การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 538 เอาตัวรอด (2)
เอาเข้าจริง ต้วนชิงหมิงก็ไม่อยากทอดทิ้งเหยียนหลิ่งอวี๋เอาไว้ที่นี่ ด้วยสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ นางจำเป็นต้อง
ออกไปหานํ้า
เพราะสภาพของเหยียนหลิ่งอวี๋ในเวลานี้ยิ่งแย่ขึ้นไปทุกขณะ ทั้งสลบไสลไม่ได้สติ ตัวร้อนเป็นไฟและยังขาดนํ้า
อย่างหนัก สามสิ่งนี้ต่างประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน จนสามารถเอาชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ไปได้ทุกเมื่อ
ฉะนั้น ต้วนชิงหมิงจำเป็นต้องออกไปหานํ้า เพื่อช่วยดับกระหายและลดอุณหภูมิที่สูงในตัวลงให้เหยียนหลิ่งอวี๋
หลังจากนั้นค่อยหาวิธีการเอาตัวรอดจากที่นี่ต่อไป
ต้วนชิงหมิงพยายามสะบัดแขนออกจากมือเหยียนหลิ่งอวี๋ เพื่อลุกออกไป
ทันใดนั้น ชายที่ยังสลบไสลเหมือนรู้ความคิดของนาง จึงรีบขวาแขนของนางดึงเข้ามาในอ้อมอกและเพิ่งทำออก
มาว่า “อย่าไปเลย… หนาวเหลือเกิน”
หนาวจับใจไปทั้งร่างเหลือเกิน
เนื่องจากเพิ่งเข้าต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศจึงยังคงแห้ง ประกอบกับเหยียนหลิ่งอวี๋ดันมาปั่วยอีกทำให้เขารู้สึกหนาว
เหน็บขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ นางแกะมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ออก พลางพูดขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้ารอข้าอยู่
ตรงนี้ ข้าจะไปหานํ้าให้เจ้าดื่ม”
สิ่งที่นางพูดนั้น ช่างเป็นสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องการมากในเวลานี้ เขาจึงขยับริมฝีปากที่แห้งลอกนั้น เพึมพำเสียง
แหบแห้ง “นํ้า… ขอนํ้าหน่อย……”
เขาอยากดื่มนํ้าเพื่อดับกระหายให้หมดไป
ต้วนชิงหมิงจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่เด็ดขาด แกะมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ออกแล้วรีบลุกออกไปในทันใด
แต่ทันใดนั้น เท้าของนางไม่รู้ว่าเหยียบเข้ากับอะไร จึงโซซัดโซเซเกือบล้มลงไปกับพื้น
ด้วยสติที่ว่องไว นางรีบยันไปที่ผนังทำให้ไม่ล้มลงไป
ทันใดนั้น มือของนางได้ไปสัมผัสกับบางอย่างที่ลื่นไหลและเย็นเฉียบ จนต้วนชิงหมิงขนลุกขนพองสยองเกล้าไป
ทั้งตัว
เมื่อนางลืมตาขึ้นมามองถึงกับตกใจสุดขีด ที่แท้ มือของนางกำลังสัมผัสจับงูที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลในการ
จำศีลหน้าหนาว
งูตัวนั้นมีสีเดียวกลืนไปกลับสีของหินในถํ้าจนแทบแยกไม่ออก ถ้าไม่ใช่เพราะมือของนางรับรู้ถึงความเย็นเฉียบที่
ไม่ปกตินั้น คงคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงมือคงเป็นหินผนังถํ้าธรรมดาไปแล้ว
ในตอนนี้เพิ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สัตว์ที่จำศีลนั้นค่อยๆ เริ่มตื่นจากหลับไหล เพราะอากาศที่เริ่มสูงขึ้น ส่วนงูตัวนั้นดู
ท่าเหมือนจะขี้เกียจ เพราะมันไม่หันมามองต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย นางจึงสามารถรอดจากความตายมาได้
แต่ด้วยแรงกดที่ค่อนข้างหนักของต้วนชิงหมิง งูจึงขดตัวด้วยความตกใจและเลื้อยออกไป
ต้วนชิงหมิงกลั้นลมหายใจ ค่อยๆ ดึงมือกลับออกมาอย่างเบามือ งูตัวนั้นลืมตาสีเทาปนนํ้าตาลเหลือบมองนางไป
ครั้งหนึ่ง
ส่งผลให้เนื้อตัวของต้วนชิงหมิงมีเหงื่อไหลจนเปียกโชกไปทั้งตัว นางรู้ว่าที่มือนั้นคงไม่ใช่งูเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น แต่
กลับเป็นเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
ต้วนชิงหมิงจ้องมองงูตัวนั้นโดยไม่กระพริบตาแล้วแต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นนางค่อยๆ ดึงมือกลับมาอย่างช้าๆ
โชคดีตรงที่ งูตัวนั้นเหมือนยังไม่ได้ตื่นเต็มที่จากการจำศีล ดังนั้น มันจึงไม่สนใจที่ต้วนชิงหมิงดึงมือกลับไป
หลังจากนั้น ต้วนชิงหมิงค่อยๆ ก้าวย่องกลับไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่าง
โล่งใจ
ดีเหลือเกิน ดีจริงๆ ที่นางไม่เป็นอะไร
ต้วนชิงหมิงมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่สลบไสลอยู่ ด้วยเหงื่อที่แตกท่วมตัว
เห็นทีถํ้าที่อยู่ในเขาแม้ภายนอกจะดูเงียบสงบ แต่ไม่รู้เลยว่าภายในนั้นแอบซ่อนอันตรายใดไว้บ้าง ต้วนชิงหมิงเชื่อ
มั่นเป็นอย่างยิ่ง หากนางปล่อยให้เหยียนหลิ่งอวี๋ที่นอนยังไม่ได้สติไว้แบบนั้น ก็เท่ากับส่งเขาเป็นอาหารอันโอชะของงูตัว
นั้นไป
เมื่อคิดได้ดังนี้ ต้วนชิงหมิงจึงไม่กล้าออกไป นางยังคงคอยขยับตัวเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความระมัดระวัง ให้ห่างออก
จากงูที่จำศีลตัวนั้นให้มากที่สุด ด้วยกลัวว่างูอาจเลื้อยเข้ามาฉกนางกับเหยียนหลิ่งอวี๋โดยไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้
โชคดีที่ งูตัวนั้นอยู่ต่ออีกไม่นาน มันค่อยๆ เลื้อยออกไปจากถํ้าอย่างเนิบนาบจนไม่เห็นตัว ในที่สุด ต้วนชิงหมิง
ค่อยวางใจลงมาได้
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงนอนไม่ได้สติ จึงไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้
เมื่อต้องอยู่กับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไม่สามารถปั้องกันตัวเองได้ ตัวจริงนี่ก็รู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างขึ้นมา ปกติแล้ว เห
ยียนหลิ่งอวี๋ฉลาดเป็นกรด ทว่าตอนนี้กลับนอนแน่นิ่งเหมือนผักปลาไปแล้ว
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจอย่างเป็นกังวล หลังจากนั้นนางก็ฉีกชายเสื้อที่อ่อนนุ่มออกมา เพื่อซับเหงื่อตรงบริเวณ
หน้าผากให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋
ตอนนี้ยังไม่สามารถหานํ้าได้!
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงตัวร้อนสูงและเริ่มเข้าสู่ภาวะมึนงง เขายกมือขึ้นไปจับแขนต้วนชิงหมิงไม่ให้ไป ขณะเดียวกันก็
พูดขึ้นว่าต้องการดื่มนํ้า
แต่ว่าต้วนชิงหมิงยังคงหานํ้าไม่พบ
นางจึงมองไปรอบด้าน เห็นก้อนหินที่มีรอยร้าวก็คาดเดาได้ ว่าที่แห่งนี้ไม่มีร่องรอยของนํ้าแม้แต่น้อย
บนท้องฟั้ายังคงไม่มีฝนตกโปรยปรายลงมา มีแต่เพียงแสงของตะวันที่สาดส่องรอดเข้ามาในถํ้า
ต้วนชิงหมิงพยายามมองไปทั่วๆ เพื่อมองหาสิ่งที่พอจะมีนํ้า
ทันใดนั้น สายตาที่สอดส่องไปทั่วของนาง กลับหยุดชะงักลง เมื่อเห็นเถาวัลย์อ่อนเลื้อยลงมารับแสงแดดในไบไม้
ผลิ
ใบเถาวัลย์ที่เล็กเหล่านั้นเห็นได้ชัดว่าเพิ่งผลิใบออกมาได้ไม่นาน จึงมีสีเขียวอ่อนและเหลืองอ่อนคอยปะปนกันไป
แววตาของต้วนชิงหมิงกลับลุกวาวขึ้นมาทันใด นางรีบวิ่งเข้าไปดูอย่างละเอียด พบว่าเป็นเถาวัลย์ที่พบได้ทั่วไป
ตามภูเขา ถึงแม้ไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็พอมีนํ้าอยู่บ้างเล็กน้อย ที่สำคัญใบของมันไม่มีพิษ
ต้วนชิงหมิงเด็ดใบอ่อนของมันออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นไปคุกเข่าลงข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋ พยายามบีบนํ้า
จากใบให้หยดลงในปากของเขา
รสชาติที่ขมปีทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ที่สลบไสล ถึงกลับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับว่าไม่เคยชินกับรสขมปีแบบนี้
มาก่อน ด้วยความดีใจของต้วนชิงหมิงที่เห็นเขาไม่มีท่าทีปฏิเสธ จึงตั้งใจบีบให้นํ้าไหลเข้าปากเหยียนหลิ่งอวี๋ต่อไป
แต่ด้วยปริมาณนํ้าที่แสนจะน้อยของใบเถาวัลย์ที่เพิ่งแตกใบออกมา เหยียนหลิ่งอวี๋จึงพยายามกลืนลงไปอึกใหญ่
ต้วนชิงหมิงบีบอยู่นานสองนานจนเกือบหมดแรง ได้นํ้าเพียงน้อยนิดแทบไม่พอกับความต้องการ
ต้วนชิงหมิงจึงยัดใบเถาวัลย์เข้าไปในปาก เคี้ยวไปมาอย่างเชื่องช้า ความขมนั้นได้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ทันใดนั้น
ความขมที่ได้รับทำให้นางรู้สึกถึงชีวิตที่ข่มขื่น ไร้ซึ้งความหวังต่อทุกสิ่ง
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงไม่ได้สติ แต่กลับพึมพำต้องการนํ้าอยู่อย่างนั้น
ต้วนชิงหมิงจึงเอื้อมไปจับหน้ผากของเขาอีกครั้ง ก็ยังร้อนเป็นไฟจนน่าตกใจ
ด้วยความร้อนใจของต้วนชิงหมิง หากไม่มีนํ้ามาให้กับเขาอีก มีหวังเหยียนหลิ่งอวี๋คงตัวร้อนจนธาตุในกายแตกดับ
ปัญหาคือไม่รู้จะไปหานํ้ามาจากที่ไหน?
ใบเถาวัลย์ที่พอจะเก็บมาได้ก็เด็ดกลับมาหมดแล้ว ทว่ายังไม่พอกับความต้องการของเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ดี
ต้วนชิงหมิงหน้านิ้วคิ้วขมวดครุ่นคิดไม่ออกเสียทีว่าจะไปหานํ้ามาจากที่ไหนได้
จู่ๆ ปลายนิ้วของต้วนชิงหมิงดันไปถูกของแหลมบางอย่างทิ่มเข้าให้ จนต้องดึงมือกลับมาแทบไม่ทัน เมื่อมองดูก็
พบว่าเป็นหนามของเถาวัลย์ที่ยื่นออกมา
เลือดสีแดงสดได้ไหลออกมาจากปลายนิ้วและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ต้วนชิงหมิงรู้สึกเจ็บปวดจนรีบกลับไปพันแผล
ระหว่างที่สะบัดมือของจากหนาวเถาวัลย์ เลือดเจ้ากรรมช่างบังเอิญกระเซ็นไปที่ริมฝีปากของเหยียนหลิ่งอวี๋
ต้วนชิงหมิงเห็นเขากลืนเลือดเข้าไปอย่างหิวกระหาย
ความตั้งใจที่จะไปห้ามเลือดจึงหยุดลงไปชั่วขณะ
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอานิ้วที่เลือดไหลใส่เข้าไปในปากของเหยียนหลิ่งอวี๋ เมื่ออีกฝั่ายสัมผัสได้ถึงความ
อบอุ่น จึงเริ่มออกแรงดูดอย่างกระหาย
ความเจ็บปวดที่นิ้วของนางเบาบางลงมิน้อย ทว่าบาดแผลที่เล็กน้อยนั้น ดูท่าแล้ว คงมีเลือดไหลออกมาแสนน้อย
นิด ไม่เพียงพอต่อความต้องการ