การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 541 คำแถลงองค์หญิงอวี้หลัว (1)
ความโชคดีของต้วนชิงหมิงคือการไม่ได้เกิดในราชวงศ์ ดังนั้น นางจึงไม่รู้ได้เลยว่าบรรดาองค์ชายและองค์หญิง
ต่างมีชีวิตที่น่าสงสารและสมเพชเวทนาเพียงใด
ถึงแม้คำพูดของต้วนชิงหมิงจะทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ย้อนความคิดกลับไปสู่อดีต แต่เขายังยินยอมนั่งฟังนางเล่าเรื่อง
ต่างๆอย่างเงียบเชียบ โดยไม่โต้แย้งคำใดออกมาทั้งสิ้น
สายนํ้าได้รินไหลอย่างเงียบเชียบ ต้วนชิงหมิงยังคงเล่าเสียงแผ่วเบาต่อไป ระหว่างนั้นผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือของ
นาง กลับถูกเหยียนหลิ่งอวี๋ดึงออกไปขยี้ทำความสะอาดในนํ้า
ที่แท้ เหยียนหลิ่งอวี๋กลัวว่าต้วนชิงหมิงอาจเหยียบนํ้าจนลื่นล้มลงไป เขาจึงต้องรีบแย่งผ้าเช็ดหน้าในมือของนาง
ไปทำความสะอาดเสียก่อน
แสงไฟที่ถูกจุดได้ส่องสลัวๆ ไปทั่วบริเวณ จนเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นั่งอยู่ตรงข้ามกับต้วนชิงหมิง หลังจากที่เหยียน
หลิ่งอวี๋นำผ้าเช็ดหน้าลงไปขยี้ในนํ้าธรรมชาติที่เยือกเย็น เขาจึงยื่นมันกลับไปให้กับนาง อยู่ๆ ต้วนชิงหมิงสัมผัสได้
ผ้าเช็ดหน้าที่บิดหมาดๆ ยังคงมีไออุ่นแถมมาด้วย
ต้วนชิงหมิงรู้สึกแปลกใจจนชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนที่จะบิดให้นํ้าออกมาแล้วค่อยนำไปพาดวางบนก้อนหิน
คํ่าคืนที่ช่างแสนยาวนานนี้ มีเพียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยส่งเสียงร้องระงมอยากต่อเนื่อง ด้านต้วนชิงหมิงนั่งอยู่ข้าง
กองไฟ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนต้องหลับตาลงเพื่อพักครู่หนึ่ง
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินเข้าไปใช้ไม้เขี่ยกองไฟให้ไปข้างหน้า จนมีที่เพียงพอสำหรับให้นางได้นอนหลับ ส่วนเหยียนหลิ่ง
อวี๋ได้เขยิบมานั่งด้านข้าง เพื่อช่วยนางบังลมที่พัดเข้ามาปะทะ
ด้วยความง่วงเหงาหาวนอนเต็มประดาของต้วนชิงหมิง นางจึงยอมให้เขานั่งบังลมให้ แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากขอบคุณ
นางได้เผลอหลับโดยไม่รู้ตัวไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงหลับใหลสู่ห้วงนิทรา เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงค่อยโล่งใจขึ้นมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ยื่นมือไปที่เอวของเขา ที่มีเลือดซึมไหลออกมาตรงบาดแผล
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ต้วนชิงหมิงได้ทราบ และตอนที่นางได้สติฟืนขึ้น เขาได้ต่อสู้จบลงไปแล้วครั้ง
หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่ได้บอกนางไป นั่นก็คือกำลังเสริมของพวกเขา ไม่แน่ว่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้
ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุด ในตอนที่เหยียนหลิ่งอวี๋พาต้วนชิงหมิงหนีเอาตัวรอดออกมาได้นั้น เพราะว่าเขาเคยผ่าน
ประสบการณ์ที่โหดเหี้ยมอำมหิตตั้งแต่อายุยังน้อย จึงได้กลายเป็นบททดสอบความอดทนและการยืนหยัดให้สำหรับเขา
อย่างมาก
เฉกเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ที่เขาต้องตกอยู่ในถํ้าหิมะนํ้าแข็งเพียงผู้เดียว และสามารถผ่าต้วนชิงหมิงฝั่าวงล้อม
ออกมาได้อย่างทุลักทุเล
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้รับบาดเจ็บ
แผลเก่าผสมกับแผลใหม่จนเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล
แผลเก่ากำลังเริ่มสมาน ส่วนแผลใหม่ก็ยังมีเลือดไหลออกมา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าตอนที่ต้วนชิงหมิงง่วงนอนนั้น เขา
ถึงไม่ถอดเสื้อออกมา
เมื่อต้วนชิงหมิงผล็อยหลับไป เหยียนหลิ่งอวี๋จึงจะถอดผ้าคาดเอวออก จากนั้นเริ่มพันแผลที่ตัวใหม่
แม้ว่าในตอนนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋จะเอาตัวรอดได้ แต่ดาบที่เสียบมานั้นได้ลากยาวจากช่วงท้องลงมาที่เอว
โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่คนกลัวมากที่สุดเวลาต้องออกไปที่อื่น นั่นก็คือการได้รับบาดเจ็บ เพราะหากไม่มียาสมุนไพรที่
รักษาได้ทันท่วงทีก็อาจจะลามไปถึงชีวิตได้
แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีเวลาสนใจมากมายขนาดนั้น พอเขาได้สติฟืนขึ้นมาก็พบข้อมือของต้วนชิงหมิงมีเลือดไหล
อาบ อีกครั้งยังเห็นนํ้าเลือดที่ไหลรินอยู่ริมฝีปาก ในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋จึงมีความคิดเพียงอย่างเดียวผุดขึ้นมาในหัว นั่น
คือจะต้องผ่าต้วนชิงหมิง
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋คิดได้ดังนั้น เขาจึงห้ามพันแผลใหม่และใช้ผ้าคาดเอวรัดให้แน่นอีกครั้ง ก่อนจะขยับเข้าไปข้า
งกายต้วนชิงหมิง เพื่อใช้เสื้อของเขาคลุมไปที่ตัวของนาง
ต้นใบไม้ผลิยังคงหนาวเหน็บนั้น ทว่าต้วนชิงหมิงกลับนอนหลับปุั๋ยราวกับเด็กน้อย
ท้องฟั้ากว้างใหญ่ราวกับปกคลุมด้วยผ้าผืนดำสนิท เหยียนหลิ่งอวี๋จุดไฟอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ กลัวว่าอีกฝัง
จะพบพวกเขาเข้า แต่หากทำเพื่อต้วนชิงหมิงแล้วละก็ เขาคิดว่ามันช่างคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม
สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ๆ ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้น เขาก็ซบลงไปที่ไหล่ของนางแล้วเผลอหลับ
ไป
สิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่รู้ก็คือ เมื่อเขาหลับลงไปแล้ว กลับมีเสียงที่แหบแห้งดังขึ้นมาข้างหู “ถุย ถุย!โดนลงมา
จากหน้าผาสูงลงมาได้ จะบาดเจ็บหนักอะไร… เเถมยังแบกสาวน้อยคนหนึ่งมาด้วย ไม่ธรรมดาเสียจริง”
ทันทีที่เสียงแหบแห้งนั้นพูดจบลง ได้มีอีกเสียงดังขึ้นมาอย่างรำคาญใจ “พอแล้ว พอแล้ว! ให้เจ้ามาช่วยคน ยัง
มีหน้ามายืนบ่นอยู่ได้… รีบลงมือเร็วเข้าเถอะ!”
เสียงแหบแห้งของชายชรานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน โดยพูดขึ้นว่า “ก็ได้ๆ ช่วยก็ได้ เพียงแต่ต้องตกลงกันให้ดี
ก่อน ถ้าข้าช่วยสองคนนี้แล้ว เจ้าต้องมาเป็นศิษย์ข้า ห้ามกลับคำ เข้าใจไหม?”
จากนั้นเสียงเล็กแหลมและเย็นชาก็ดังขึ้นมา “หึ หึ! ข้าว่าเจ้าอยากมีศิษย์จนเต็มแก่แล้วล่ะสิ… แต่สิ่งนี้ข้าไม่แปลก
เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะคนอย่างเจ้าไม่มีใครอยากเป็นศิษย์……”
เสียงของชายชราดังขึ้นด้วยความโมโห พร้อมกับตะโกนเสียงตํ่า “ต้วนอวี้”
เสียงเล็กแหลมและเย็นชาคือต้วนอวี้?
เมื่อได้ยินเสียงชายชราพูดใส่หน้า ต้วนอวี้เลยรีบตอบทันควัน “ก็ได้ ก็ได้… คนในใต้หล้าทุกคนล้วนแล้วแต่อยาก
เป็นศิษย์เจ้าทั้งสิ้น อย่างนี้เจ้าพอใจหรือยัง?”
ต้วนอวี้ปราดตามองไปทางต้วนชิงหมิง ใช้มือลูบไปที่หน้าของนาง พลางพูดเสียงแผ่วเบาขึ้นมา “พี่สาว พี่สาว…
พวกเราต้องกลับก่อนแล้ว”
ต้วนอวี้ถึงกับตกตะลึงจนต้องรีบพูดขึ้นว่า “เห้ย! ตาแก่ พี่สาวของข้าตัวร้อนเป็นไฟเลย”
ชายชราได้ยินรีบเบะปากและพูดด้วยความไม่พอใจ “อยู่กลางปั่ากลางเขาตั้งสองวันสองคืน ไม่มีนํ้าเปล่าและ
อาหาร รวมทั้งอากาศยังหนาวเหน็บขนาดนี้ ถ้าปั่วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
จากนั้น ชายชราหันไปทางเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วพูดขึ้น “เจ้าเด็กนี่ความอดทนไม่เลวเลยทีเดียว… ถูกใจข้ายิ่งนัก”
ต้วนอวี้จึงรีบเข้าไปขวางชายชราด้านหน้า พูดตัดขึ้นว่า “เฮ้ย! อย่าได้คิดทำอะไรเขาเด็ดขาด”
ชายชราถูกต้วนอวี้ ปัดมือไปอีกทาง เขาจึงพูดอย่างไม่พอใจขึ้นมา “ข้าก็แค่จะดูเขาว่าตายหรือยัง หรือมียาที่พอ
จะรักษาได้ไหม… ถ้าช่วยคนที่ตายแล้วก็เท่ากับสูญเปล่า!”
“ตาแก่ เจ้าคิดว่าข้าดูไม่ออกหรือวว่าเจ้ากำลังคิดแผนชั่วอะไรอยู่ ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ตายขึ้นมา ทุกอย่างก็เป็น
เพราะเจ้าทำมันขึ้นมา” ต้วนอวี้พูดเคืองๆ
ดูเหมือนชายชราจะแพ้ทางต้วนอวี้ เขาจึงพูดด้วยนํ้าเสียงที่เศร้าสร้อย “ถ้าข้ารู้ว่าเด็กน้อยอย่างเจ้าสลัดออกจาก
ชีวิตได้ยากขนาดนี้ ข้าไม่ควรถูกชะตาเจ้าเลย… เห้อ!พูดก็พูดเถอะ เพราะการสละเสื้อของเจ้ามาให้ข้าห่ม ทั้งยังรู้จักขุด
หลุมพรางเล่นงานคนอีก… ตาแก่ ย่างข้าเห็นแล้วถูกใจยิ่งนัก”
ต้วนอวี้รีบแสยะยิ้มใส่ “เชอะ เชอะ!เจ้าให้มันน้อยๆ หน่อย เสื้อพงเสื้อผ้าอะไรกัน… เจ้าไม่ใช่ว่าไม่มีเสื้อผ้าใส่ แต่
แค่ชอบใส่เสื้อผ้าซอมซ่อเป็นรูเท่านั้น เจ้ายังมีหน้ามาพูดว่าข้าเป็นคนดีอีก… ถุย! ที่เจ้าถูกใจข้าก็เพราะ ความสามารถใน
การขุดหลุมพรางเล่นงานคนได้เท่านั้นแหละ อย่าคิดว่าเด็กอย่างข้ารู้ไม่ทัน?”
คำพูดของต้วนอวี้ช่างตรงประเด็นและแทงใจดำของชายชรา ชายชราหัวเราะชอบอกชอบใจ “ดี พูดได้ดี… จะว่า
ยังไงก็เป็นอย่างนั้นแหละ อย่างไรเสีย ตาแก่อย่างข้ายิ่งดูเด็กน้อยอย่างเจ้า ก็ยิ่งถูกชะตาเจ้าเป็นที่สุด”
“เจ้าตาถั่วแล้วมั้ง!” ต้วนอวี้สัพยอก
ชายชราได้ฟังก็หัวเราะลั่นขึ้นทันใด
โชคยังดีที่ชายชราได้กดจุดให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ก่อนที่จัดพาดบ่า ดังนั้น เสียงหัวเราะเมื่อครู่ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงไม่
ได้ยินแม้แต่น้อย บัดนี้ ชายชราโบกมือพูดยิ้มๆ “ตาแก่อย่างข้ามีดีแค่สายตา ส่วนเรี่ยวแรงคงไม่ไหว… ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เจ้าดูสิ
ตาแก่อย่างข้าเก็บของลํ้าค่าอย่างเจ้ามาได้แล้ว”
ต้วนอวี้รีบปัดมือของชายชราที่ยื่นมาจับบ่าของเขาออก พร้อมกับพูดอย่างโมโห “อย่ามาแตะต้องข้า!”
คิดไม่ถึงว่าชายชราแปลกๆ ผู้นี้ หากคิดทำเรื่องใดขึ้นมาจะไม่ยอมล้มเลิกอย่างง่ายดาย ตอนนี้ ต้วนอวี้รู้สึกเสียใจ
ที่พบชายชราเข้าแล้ว