การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 546 คำแถลงองค์หญิงอวี้หลัว (6)
มื่อเห็นชายชุดดำนิ่งเงียบไป ต้วนอวี้กลับนิ่งเงียบลงไป ช่วงนั้นเองทุกคนต่างนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
สายลมหนาวอันหนาวเหน็บได้พัดผ่านร่างของทั้งสองคน เย็นยะเยือกราวกับหิมะที่กำลังละลายในเหมันต์ฤดู
ต้วนอวี้ยังคงใช้มือจับไปที่แขนของชายชุดดำ พร้อมกับส่งสายตาใสแจ๋วมองไปอย่างสงบนิ่ง ชายชุดดำมองต้วนอ
วี้ด้วยแววตาที่สุกสกาวดาวดวงดาวบนนภาเปล่งแสงออกมา ถึงแม้จะดูไม่อบอุ่น แต่ก็เพียงพอส่องสว่างนำทางไปได้
ไม่ว่าสายลม ไม่ว่าพายุฝน ไม่ว่าอุปสรรคหรือการทดสอบใด รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ก็ยังคงเป็นไปดั่งเช่นทุกวันที่
ผ่านมา
ชายชุดดำเริ่มจ้องมองต้วนอวี้ตาไม่กระพริบ ราวกับเห็นอดีตชาติของเขาอย่างไรอย่างนั้น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานด้วยความเงียบสงบ ในที่สุด ชายชุดดำจับมือต้วนอวี้ไว้แนบแน่น พร้อมเอ่ยปากอันหนักอึ้ง
ออกมาว่า “ข้าชื่อเชียนโม่”
การที่ชายชุดดำบอกชื่อกับต้วนอวี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรที่มีให้
เมื่อได้ยินชายชุดดำบอกชื่อของเขา ต้วนอวี้จึงยิ้มออกมาจนเห็นไรฟันขาวจั๊วโผล่ออกมา ภายในคํ่าคืนอันมืดมิดที่
หนาวเหน็บจับใจ
ต้วนอวี้ยื่นมือออกไปหาเชียนโม่ พูดยิ้มๆ ว่า “สวัสดีเชียนโม่ ข้าชื่อต้วนอวี้”
ต้วนอวี้ที่เป็นคุณชายใหญ่ลูกภรรยาเอกจวนต้วน นับจากปีนี้ย้อนกลับไปสามเดือน ชื่อเสียงของเขาได้โด่งดังไป
ครึ่งใต้หล้า
เนื่องจากชื่อเสียงของต้วนอวี้ มักมาพร้อมกลับอีกชื่อหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งชื่อของอีกคนก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เขาคือองค์
ชายสามหรือเหยียนหลิ่งอวี๋นั่นเอง
เรื่องเล่าเกี่ยวกับต้วนอวี้ เชียนโม่เคยได้ยินมามากพอควร เช่น เขาสามารถปลิดชีพของนักฆ่าฝีมือแถวหน้าได้คน
อื่น และเขายังเสี่ยงอันตรายเข้าไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ถึงในถํ้าหิมะนํ้าแข็ง อีกครั้งยังแต่งกุนซือให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ตอน
อายุไม่ถึงเจ็ดปี
และยังมี……
คนที่ท่องเที่ยวอยู่ในใต้หล้าต่างได้ยินเรื่องเล่าของต้วนอวี้กันทั้งนั้น เพียงแต่เชียนโม่นึกไม่ถึงว่า ต้วนอวี้ที่อยู่เบื้อง
หน้าจะเป็นเด็กน้อยที่ดูธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เชียนโม่ก้มหน้ามองพิจารณา คนที่สามารถจัดการนักฆ่ายอดฝีมือแปดคนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้ถึงคราวเชียนโม่
ที่ประสบด้วยตัวเขาเอง จึงได้รู้ว่าสิ่งที่เล่าลือมานั้นไม่ใช่เรื่องเล่าลอยๆ
สีหน้าของต้วนอวี้ยังคงเจือนรอยยิ้ม พร้อมยื่นมือออกมาแสดงความเป็นมิตรให้กับเชียนโม่
ทว่าเชียนโม่กลับมองมือของต้วนอวี้อย่างนิ่งเงียบ โดยไม่รู้ว่าควรจะจับมือกับเขาดีไหม
เพราะมือของเขาจับดาบสังหารคนมาเป็นเวลาหลายต่อหลายปี จึงไม่เคยยื่นมือแสดงการทักทายกับคนอื่นมา
ก่อน บัดนี้ ต้วนอวี้ยื่นมือออกมารอเขาแล้ว ชายชุดดำกลับลังเลใจไม่รู้ควรจะยื่นมือออกไปจับดี หรือว่าไม่จับดี?
ต้วนอวี้กลับไม่ได้รู้สึกถึงความลังเลใจของเชียนโม่ เขายังคงพูดด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง “เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้วนี่หน่า
ข้ามีพี่สาวหนึ่งคน นางมักทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ข้าจึงมักเป็นห่วงนางอยู่เสมอ… เชียนโม่ หากเจ้ายอม
ติดตามและดูแลนาง ข้าจะซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก”
คำพูดของต้วนอวี้ ทำเอาเชียนโม่ถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
ถึงแม้เป็นทำเพียงการดูแลคุณหนูใหญ่จวนต้วน เเต่นั่นกลับเป็นการให้ชีวิตใหม่แก่เชียนโม่
สำหรับเชียนโม่แล้วถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดี ในขณะเดียวกัน ต้วนอวี้ก็กำลังบอกเชียนโม่อย่างกรายๆ ว่า
รู้ฐานะของเขาทั้งหมด
สีหน้าของเชียนโม่พลันแดงระเรื่อขึ้นมา
ในที่สุด เชียนโม่เลือกยื่นมือออกมาจากจับ พลางถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้ารู้ว่าข้าเป็นสตรีตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เพราะบุรุษและสตรีมีความต่างกัน เรื่องนี้ข้าดูออกตั้งนานแล้ว” ต้วนอวี้ตอบยิ้มๆ
เนื่องจากรู้ว่าเชียนโม่เป็นสตรี ดังนั้นต้วนอวี้จึงให้ชายชราปล่อยนางเอาไว้ เขายอมเสียเวลาเปลืองนํ้าลายไปอย่าง
มาก เพื่อต้องการโน้มน้าวเชียนโม่มาอยู่ข้างกายต้วนชิงหมิง
เชียนโม่กระพริบตาปริบๆ แสดงถึงความไม่เข้าใจคำพูดของต้วนอวี้
ต้วนอวี้ก็กระพริบตาปริบๆ กลับไป โดยมิอาจบอกนางได้ว่าเขามาจากโลกในศตวรรษพี่ยี่สิบเอ็ด ฉะนั้น เขาเพียง
มองปราดเดียวก็สามารถแยกแยะบุรุษและสตรีได้อย่างปลอกกล้วยเข้าปาก
นี่เป็นเรื่องที่ต้วนอวี้มิสามารถบอกใครได้ในตอนนี้
“โอ๊ย แย่แล้วๆๆๆ” ต้วนอวี้ตบขาตัวเองเสียงดัง
“เกิดอะไรขึ้น?” เชียนโม่ถามอย่างตกใจ
ต้วนอวี้ทำหน้าบูดเบี้ยว “เจ้าลืมไปแล้วเหรอ? ตาแก่กับข้าเดิมพันกันว่า หากข้าลงไปไม่ถึงข้างล่างภูเขาภายใน
หนึ่งชั่วยาม ตาแก่นั่นก็พาตัวพี่สาวข้าและเหยียนหลิ่งอวี๋ไป”
พอเชียนโม่ได้ฟังพลันตกใจจนสะดุ้งโหยง “ห๊ะ!แล้วตาแก่จะพาสองคนนั้นไปที่ไหนกัน?”
ต้วนอวี้ยักไหล่และตอบเพียงว่า “ใครจะไปรู้ได้? ยังไงตาแก่นั่นก็เป็นคนทำอะไรบ้าๆ คนหนึ่ง ที่อยากจะทำอะไร
ก็ทำตามใจ ไม่มีใครสามารถรั้งไว้ได้”
ทันใดนั้น เชียนโม่จับตัวต้วนอวี้ขึ้นมาแล้ววิ่งลงจากอยากดูว่องไว นางถามขึ้น “ภูเขาลูกนี้สูงพอตัว หากอยากลง
ไปด้านล่าง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วยามขึ้นไป พวกเราต้องรีบหน่อยแล้ว”
“อืม” ต้วนอวี้ตอบกลับ ระหว่างที่พาดอยู่บนบ่าเชียนโม่
เนื่องจากบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความมืดสนิท ประกอบกับเชียนโม่ที่วิ่งสาวเท้าหวังไปข้างล่างให้ทันเวลา
โดยหารู้ไม่ว่าต้วนอวี้ที่มานั่งอยู่นั้นกำลังยิ้มอยากเจ้าเล่ห์ พร้อมกับยื่นมือออกไปอบคอของนางเอาไว้ ก่อนจะหลับตาพัก
ผ่อนลง
ไม่เสียแรงที่เชียนโม่ เป็นนักฆ่าที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในวิชาตัวเบา พอต้วนอวี้เห็นนางรีบร้อนอย่างนี้ ไม่นานก็คง
ได้เห็นด้านล่างภูเขาอีกไม่นาน
เมื่อผ่านเรื่องราวมาตลอดทั้งคืน ท้องฟั้าใกล้รุ่งสางขึ้นมาแล้ว
ก่อนที่เชียนโม่จะวิ่งลงจากภูเขา ได้หันกลับไปมองที่ที่นางแอบซุ่มดักรอเมื่อคืนนี้ ซึ่งตรงนั้นเป็นสถานที่ที่นางถูกต้
วนอวี้และชายชราจับตัว
บริเวณจุดนั้นเป็นที่ที่นางถูกจับตัวเป็นครั้งแรก… บริเวณจุดนั้นยังเป็นครั้งแรกที่นางเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยเช่นกัน
พูดได้ว่าในฐานะนักฆ่า นางได้ตายไปแล้ว และกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จะมีเพียงเชียนโม่คนเดียวเท่านั้น
เชียนโม่หันหลังกลับไป เร่งฝีเท้ารวดเร็วดั่งสายลมพัดผ่านลงไปภูเขาข้างล่าง
ต้วนอวี้กอดคอเชียนโม่ไว้แน่น พร้อมกับมองในที่ไกลออกไป… ฝีมือของเชียนโม่นับว่ายังธรรมดาอยู่ เพียงแต่วิชา
ตัวเบาของนางสามารถใช้หนีเอาชีวิตรอดได้
ครั้งที่แล้วตั้งแต่ที่ต้วนชิงหมิงถูกลอบทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว ต้วนอวี้อิจฉาอยากได้คนฝีมือดีเสียหน่อย มาคอย
ดูแลปกปั้องต้วนชิงหมิง แต่เขาค้นหามาอย่างยาวนาน ยังไม่พบคนที่ถูกใจแม้แต่คนเดียว ทว่าในครั้งนี้ เหมือนเขาจะหา
คนเหมาะสมได้แล้วจึงทำให้ดีใจขึ้นมามิน้อย
แน่นอนว่า คนที่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบจากต้วนอวี้ ย่อมไม่มีทางถูกปล่อยให้ไปอยู่ข้างกายต้วนชิงหมิงได้ เพราะ
ฉะนั้น เชียนโม่พรุ่งนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มการทดสอบเพียงเท่านั้น
เวลาได้ล่วงเลยไปหลังครึ่งชั่วยาม ในที่สุดทั้งสองคนก็ลงมาถึงตีนเขาด้านล่าง
ตรงหน้านั้น เห็นรถม้าสีดำสนิทคันหนึ่งกำลังจอดนิ่งอยู่ พร้อมกับชายชรานั่งอยู่ตรงที่คนขับรถม้า
พอต้วนอวี้ได้เห็นชายชราขึ้นมา ก็โมโหเดือดดาลขึ้นมาในฉับพลัน
เขารีบกระโดดลงจากหลังของเชียนโม่ ตรงปรี่เข้าไปเบื้องหน้าของชายชรา โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “เฮ้ย!ตาแกเอ๋ย พี่
สาวของข้ากับเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ไหน?”
ดูเหมือนว่าชายชราจะตกใจกับเสียงต้วนอวี้ จึงรีบใช้มืออุดหูและบ่นออกมา “เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย! ฟังข้าก่อน เจ้าจะพูด
เสียงดังขนาดนี้ไปทำไม? ข้าไม่ได้หูหนวกสักหน่อย เจ้าพูดอะไรออกมา ข้าได้ยินทั้งนั้น!”
ต้วนอวี้ขี้เกียจเสียเวลาเสวนากับชายชรา เขารีบตรงเข้าไปเปิดม่านบนรถม้าออก ก็พบเหยียนหลิ่งอวี๋นอนแน่นิ่ง
ไม่ติงไหว พร้อมกับต้วนชิงหมิงที่นั่งพิงพนักถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
หลังจากนั้น ต้วนอวี้หันหน้ากลับมาเรียกเชียนโม่ “เชียนโม่ กลับกันเถอะ พวกเรากลับกันได้แล้ว”