การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 540 ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงไม่พูดไม่จา เหยียนหลิ่งอวี๋เลยคิดว่าเขาพูดอะไรผิดไป แม้จะอยู่ในความมืดแต่ใบหน้าของเขา
กลับแดงระเรื่อขึ้นมา พร้อมหายใจกระหืดกระหอบอยากรวดเร็ว จันทราบนนภาอันมืดมิด แววตาของเขากลับลุกวาว
พร้อมกับพูดเสียงเบาว่า “ความหมายที่ข้าจะบอกคือ พวกเราออกจากที่นั่นแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
บนถํ้าที่สูง หน้าผาที่ชัน รวมกับคนที่สลบไม่ได้สติและหานํ้าไม่เจอ… ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ต้วนชิงหมิงเพียง
คนเดียวจะต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เหยียนหลิ่งอวี๋คิดว่าถึงตอนนี้ ต้วนชิงหมิงอาจมีความรู้สึกหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
จึงพยายามเตือนนางเป็นพิเศษ
ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยๆ ด้วยใบหน้าที่เริงร่า “เจ้าก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน ทำไมถึงพาข้าออกมาจากตรงนั้นได้?”
อาการไข้สูงจนสลบและบาดเจ็บอย่างหนักของเหยียนหลิ่งอวี๋ จะสามารถพานางออกมาจากถํ้าได้อย่างไรกัน
ระหว่างนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ใช้มือผูกผ้าคาดเอวให้แน่นขึ้น โดยที่บาดแผลยังมีเลือดซึมออกมาอยู่ โชคดีที่รอบข้าง
มืดมิดไปทั้งหมดจนต้วนชิงหมิงมองไม่เห็น เหยียนหลิ่งอวี๋จึงตอบกลับไปแบบยิ้มๆ “เจ้าตัวเบาขนาดนี้ ข้าแบกไหวอยู่
แล้ว”
ฉับพลันนั้น ใบหน้าของต้วนชิงหมิงพลันแดงระเรื่อขึ้นมา
แต่ไหนแต่ไรเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมา หรือว่าตอนนี้เขากำลังแซวต้วนชิงหมิงอยู่?
ต้วนชิงหมิงรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง จนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา นางจึงหันหน้าไปอีกทาง จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเขา
ภายใต้ความมืดมิดนั้นมีเสียงนํ้าไหลซู่ซ่าไหลเป็นทาง คํ่าคืนในต้นฤดูใบไม้ผลิ หนาวเหน็บจนทำให้นางสั่นสะเทิ้ม
ไปทั้งตัว และหิวจนปวดท้องอยากอาเจียนออกมา ดีที่นางใช้มือทั้งสองข้างลูบท้อง จึงบรรเทาความรู้สึกให้ทุเลาลงไปได้
ใบไม้ผลิเพิ่งเยื้องย่างเข้ามา นอกจากพืชปั่าพันธุ์ต่างๆ แตกหน่อผลิใบ ผลไม้ปั่าก็ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ยากเลย โดยมี
เพียงพอให้กับต้วนชิงหมิงที่หิวโซมาสองวันเต็มๆ จนนางเกือบลืมรสชาติของอาหารไปแล้ว
ข้างกายของนางอยู่ๆ มีเสียงจุดไฟดังขึ้นมาอยู่หลายครั้งหลายหน
ในที่สุด แสงไฟได้ถูกจุดขึ้นจนแยงตาของต้วนชิงหมิง จากนั้น มีกลิ่นหอมของอาหารได้ลอยโชยมาเตะจมูกจนสูด
ดมไปถึงปอดข้างใน กลิ่นหอมนั้นทำให้ท้องที่หิวโซของนางร้องโครกครากขึ้นมา จนนางต้องกลืนนํ้าลายไปหลายอึก
แสงไฟนั้นทำให้ทั้งห้องกลับสว่างไสวขึ้นมา เมื่อต้วนชิงหมิงรอให้ตาของนางตราบเท่ากับแสงสว่างแล้ว นางจึง
มองเห็นกองไฟที่ถูกสุมอยู่ห่างออกไป จนมิสามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นได้
จากนั้นไม่นาน เหยียนหลิ่งอวี๋ก็เดินเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับไม้ที่เหลาจนแหลมและด้านบนก็มีกลิ่นหอมของปลา
ตัวใหญ่ลอยโชยมา
ต้วนชิงหมิงกลืนนํ้าลายลงไปอึกใหญ่ และถามขึ้น “ปลานี้ เจ้าจับมาเองหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเรามาถึงที่นี่ อากาศก็มืดมิดลงเสียก่อน ดังนั้นปลาสองตัวนี้ค่อยเผากินพรุ่งนี้
เช้าก็แล้วกัน” เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับ
ต้วนชิงหมิงยื่นมือออกไปรับไม้ที่เสียบปลามา พรางพูดตะกุกตะกัก “ที่เจ้าพูดมาคือ… จับปลาได้สองตัว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋โบกมือปฏิเสธ “ที่จริงแล้ว มีปลาอยู่สองตัวนี้ แต่เผอิญตัวหนึ่งโดนแทงเฉียดๆ จึงหนีไปได้”
ต้วนชิงหมิงอดหัวเราะเยาะขึ้นมาเสียมิได้ เพราะนางไม่เคยเห็นคนที่แทงปลาได้แล้ว แล้วยังมีท่าทางสบายใจเฉิบ
ไม่เสียใจที่อีกตัวหนีไป
แสงกองไฟที่พริ้วไหวไปตามลม ส่องให้เห็นใบหน้าที่จริงจังของเหยียนหลิ่งอวี๋ พอเขายื่นปลาในมือให้ต้วนชิงหมิง
แล้วก็พูดเสียงเบา “เจ้ารีบกินเสียเถอะ ลูกคุณหนูแต่ละคนทนความหิวไม่ได้มากนักหรอก”
กลิ่นความหอมหวลของปลาย่างได้พุ่งโชยเข้าไปยังโสตรับกลิ่นของต้วนชิงหมิง นางอยากเอาปลายัดเข้าใส่ปาก
และกลืนกินให้หมดในคำเดียว “แล้วปลาของเจ้าอยู่ไหน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะเยาะออกมา จากนั้นจึงพูดว่า “รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อน ข้าค่อยออกไปจับปลาก็มีกินแล้ว”
ต้วนชิงหมิงได้แต่เม้มปากจนพูดไม่ออก
นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาวางข้างหน้า จากนั้นนำไม้เสียมปลาวางลงแล้วแบ่งตรงหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ “ส่วนนี้ ให้
เจ้า”
มือของเหยียนหลิ่งอวี๋เหมือนจะขยับออกมา แต่แวบเดียวก็ชักกลับไป เขายืนยันพูดว่า “ไม่เอา ข้าไม่กินหรอก
เจ้ากินให้หมดเถอะ”
สำหรับผู้หิวโหยในสภาพแบบนี้ การกินปลาที่ตัวใหญ่เท่าแขนถือเป็นอาหารอันโอชะเพียงตัวเดียว อาจจะไม่พอ
กระมัง ส่วนความหมายที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องการสื่อคือ ปลาตัวนี้จำเป็นต่อนางเป็นอย่างมาก
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างขึงขังออกมา “สาวน้อยมิอาจทนหิวได้ แต่ชายหนุ่มก็มิอาจต้านทานความหิวได้เหมือนกัน มิ
หนำซํ้า เจ้าพึ่งย่างปลามาใหม่ๆ ก็จำเป็นต้องเพิ่มกำลัง… มานี่เถอะ มากินด้วยกันเถอะ ถ้าเจ้าไม่กิน ข้าก็จะไม่กินเหมือน
กัน”
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกฉงนใจขึ้นมาเล็กน้อย
ต้วนชิงหมิงไม่ใช่สาวน้อยที่เห็นแก่ตัวอย่างที่คิดไว้ ปลาตัวนี้หากเขาไม่กิน กลัวว่านางก็จะไม่กินด้วยอย่างนั้น
หรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็หยิบปลาในส่วนที่ต้วนชิงหมิงแบ่งเอาไว้ ทางพูดเสียงอ่อยๆ “เจ้ารู้หรือเปล่า นี่
เป็นครั้งแรกที่ค่าย่างอาหารให้คนอื่นกิน… เมื่อก่อน ข้าก็ย่างอาหารกินแบบนี้แหละ แต่เป็นการย่างกินเพียงคนเดียว
เท่านั้น”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ อยู่ๆ เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะออกมา “เพียงแต่ปลานี้ไม่ได้โรยเกลือ… อาจจะไม่ค่อยมีรสเค็ม
เท่าที่ควร”
“คนมักจะพูดกันว่า คนที่หิวโหยมักไม่เลือกกิน ฉะนั้นคงไม่สนหรอกว่าจะมีเกลือหรือไม่” ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ
เหยียนหลิ่งอวี๋ใช้มือลูบไปมาที่หน้าอก ก่อนจะพึมพำออกมา “รอครั้งหน้าถ้าได้ออกมาข้างนอกอีก ข้าจะต้องพบ
เกลือติดตัวมาด้วย……”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกมา ต้วนชิงหมิงที่กำลังจะกัดปลาเข้าปาก ถึงกับหัวเราะนํ้าหูนํ้าตาไหลออกมา “เจ้าอย่า
บอกนะว่า จะเตรียมเกลือไว้รอล่วงหน้า สำหรับเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต?”
นึกไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะพยักหน้ารับ
ต้วนชิงหมิงจึงหัวเราะออกมาอีกครั้ง “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องคิดแบบนี้”
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนต่างหิวสนใจแทบขาดแล้ว ต้วนชิงหมิงค่อยๆ กินปลาคำเล็กๆ พร้อมกับหยิบก้างปลาออก
มาอย่างละเมียด และเตือนเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้น “ระวังก้างปลาให้ดี อย่าให้ติดคอเป็นอันขาด”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มชอบออกชอบใจ ถึงแม้แสงมืดสลัวแทบไม่เห็น แต่เขาก็พอจะเห็นท่าทางของต้วนชิงหมิงอย่าง
เลือนลาง
เมื่อเขาได้ยินที่นางเตือนขึ้นมาจึงยิ้มน้อยๆ ออกมา “เจ้าวางใจได้ เรื่องนั้นต้องระวังอยู่แล้ว”
ปลาเพียงตัวหนึ่ง แต่ทั้งคู่กลับกินกันยาวนาน ราวกับกินกระดูกและก้างปลากันไปจนหมด หลังจากทาน
เรียบร้อยแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋คลำหานํ้าล้างมือ หลังจากนั้นได้พิงก้อนหินและพูดอย่างพออกพอใจ “ข้าคิดว่านี่เป็นการ
กินปลาที่รสชาติอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา”
ต้วนชิงหมิงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหยียนหลิ่งอวี๋ใช้เช็ดมือกลับมา ก่อนที่จะพูดเสียงแผ่วเบากลับไป “ข้าก็ดูเหมือน
กัน… เรื่องราวที่เพิ่งเจอทำให้ท้องหิวจนไส้แทบขาด แต่ทำได้เพียงคิดรสอาหารอร่อยชโลมใจไปแทนก่อน… มาถึงตอนนี้
จึงทราบได้ว่าปลาตัวนี้ ช่างแสนอร่อยเสียเหลือเกิน!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังสิ่งที่นางพูดออกมาแล้วก็เงียบสงบไป
สภาพของต้วนชิงหมิงในเวลานี้ เขาย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด ดูอย่างเช่น การปฏิบัติไม่ดีของหลิวหรงที่มีต่อนาง ความยโส
โอหังของต้วนอวี้หราน แต่ว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นอดีตไปเสียแล้ว ต้วนชิงหมิงในตอนนี้ สามารถปกปั้องและดูแล
ตัวนางเองได้แล้ว
คํ่าคืนอันมืดมิดที่แสนเงียบสงัด ระยะห่างของทั้งสองคนถูกลากเข้ามาใกล้กันมากขึ้น จนต่างฝั่ายต่างปฏิบัติต่อ
กันด้วยความจริงใจ
ต้วนชิงหมิงเอ่ยปากถามอย่างเนิบนาบ “เมื่อก่อนมีคนมักมาถามข้าว่า ปลากับอุ้งเท้าหมีสามารถเลือกทั้งสอง
อย่างพร้อมกันจะได้ไหม? ข้าตอบอีกฝั่ายไป ข้าไม่เคยได้ลิ้มรสของอุ้มเท้าหมี จึงไม่รู้ว่ามีรสชาติเลิศรสเพียงใด”
ภายในถํ้าที่ปกคลุมไปด้วยความมืด กลับมีเสียงหัวเราะของเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงเป็นถึงบุตรสาวคนโตรูปภรรยาเอก ทว่ากลับใช้ชีวิตไม่ต่างกับบ่าวใช้ในจวน ชีวิตแบบนี้ของนางแม้จะ
ดูน่าสงสาร แต่ถือว่านับเป็นโชคดีของนาง