิ่งที่ทำให้ต้วนชิงหมิงตกใจสุดขีด นั่นก็เพราะเส้นทางที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะเดินไป เป็นทางเดียวกับที่ต้วนอวี้เดิน
ไปเมื่อครู่นี้
พอคิดได้เช่นนี้ นางจึงไม่คิดสิ่งใดรีบเข้าไปคว้ามือเหยียนหลิ่งอวี๋เอาไว้ “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าจะไปไหน?”
มือของต้วนชิงหมิงคว้าจับมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้แม่นยำ… โชคดีเหลือเกินที่ร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่ได้
หายวับไปกับสายลม
แต่มือของเขากลับเย็นเฉียบเป็นพิเศษราวกับนํ้าแข็งหิมะ เย็นเสียจนกระทั่งต้วนชิงหมิงสั่นสะเทิ้มไปทั้งตัว
ริมฝีปากของนางสั่นงกๆ พูดขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่าไปนะ… เจ้าอย่าเดินไปตรงนั้นเด็ดขาด!”
เมื่อครู่นี้ต้วนอวี้ไปหายวับไปจากตรงนั้น หากเหยียนหลิ่งอวี๋เดินเข้าไป ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหัวไปมาพร้อมกับยิ้มจางๆ ออกมา ชั่วพริบตาเดียว ชายหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าสิบหกปี ที่
ใบหน้าเรียบนิ่งมาโดยตลอด ได้พูดกับนางขึ้นว่า “ชิงหมิง นี่แห่งนั้น สุดท้ายข้าต้องไป เจ้าก็ต้องไป… ทุกๆ คนต่างก็ต้อง
ไป อย่างหลีกเลี่ยงมิได้!”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังรีบพูดสวนกลับอย่างใจร้อน “แต่ว่า นั่นเป็นเรื่องในอนาคต… ตอนนี้……”
ภายใต้สายตาที่เย็นเฉียบของเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำเอาต้วนชิงหมิงพูดสิ่งใดไม่ออก นางจึงกัดฟันฝืนพูดกระอ่อมกระ
แอ่มขึ้นมา “เหยียนหลิ่งอวี๋แต่ว่าเจ้าอายุยังน้อย ที่นั่นยังไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรไป… มานี่เถอะ กลับไปกับข้า กลับไปด้วยกัน ดี
ไหม?”
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ต้วนชิงหมิงบอกให้เขากลับไปพร้อมกับนาง
โดยปกติแล้ว ต้วนชิงหมิงต้องมีนิสัยดื้อรั้น ถือตัว ถือทิฐิ หยิ่งยโส ไม่แยแสใคร แต่คราวนี้ เขากลับได้เห็นนางมี
ท่าทางที่เศร้าโศกเสียใจและทุกข์ทรมานเป็นครั้งแรก
ซึ่งภาพต้วนชิงหมิง ในมโนทวารของเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่มีทางเป็นภาพที่มีลักษณะท่าทางเช่นนี้!