การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 537 เอาตัวรอด (1)
เหยียนหลิ่งอวี๋หันหน้ากลับมามองก็พบต้วนชิงหมิงกำลังจับมือของเขาไว้ จากนั้นถามด้วยเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า
“เจ้าหมายความว่า จะกลับไปพร้อมกับข้าใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงร้องขอให้เขากลับไปกับนางด้วยความจริงใจ ทำเอาคนที่กำลังจะเดินไปถึงกับชะงักลงไปชั่วขณะ
ต้วนชิงหมิงดูเหมือนกำลังกลัวเหยียนหลิ่งอวี๋จะปล่อยนางทิ้งไว้เพียงคนเดียว นางจึงรีบใช้มือคว้าไว้ ก่อนจะเม้ม
ปากแนบแน่นแล้วฝืนพูดออกมา “ใช่แล้ว เหยียนหกลับไปข้านะเถอะนะ ข้าขอร้องละ อย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่อย่างโดดเดี่ยว
เลย……”
อย่าทิ้งนางไว้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
หลังจากนั้น นํ้าตาของต้วนชิงหมิงก็ไหลพรั่งพรูอาบใบหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้ล้นทะลักออกมามากกว่าครั้งก่อนเสียอีก
นางรีบใช้มือกอดแขนของเหยียนหลิ่งอวี๋ไว้แน่น นางขอร้องวิงวอนออกมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ที่นี่ช่างมืดมิดและเหน็บหนาว
เหลือเกิน… ขอร้องท่านล่ะ อย่าทิ้งให้ข้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงผู้เดียวอีกเลย”
อย่าทิ้งนางให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงผู้เดียว
เหยียนหลิ่งอวี๋นมองอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว ทว่าคิ้วทั้งสองข้างของเขาเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่ จน
เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะอยู่ดี หรือควรจะไปดี
เพราะต้วนชิงหมิงบอกว่าอย่าทิ้งนางให้อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง นางกลัวความมืดมิดและความหนาวเหน็บจับใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองต้วนชิงหมิงร้องห่มร้องไห้ จนแววตานั้นปูดบวมขึ้นมา
เอาเข้าจริง ต้วนชิงหมิงจับแขนของเขาร้องไห้ขอร้องวิงวอน “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าไม่สนใจข้า แล้วจะพาข้ามาที่นี่
เพื่อทิ้งให้โดดเดี่ยว ขาดที่พึ่งพาอย่างนั้นหรือ… ข้าไม่สนอะไรทั้งนั้น ที่นี่ทั้งสูงใหญ่และน่ากลัว ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่เพียงคน
เดียว… ฮือๆ ๆ ๆ”
ต้วนชิงหมิงร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ราวกับว่าหากเหยียนหลิ่งอวี๋จากไป นางคงต้องร้องไห้ให้นํ้าตาที่มี
ทั้งหมดเหือดแห้งไป
เขาพูดกับต้วนชิงหมิงด้วยเสียงที่ค่อนข้างเบา “เอาล่ะ เจ้าอย่าร้องอีกเลย ข้าไม่ไปไหนแล้ว ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าให้อยู่
อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เอาตามนี้แล้วกัน!”
“จริงหรือ?”
ความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียเขาไป ทำให้ต้วนชิงหมิงรู้สึกอ่อนไหวเป็นที่สุด นางรีบจับแขนของเหยียนหลิ่งอวี๋
และพบว่าร่างกายของเขาค่อยๆ อบอุ่นขึ้นมา นางจึงอดไม่ได้ที่จะบอกกล่าวเรื่องบางอย่างให้เขาฟัง “อวี้เอ๋อร์ไม่อยู่แล้ว
ฉะนั้น เจ้าอย่าไปไหนทั้งสิ้น… พวกเจ้าอย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่คนเดียวอีกเลย……”
ที่นางเรียกขานว่า “อวี้เอ๋อร์” หมายถึง ต้วนอวี้ใช่ไหม?
ต้วนอวี้ไม่ได้อยู่ที่จวนต้วนอย่างสุขสบายดีหรือ? ทำไมต้วนอวี้ถึงจากกันไปง่ายๆ หรือว่าเขาจะแอบย่องไปที่ไหน
ได้?
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกแปลกใจขึ้นมาในฉับพลัน ทว่าพอเห็นต้วนชิงหมิงร้องไห้จนดูแทบไม่ได้ เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่ายัง
ไม่ถึงเวลาที่จะเอ่ยถามขึ้น จึงตามนํ้าต้วนชิงหมิงไปก่อน จากนั้นเขาได้หันหน้าไปทางต้วนชิงหมิง “ได้สิ… เรื่องนี้เจ้า
วางใจได้ ข้าไม่มีทางทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”
เหยียนหลิ่งอวี๋จับมือของต้วนชิงหมิงเดินตรงมาที่หน้าผา
ด้านล่างของหน้าผาปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆและหมอกจางๆ ที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ดูเหมือน
กำลังยืนอยู่ในกลุ่มเมฆ พร้อมกับชี้ไปข้างหน้า ก่อนพูดเสียงแผ่วเบาออกมา “ชิงหมิง พวกเราจะกลับไปด้วยกันแล้ว เจ้า
กลัวหรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าแสดงความไม่กลัว จากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ก้าวออกไปก่อนหนึ่งก้าว โดยยืนอยู่บนหมู่เมฆ
ก่อนหันหน้ายื่นมาให้ “ชิงหมิง พวกเราไปกันเถอะ… มาเร็วเข้า!”
ต้วนชิงหมิงมองไปตรงหมู่เมฆที่ล่องลอยอยู่ใต้เท้า โดยคิดว่าหากพลัดตกลงไปแล้วจะเป็นอย่างไร นางจึงเกิด
ความหวาดหวั่นขึ้นมา เหยียนหลิ่งอวี๋ตัดสินใจยื่นมือออกไปรับนางด้วยสีหน้าที่ร้องขอ ทำเอาต้วนชิงหมิงต้องยื่นมือไป
จับและพูดเสียงเบาๆ “ได้เลย พวกเรากลับไปด้วยกัน……”
ขอเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ทิ้งให้ต้วนชิงหมิงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่พวกเขาเลือกกลับไปด้วยการ
พอต้วนชิงหมิงก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่ง ปรากฏว่านางยืนอยู่บนเมฆได้สักพัก จากนั้นได้หล่นลงไปพื้นด้านล่าง
แทน
ต้วนชิงหมิงเลยกรี๊ด “ว๊ายยย” เสียงยาวออกมาด้วยความตกใจสุดชีวิต
ในขณะเดียวกัน นางตะโกนร้องเรียกเหยียนหที่อยู่ข้างกายนาง
ต่อมาต้วนชิงหมิงเหมือนผีเสื้อที่ถูกเด็ดปีก จนต้องร่วงหล่นลงมาจากฟากฟั้า ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ด้านหลัง
ตะโกนร้องเรียกอย่างสุดเสียงด้วยความร้อนรน ด้วยอยากคว้ามือของนางกลับมา
เมื่อร่างของต้วนชิงหมิงร่วงลงจากหมู่เมฆาอย่างรวดเร็ว เสมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไปที่เปั้า
ชั่วพริบตาเดียว ในหัวสมองของต้วนชิงหมิงมีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือนางไม่รอดแน่……
*
ในระหว่างที่ต้วนชิงหมิงร่วงหล่นลงมาจากหมู่เมฆา นางก็ตื่นได้สติขึ้นในทันที
หัวของนางยังคงรู้สึกมึนงง สะลึมสะลือ ร่างกายอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง และเจ็บปวดไปทั้งเนื้อทั้งตัว
นางจึงยกมือขึ้นมาลูบหน้าผาก ประจวบเหมาะกับชนสิ่งใดก็ไม่รู้ ทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดจนชา นางจึงหันกลับไปมอง
ด้วยความแปลกใจ ก็พบกับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น
ด้วยความตกใจต้วนชิงหมิงรีบยื่นมือเข้าไปประคองร่างของเขาเอาไว้ ทันทีที่นางยื่นมือออกไปกลับรู้สึกชาไปทั้ง
ตัวจนมิสามารถขยับตัวได้
ต้วนชิงหมิงเข้าไปประคองเหยียนหลิ่งอวี๋พร้อมกับมองไปโดยรอบ ที่แท้นางยังคงอยู่ในถํ้าเดิม แต่ด้วยแสงตะวันที่
สาดส่องเข้ามาทำให้ถํ้าแห่งนี้สว่างไสวขึ้น
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของต้วนชิงหมิง เมื่อแสงตกต้องไปที่ใบหน้าของเขา ได้สะท้อนหล่อเหลาให้
ปรากฏเด่นชัดมากขึ้นไปอีก
ต้วนชิงหมิงพยายามขยับตัวอย่างเชื่องช้า เพื่อจะนำเหยียนหลิ่งอวี๋ไปพิงที่ผนังของถํ้า ระหว่างพี่นางจะลากตัวเขา
ไป แขนที่ยังพอรับรู้ความรู้สึกอยู่บ้าง บังเอิญไปสัมผัสใบหน้าของเหยียนห จึงพบว่าเขาตัวร้อนเป็นไฟ ต้วนชิงหมิงจึงรีบ
ชักมือกลับมาด้วยความตระหนกตกใจ
นางลองยื่นมือไปสัมผัสที่หน้าผากของเหยียนหลิ่งอวี๋ ถึงกับต้องตกใจกับสิ่งที่พบ
ที่แท้หน้าผากของเหยียนหลิ่งอวี๋ร้อนเป็นอย่างมาก ยิ่งใบหน้าก็แดงกํ่ายิ่งกว่าปกติ ราวกับเขาดื่มสุราจนเมามา
อย่างหนักว่า
แต่ที่นี่จะมีสุราให้เหยียนหลิ่งอวี๋ดื่มได้ยังไง?
เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงสุราแม้แต่อึกเดียว แม้แต่นํ้าก็ยังไม่ได้เข้าปากสักหยดเลย
ต้วนชิงหมิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่จิตใต้สำนึกของนางได้เตือนให้ช่วยลดความร้อนในตัวเหยียนหลิ่งอวี๋โดยเร็ว
เพียงแต่ในถํ้าที่อากาศแห้งมาก จึงไม่ต้องคิดถึงแม้แต่นํ้าสักหยดเลย อีกอย่างพวกเขาอยู่ในถํ้าบนภูเขา แค่คิดหา
วิธีเอาตัวรอดให้ได้ก็ยังยากเสียยิ่งกว่ายาก
ถึงแม้ยังคิดหาวิธีการใดไม่ออก ก็ไม่ควรที่จะนั่งรอความตายอยู่แบบนี้!
ต้วนชิงหมิงกัดฟันลากตัวเหยียนหเพื่อไปพิงกับผนังถํ้า โดยนำเสื้อคลุมของนางรองให้เหยียนหได้พิง… แม้ว่าที่นี่
จะไม่มีนํ้าแม้แต่หยดเดียว ทว่าต้วนชิงหมิงอยากลองพึ่งดวงไปหานํ้ามาให้เหยียนหลิ่งอวี๋สักครั้ง
พอต้วนชิงหมิงเริ่มขยับตัวได้นิดหน่อย ชายที่สลบไสลอยู่กลับยื่นมือเข้ามาจับแขนของนางไว้จนแน่น ต้วนชิงหมิง
คิดด้วยความดีใจว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ได้สติฟืนขึ้นแล้ว แต่เมื่อนางหันหน้าไปมอง กลับพบเขายังคงหลับตาแน่นิ่งอยู่เหมือน
เดิม มีเพียงมือเท่านั้นที่ยังขยับเขยื้อนได้
ความดีใจทั้งหมดที่นางคิดไว้ต้องมลายหายวับไปกับตา ต้วนชิงหมิงใช้มือไปแกะมือเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไปวางไว้ที่
เก่า ก่อนจะลุกขึ้นยืน มือของเขาก็ได้ยื่นมาจับแน่นมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะแกะอย่างไรก็ดูเหมือนจะแกะไม่ออก นางจน
ปัญญาจึงนั่งลงมาดังเดิม พร้อมกับเอี้ยวตัวไปกระซิบข้างหู “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปหานํ้ามาให้”
ชายที่สลบไสลคนนั้นเหมือนได้ยินสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดไม่ชัดเจน หรือไม่ก็ได้ยินแจ่มชัด แต่ไม่ปล่อยให้นางทำแบบ
นั้น… ใบหน้าที่แดงกํ่าจากความร้อนที่สูง ริมฝีปากแห้งลอกเป็นแผ่นๆ จนดูน่ากลัว เขาก็ยังคงจับมือต้วนชิงหมิงไว้อย่าง
นั้น ก่อนจะพึมพำขึ้นมา “อย่าไป… อย่าไปไหนทั้งนั้น… นํ้าๆๆๆ”