การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 539 เอาตัวรอด (3)
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่กระหายนํ้าได้ออกแรงดูดนิ้วของต้วนชิงหมิงอย่างแรง ราวกับต้องการได้นํ้าดื่มมากกว่านี้
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงมองไป เห็นริมฝีปากที่ทั้งแห้งและลอกเป็นขุยของเหยียนหลิ่งอวี๋ นางจึงตัดใจเอานิ้วไป
สะกิดกับหินที่แหลมออกมา เพื่อเปิดแผลให้กว้างขึ้น
ความเจ็บปวดเพียงแวบเดียว ทำให้เลือดไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว ต้วนชิงหมิงรีบนำนิ้วที่เลือดไหลหยดตึ๋งๆ
เข้าไปวางไว้ตรงริมฝีปากของเขา
ทันทีที่เหยียนหลิ่งอวี๋รับรู้ถึงนํ้าตรงริมฝีปาก ก็เริ่มกลืนลงไปอึกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนต้วนชิงหมิงถ้ายอมทน
ความเจ็บปวด เพื่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋ดูดเลือดจากตัวนางจนหนำใจ
เห็นได้ชัดว่าเลือดจากปลายนิ้วที่ไหลออกมา อาจไม่เพียงพอกับการขาดนํ้าอย่างหนักของเหยียนหลิ่งอวี๋ ดูท่าต้อง
ให้เลือดมากกว่านี้จึงจะสามารถชดเชยนํ้าที่ขาดไปได้
ต้วนชิงหมิงมองไปตรงปลายนิ้วที่นางให้เลือด พร้อมกับคิดวางแผนว่า จะหยิบก้อนหินที่แหลมขึ้นมากรีดข้อมือ
เพื่อให้เลือดไหลได้เยอะและเร็วกว่านี้
ความเงียบสงบภายในถํ้า เสียงกลืนเลือดของเหยียนหลิ่งอวี๋ดัง “อึก อึก อึก” ไปทั่ว ต้วนชิงหมิงกัดฟันอดทน
ความเจ็บปวดของบาดแผล เพื่อให้เหยียนหลิ่งอวี๋สามารถดื่มเลือดสดๆ ได้ตามต้องการ
หลังจากเวลาผ่านล่วงเลยไป เลือดของต้วนชิงหมิงได้หลายอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งนางรู้สึกอ่อนเพลียไปทั้งตัวเลย
อิงแอบไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ โดยให้ข้อมือยังคงอยู่ที่ปากของเขา ต้วนชิงหมิงบ่นพึมพำออกมา “เห้อ! เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าตัว
ดูดเลือด ข้าดื่มเลิดของข้าไปมากแล้ว นับจากนี้ต่อไป ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะยังกล้าแกล้งข้าอีกไหม?”
แน่นอนว่า คำถามของนางไม่ได้รับการตอบกลับจากอีกฝัง
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ ปิดริมฝีปากลง นั่นหมายความว่าเขาได้ดูดดื่มเพียงพอแล้ว ต้วนชิงหมิงจึงคว้าเศษ
ผ้าขึ้นมาพันบริเวณข้อมือของนางเอาไว้
บัดนี้ ต้วนชิงหมิงรู้สึกเห็นภาพเบื้องหน้าเลือนลาง และยังไม่ทันที่จะพันแผลได้เสร็จ เศษผ้าก็ร่วงโรยตกลงไปบน
พื้น ทั้งความหิวโหยผสมกับการเสียเลือด เรี่ยวแรงของนางจึงถูกใช้จนหมดสิ้น และเป็นลมล้มพับลงไปในที่สุด
ไม่รู้เลยว่าเวลาผันผ่านไปนานเพียงใด จนกระทั่งต้วนชิงหมิงได้สติฟืนขึ้นมา
นางรู้สึกเจ็บปวดทรมานไปทั้งร่าง ทว่ากลับรู้สึกอบอุ่นเหมือนมีบางอย่างมาคลุมนางเอาไว้ พอนางจะขยับตัว สิ่ง
ที่คลุมไว้ได้รัดตัวนางในทันที
ร่างกายที่อิดโรยไร้เรี่ยวแรง ศีรษะปวดแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ
ต้วนชิงหมิงพยายามฝืนลืมตาขึ้นมา เห็นภาพเงาสลัวๆ ไม่ชัดเจนตรงเบื้องหน้า
ในหัวของต้วนชิงหมิงมีเพียงความมึนงง จนนางต้องหลับตาลง
จู่ๆ ได้มีเสียงแหบแห้งดังขึ้นข้างหูของนาง “เจ้าตื่นแล้วเหรอ? ตื่นเเล้วก็ลุกขึ้นมาดื่มนํ้าเอาเองแล้วกัน”
เสียงนั้นช่างแหบแห้งราวกับว่าไม่ได้พูดกับผู้คนมาเนื่นนาน
แต่พอได้ยินเพียงคำเดียว ต้วนชิงหมิงก็ต้องตกตะลึงทันใด… เสียงนั้นเป็นของเหยียนหลิ่งอวี๋?
เหยียนหลิ่งอวี๋ตื่นขึ้นได้สติแล้วหรือ?
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเพียงใบหน้าเปือนยิ้มกำลังส่งมาที่นาง ในเวลานี้ แม้นางจะยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
แต่กลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่นอยู่ในนั้น
ต้วนชิงหมิงพูดกระอ่อมกระแอ่มออกมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ในที่สุด เจ้าก็ตื่นขึ้นแล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มจางๆ “พอข้าตื่นได้สติขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะสลบไป”
พอต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากพูดกลับพูดไม่ออก นางมองไปรอบๆ เห็นเพียงความมืดมิดไปทั้งหมด ส่วน
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความชุ่มชื้นที่พัดโชย จนรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
มีนํ้าแล้ว?
ต้วนชิงหมิงพยายามออกแรงดันตัวขึ้นมานั่ง แต่ยังไม่ทันไร ร่างของนางก็ล้มฟุบลงไปอีกครั้ง
ระหว่างที่กำลังจะล้มพับลงไป ได้มีมือข้างหนึ่งเข้ามาสอดรับตัวนางเอาไว้ จนนางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้นมา
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดยิ้มๆ “ไม่เจอกันครึ่งเดือน เจ้าดูอ้วนท้วมขึ้นนะ” `
ต้วนชิงหมิงเกลียดที่สุดกับคนที่ชอบบอกนางว่าอ้วน นางจึงถลึงตาโตและดุเอาว่า “เจ้านั่นแหละที่อ้วน เจ้านั่น
แหละอ้วนยิ่งกว่าหมู”
พอเห็นต้วนชิงหมิงได้สติขึ้นมา เหยียนหลิ่งอวี๋จึงยอมโอนอ่อนผ่อนปรนพูดขึ้น “ใช่แล้ว… เจ้าไม่ได้อ้วนท้วมขึ้น
ไม่ได้หนักขึ้น แต่ข้อมือของเจ้ากลับเป็นแผลจนไร้เรี่ยวแรง”
ต้วนชิงหมิงหันหน้ากลับมามอง จึงเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นั่งอยู่ข้างนางโดยไม่มีความโกรธเคือง โดยที่มือข้างหนึ่งของ
เขาโอบนางจากด้านหลัง กลัวว่าจะล้มฟุบลงไปจนได้รับบาดเจ็บ
ต้วนชิงหมิงมองไปโดยทั่วๆ และพูดอย่างกระอักกระอ่วน “เหยียนหลิ่งอวี๋ ที่นี่คือที่ไหนกัน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มเจื่อนออกมา “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่เป็นที่ไหน ตั้งแต่ที่ข้าได้สติตื่นขึ้นมา พบเจ้านอน
สลบไสลอยู่แล้ว จึงพาเจ้าเดินลัดเลาะมาจนถึงที่นี่”
ต้วนชิงหมิงกำลังประมวลคำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋ จึงหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา นางกำลังคิดว่าคนที่หมดสติไปนั้น
กลับถูกคนที่มีไข้สูงพาตัวมาถึงที่นี่ ดูแล้วช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ต้วนชิงหมิงจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋ ไข้ของเจ้าลดลงบ้างไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยื่นมือขึ้นไปจับหน้าผาก ตอบกลับว่า “น่าจะลดลงไปมาก จนไม่รู้สึกตัวร้อนอีกแล้ว มีเพียงรู้สึก
อ่อนแรงไปทั้งตัวก็เท่านั้น”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับรู้ เพราะร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่มาก ต่อให้ไม่สบายตัวร้อน ขอเพียงได้ดื่มนํ้า
อย่างเพียงพอ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับนางนั้น การเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้เวียนหัวหมดสติไป เห็น
ห*ร่างกายของนางจะไม่ได้เรื่องเท่าที่ควร
ใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋เผยอมยิ้มน้อยๆ ออกมาอยู่ตลอด แต่พอเขาได้เห็นบาดแผลที่ข้อมือของต้วนชิงหมิง
ดวงตาก็ลุกเป็นไฟด้วยความโมโห
เขาจึงถามเสียงตํ่าว่า “ตอนที่ข้าสลบไปนั้น รู้สึกเหมือนได้ดื่มนํ้าที่มีรสออกเค็มๆ อย่าบอกนะว่านั่นคือเลือดของ
เจ้า?”
ต้วนชิงหมิงหันไปมองเหยียนหลิ่งอวี๋พร้อมกับขยับข้อมือไปมา “ไม่มีทางเลือกนี่หน่า ใครใช้ให้ที่นั่นไม่มีนํ้า ข้าจึง
ต้องเสียสละเลือดของตัวเอง”
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวข้ากลับไปเอายาทาแผลเป็นมาให้ เจ้าก็จงทายา
ตามเวลาด้วยล่ะ”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้ายิ้มๆ “ช่างมันเถอะ ไม่ต้องลำบากเอามาหรอก… เจ้ากลับไปดูแลตัวเองให้ดีก่อนเสียเถอะ
บาดแผลเต็มตัวไปหมดแล้ว เจ้าต้องการยามากกว่าข้าเสียอีก”
“มันไม่เหมือนกันเสียหน่อย… ร่างกายของผู้หญิงมิอาจมีรอยแผลเป็นได้ หากมีขึ้นมาจะถูกคนดูถูกเยาะเย้ยเอา
ได้” เหยียนหลิ่งอวี๋พูดอย่างจริงจัง
ร่างกายของผู้หญิงนับเป็นสมบัติลํ้าค่าที่มิอาจมีรอยตำหนิใดได้ ดังนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋จึงติดค้างนางโดยที่ไม่ต้อง
สงสัย
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับไม่ได้สนใจสิ่งพวกนี้
พูดก็พูดเถอะ หลังจากที่ประสบพบเจอไปั๋หย่วนฮ่าวในชาติที่แล้ว ต้วนชิงหมิงก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาว่า ชายใดให้
ความสำคัญต่อรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามนั้น หาใช่มาจากความจริงใจไม่!
พอคิดมาได้ถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงได้พูดดลับอย่างจริงจังเช่นกัน “ข้ารู้เรื่องนี้ดี… แต่ว่าที่สามีในอนาคต หาก
รังเกียจด้วยเรื่องแค่นี้ ย่อมแสดงว่าไม่ใช่คนดีเด่อะไร”
เหยียนหลิ่งอวี๋แววตาพลันชะงักลงไป โดยพูดะอะไรไม่ออกเลย
ต้วนชิงหมิงไม่อยากสนใจประเด็นนี้อีกต่อไปแล้ว นางเลยหันมองไปรอบๆ ถามขึ้นว่า “ที่นี่คือที่ไหนกัน? พวกเรา
เอาตัวรอดมาได้แล้วใช่ไหม?”
“ข้าส่งสัญญาณออกไปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานกำลังเสริมจะมาถึงที่นี่ เจ้าพักผ่อนเสียก่อน อย่าได้กังวลใจไป” เหยี
ยนหลิ่งอวี๋พูด
ด้านต้วนชิงหมิงแปลกใจอยู่บ้างที่ได้ยิน
หลังจากที่นางได้สติขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่ว่าจะนํ้าเสียง ท่าทาง ล้วนไม่เหลือ
การวางมาดและโอหังใดเลย ยิ่งมองไปที่แววตาของเขา ก็ปรากฏความอ่อนโยนจริงใจออกมา ทำเอาต้วนชิงหมิงเกือบตก
เข้าสู่ความหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
ต้วนชิงหมิงแอบคิดในใจ เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ต้องรู้สึกติดหนี้บุญคุณที่ดื่มกินเลือดของนางไป แต่ที่จริง เขาไม่จำเป็น
ต้องคิดมากขนาดนั้นเลย เพราะต้วนชิงหมิงไม่ใช่คนที่ขี้เหนียวคิดเล็กคิดน้อย อีกอย่างเหตุการณืในตอนนั้นอยู่ในช่วง
หน้าสิ่วหน้าขวานระหว่างความเป็นความตาย จึงต้องเลือกรักษาชีวิตของเขาไว้
บัดนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เป็นอะไรแล้ว ต้วนชิงหมิงพลอยสบายอกสบายใจไปด้วย