การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 549 ชายชรา
แววตาที่ลุกวาวและเฉียบแหลมนั้น ทำให้ใจของต้วนอวี้เต้นรัวขึ้นมาจนพูดอะไรไม่ออก
จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ต้วนอวี้ถามสัพยอกขึ้นมา “ทำไม ถึงได้ดีกับข้ามากมายเพียงนี้?”
ทำไมถึงได้ยินยอมช่วยเหลือข้า ยิ่งไปกว่านั้นยังตอบรับความต้องการที่งี่เง่าของข้าอีกด้วย
คราวนี้ชายชรากลับไม่ยิ้มแย้มออกมาแล้ว
เขามองเข้าไปนัยน์ตาของต้วนอวี้ที่สร้อยไข่มุกลํ้าค่าเอาไว้ภายใน จากนั้น ชายชราจึงพูดด้วยหน้าตาที่จริงจัง
“เพราะตาแก่อย่างข้าพอใจยังไงล่ะ!”
คำตอบที่พูดออกมาอย่างสบายใจ ทำให้ต้วนอวี้รู้สึกผิดหวังอยู่มิน้อย
ห๊ะ นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน? หรือว่าเมื่อเจ้าไม่พอใจขึ้นมาก็จะทำลายทุกอย่างทิ้ง?
ต้วนอวี้รู้สึกว่าชายชราจะต้องพูดไปเรื่อยเป็นแน่
เขาจึงเบะปากพูดขึ้นว่า “นี่เจ้ากำลังหลอกข้าสิน่ะ”
ชายชราหัวเราะไปด้วย พูดไปด้วย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ในใต้หล้าแห่งนี้ไม่มีคำว่าทำไมมากมายนักหรอก ตาแก่อย่างข้า
ถูกใจเจ้า เหตุผลแค่นี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ?”
แม้ตอนนี้ชายชราจะพูดดูจริงจัง แต่ต้วนอวี้กลับรู้สึกว่า คำพูดของชายชรากลับไม่มีความจริงใจออกมา
จนสุดท้าย ต้วนอวี้เบื่อที่จะคอยซักไซ้ไล่ถามคำตอบอีกแล้ว
ในใต้หล้าแห่งมีเหตุผลมากมายที่จะชอบพอหรือชิงชังใครสักคน ขอเพียงอีกฝั่ายดีมาหนังโปั๊ก็เพียงพอแล้วใช่หรือ
เหตุใดยังต้องถามหาอีกคนและคำอธิบายอีกเล่า
ต้วนอวี้ล้มตัวลงนอน โดยหยิบผ้าขึ้นมาปิดหน้า และไม่สนใจชายชราอีกแล้ว แต่จู่ๆ เขาพูดอย่างรำคาญใจ “เจ้า
วางใจได้ หากเจ้าดีกับข้า นับแต่นี้ต่อไป ข้าก็จะดีกับเจ้าเช่นกัน”
ชายชราผู้นี้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย โดยไม่มีคนในครอบครัวอยู่เป็นเพื่อน ดังนั้นต้วนอวี้ตัดสินใจแล้ว หากชาย
ชราดีกับเขา เขาจะต้องดีตอบกลับไปเช่นกัน
ชายชราชะงักลงเล็กน้อย ราวกับไม่เคยคาดคิดว่า ศิษย์ที่หัวรั้นแบบนี้จะพูดทำแบบนี้ออกมาได้
เดิมทีชายชรามายจะกระโดดลงจากรถมา แต่เขากลับยืนไปจับเสื้อของต้วนอวี้ให้ขึ้นมาปิดไหล่ดั้งเดิม หลังจาก
นั้นเขาก็ลุกขึ้นและพูดนํ้าเสียงเรียบนิ่งเป็นที่สุด “ศิษย์เอ๋ย ตาแก่อย่างข้าจำคำพูดเจ้าได้แล้ว! ตอนนี้อาจารย์มีธุระอื่นที่
ต้องสะสาง จึงต้องจากไปก่อน อีกสองสามวันจะกลับไปหาเจ้าที่เมืองหลวง”
หลังจากที่ชายชราพูดจบลง เขาก็กระโดดลงไปจากรถม้าหายวับไปกับแสงรุ่งอรุณ
ต้วนอวี้เปิดผ้าม่านในรถออกดูก็ไม่พบชายชรานั้นแล้ว เรื่องล่าของเขาในตอนนี้คือต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋ที่
ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ
เห็นได้ชัดว่าต้วนอวี้อยากให้ชายชราจากไปตั้งนานแล้ว แต่เอาเข้าจริง พอไม่เห็นหน้าชายชรา ในใจของต้วนอวี้
รับรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ต้วนอวี้จึงสะบัดหัวไปมาเพื่อให้ความคิดตลาดเช่นนี้ออกไป จากนั้นนางจึงเอ่ยถาม “เชียนโม่ ตอนนี้ถึงไหนแล้ว?”
ด้านนอกรถม้ามีเสียงตอบของเชียนโม่ด้วยความหนักแน่นกลับมา “คุณชายต้วน ประเดี๋ยวลงจากภูเขาลูกนี้ไป
พวกเราก็ใกล้ถึงประตูเมืองแล้ว”
ต้วนอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง ก่อนตอบ “อืม” กลับไป
ในใจของต้วนอวี้พลันมีความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมา เขาจึงนวดขมับก่อนถอนหายใจออกมา… เห้อ! ตา
แกเอ๋ย บอกจะไปก็ไปเฉย ไม่รู้ว่ามีธุระด่วนหรือต้องการแอบหลับอย่างเกียจคร้านกันแน่?
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ต้วนอวี้ก็เผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
เขากำลังนึกถึงชายชราคนนั้นขึ้นมา… แม้ดูเป็นอาจารย์ที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ถือว่าดีกับต้วนอวี้อยู่บ้าง ช่างเถอะ
ช่างเถอะ!ในเมื่อชายชราบอกจะไปหาที่เมืองหลวงหลังจากนี้สองสาวัน เขาจะต้องไปตามที่พูดไว้อย่างแน่นอน
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ต้วนอวี้ก็หันไปมองเหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนชิงหมิงที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ จากนั้นเดิน
ออกไปนั่งข้างนอกเป็นเพื่อนเชียนโม่
แน่นอนว่า ต้วนอวี้ยังคงต้องวางแผนคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่าจะต้องทำเช่นไรถึงจะให้เชียนโม่ไปปกปั้องอยู่ข้า
งกายต้วนชิงหมิง มิเช่นนั้น บ่าวใช้ที่มาโดยไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอาจทำให้ต้วนชิงหมิงรู้สึกไม่สบายใจ
ปกติแล้ว คุณหนูใหญ่จวนตัวได้รับการฝึกฝนอบรมสั่งสอนมาอย่างดีตั้งแต่เยาว์วัย มาถึงตรงนี้หากหาบ่าวใช้ที่ไม่
เลวคนนึง ไปไว้ข้างกายต้วนชิงหมิงไม่รู้ว่านางจะต่อต้านหรือไม่
ต้วนอวี้มองไปที่หน้าด้านข้างของเชียนโม่ พบแววตาที่บริสุทธิ์ และใบหน้าที่จิ้มลิ้มยังคงแน่นิ่งอยู่
ต้วนอวี้จึงรู้สึกเจ็บปวดแปล๊บขึ้นมาในใจ เพราะแววตาของเชียนโม่ช่างเหมือนกับเขาเมื่อในอดีต
ในตอนนั้น
เดิมทีเขาคิดว่าชีวิตนี้ก็คงจะใช้ไปอย่างเรื่อยเปือย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าฟั้าดินได้ให้โอกาสเขากลับมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง
ในครั้งนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยที่สดใส ฉะนั้นก็ต้องใช้ชีวิตให้ดีสมกับโอกาสที่ฟั้าดินให้ต่อไป
แน่นอนว่า หากต้วนอวี้สามารถยื่นมือเข้าช่วยคนที่อยู่ในเงามืดได้ เขาก็ยินยอมพร้อมใจช่วยอย่างสุดกำลัง
บัดนี้ รถม้ากำลังขึ้นผ่านเนินเขาจึงทำให้ความเร็วที่ใช้ช้าลงไป เชียนโม่มีลางสังหรณ์ที่แรงมาก นางรู้สึกเหมือนต้
วนอวี้กำลังจับจ้องมาที่นาง จึงหันหน้ากลับไปถามด้วยใบหน้าที่ฉงนงุนงง “คุณชายต้วน บนหน้าของข้ามีอะไรหรือ?”
ต้วนอวี้ค่อยๆ เผยยิ้มออกมา “ไม่มี ไม่มีอะไรหรอก… ถ้าแค่รู้สึกว่าสีหน้าของเชียนโม่ซีดเกินไปหน่อย ต่อไปออก
ไปรับแดดบ้าง เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับชีวิตหน่อยก็ดี”
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนข้ามักจะใช้ชีวิตอยู่ในยามคํ่าคืน ไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน จึงลืมไปแล้วว่าความอบอุ่นจาก
แสงแดดที่ให้ความอบอุ่นนั้น เป็นความรู้สึกแบบไหนกัน” เชียนโม่ตอบยิ้มๆ
ต้วนอวี้จึงหัวเราะออกมาทันใด “ขอเพียงเจ้ายืนอยู่ภายใต้แสงตะวัน ย่อมสามารถส่องเข้าไปนำทางหัวใจได้อย่าง
แน่นอน”
เชียนโม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจความหมายที่ต้วนอวี้ต้องการสื่อ
ด้านต้วนอวี้ก็ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแต่พูดเสียงเรียบว่า “ต่อไป เจ้าเรียกข้าว่าคุณชายใหญ่แล้วกัน เข้าใจไหม?”
เชียนโม่รู้อยู่แก่ใจว่าต้วนอวี้ต้องการให้นางเข้ามารับหน้าที่โดยเร็ว นางจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี “ได้เจ้าค่ะ
คุณชายใหญ่”
ต้วนอวี้หันไปยิ้มให้กับเชียนโม่ จากนั้นก็ถอยตัวเข้าไปในรถม้า
นึกไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับฟืนได้สติขึ้นมาแล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งอยู่ด้านข้างมองดูต้วนชิงหมิงที่สลบไสลไม่ได้สติ เมื่อต้วนอวี้ถอยหลังเข้ามา เหยียนหลิ่งอวี๋ถาม
ขึ้นเสียงเรียบ “พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?”
“อยู่บนทางกลับเมืองหลวง” ต้วนอวี้ตอบ
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงตํ่าต่อไปอีกว่า “พี่สาวของเจ้า นาง……”
“นางใกล้จะสิ้นใจแล้ว” ต้วนอวี้ส่ายหน้าหันไปมองเหยียนหลิ่งอวี๋
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้ามองต้วนอวี้อย่างร้อนใจ
ต้วนอวี้จึงตอบกลับอีกครั้งหนึ่ง “ข้าพูดว่า พี่สาวของข้านั้น นางใกล้จะสิ้นใจแล้ว!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่สายหน้าจนแทบเสียสติ “ไม่ จะต้องไม่เป็นแบบนี้ เพราะนางไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรแม้แต่
น้อย……”
ตลอดทางมานั้น เหยียนหลิ่งอวี๋โอบกอดต้วนชิงหมิงอยู่ในอ้อมอก ทั้งบาดแผลและความเจ็บปวดล้วนมีเขาที่ช่วย
รับไว้แทน จนบาดแผลเก่าและใหม่ต่างผสมปนเป รวมกับเสียเลือดมาก… มาถึงตรงนี้ ทำไมต้วนอวี้กลับบอกเขาว่าต้วน
ชิงหมิงใกล้สิ้นใจแล้ว?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ต้วนอวี้กระพริบตาปริบๆ เอ่ยขึ้นเพียง “นางถูกงูพิษกัดเข้า ส่วนข้าก็จนปัญญาแล้ว”
มือทั้งสองข้างของเหยียนหลิ่งอวี๋สั่นขึ้น ด้วยไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ฟัง
ต้วนชิงหมิงถูกงูพิษกัดอย่างนั้นหรือ? ทำไมเขาจึงไม่รู้เรื่องมาก่อน?
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้ามองต้วนชิงหมิงที่ไม่มีเลือดฝาดบนใบหน้าแม้แต่น้อย เขากัดฟันพูดขึ้น “ไม่ สภาพร่างกาย
ของนางไม่เหมือนกับถูกงูพิษกัด ต้วนอวี้… เจ้าบังอาจหลอกข้า”
“เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ดูมือด้านซ้ายของพี่สาวข้าเสียก่อน” ต้วนอวี้ไม่ต่อปากต่อคำ แต่เลือกพูดนิ่งๆ
เหยียนหลิ่งอวี๋จับมือข้างซ้ายของต้วนชิงหมิงขึ้นมาดู ก็พบรอยกัดของฟันพี่เล็กสองรอย ทำเอาเหยียนหลิ่งอวี๋ถึง
กับพูดไม่ออก