การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 550 มิกล้าแม้แต่น้อย
ต้วนอวี้มองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยสีหน้าที่ไม่ยินดีและไม่ยินร้าย เขาพูดเสียงราบเรียบ “พี่สาวของข้าใกล้จะสิ้นใจ
แล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋… เจ้ามีอะไรอยากจะพูดกับนางบ้างหรือไม่? จงรีบใช้โอกาสตอนนี้พูดออกมาทั้งหมด อีกหน่อยคง
ไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว”
เหยียนหลิ่งอวี๋ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เขายื่นออกไปจับข้อมือที่เย็นเฉียบของต้วนชิงหมิง ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึก
ใจหายขึ้นมา ที่ต้องเห็นบาดแผลที่ถูกกรีดยาวและลึกตรงข้อมือของนาง
ดวงตาทั้งสองข้างของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมีนํ้าอุ่นๆ เอ่อขึ้นมาจนรู้สึกเจ็บปวดไปหมด
ในใจของเขาตอนนี้ทั้งชาและชินจนไร้ซึ่งความรู้สึก สิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้นั่นคือมีคาวเลือด อบอวลอยู่รอบปากไป
หมด
นั่นคงเป็นรสชาติเลือดของต้วนชิงหมิงสิท่า
มีหรือที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะลืมได้ลง?
ในวันนั้นที่ถํ้าบนเขาไม่มีแม้เสบียงอาหารและนํ้าเปล่า ประกอบกับความอิดโรยและเสียเลือดไปมาก เขาจึงหน้า
มืดล้มลง เอาแต่บ่นพึมพำอยากดื่มนํ้าเปล่า กระทั่งสาวน้อยที่เซ่อซ่า กลับกรีดข้อมือนำเลือดหยดใส่ปากเขาทีละหยดๆ
แต่ด้วยการรักษาที่ไม่ทันท่วงที ข้อมือของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมีแผลเป็นรอยยาวที่แดง บวมและเป็นสีดำ แม้ว่า
ภายนอกเลือดจะแข็งตัวแล้ว แต่จากที่ถูกของแหลมบาดเข้าไปเป็นรอยยาว ทำให้ผิวพรรณที่เรียบเนียนขาวผุดผ่องไม่ได้
ผสานเข้ากัน
ร่างกายของสตรีในต้าเซี่ยถือเป็นสิ่งลํ้าค่ามากที่สุด หากมีรอยบาดแผลเล็กน้อย ย่อมส่งผลถึงชื่อเสียงของแต่ละ
คน
ทว่าต้วนชิงหมิงกลับไม่ลังเลใจที่จะกรีดข้อมือ ยิ่งไปกว่านั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เข้าใจกับสิ่งที่นางทำไปว่าคิดอะไรอยู่
เหยียนหลิ่งอวี๋ลูบบาดแผลของนางอย่างเบามือ ด้วยความรู้สึกจุกอยู่ข้างในโดยพูดไม่ออก
ทางด้านต้วนอวี้มองดูเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังซาบซึ้งกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงทำให้ ต้วนอวี้พูดอย่างงงงวยขึ้นมา “เหยี
ยนหลิ่งอวี๋… ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมเจ้าชอบพี่สาวของข้า แต่กลับปากแข็งไม่พูดออกมา? หรือว่าเจ้ารังเกียจที่นางอายุยัง
น้อย และไม่คู่ควรกับองค์ชายผู้สูงศักดิ์อย่างเจ้า?”
ในสมัยโบราณนั้น องค์ชายมีฐานะสูงศักดิ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของเสด็จแม่และฐานะของภรรยา พูดได้ว่า
หากองค์ชายคนหนึ่ง ไม่มีภูมิหลังที่ดีและมีตระกูลออกเสด็จแม่คอยสนับสนุนแล้วล่ะก็ เส้นทางขององค์ชายเหล่านั้นก็จะ
ยากลำบากเป็นร้อยเท่าพันทวี
ฉะนั้น ภรรยาเอกของบรรดาองค์ชาย แทบจะไม่ได้มาจากความรักเลยแม้แต่น้อย กลับมาจากความต้องการ
อำนาจในการสนับสนุนต่างหาก
ส่วนต้วนชิงหมิงนั้น แม้ไม่ได้มีตระกูลที่มีอำนาจเข้มแข็ง แต่นางก็นับเป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางคนหนึ่ง ที่ชื่อต้
วนเจิ้ง ขอเพียงต้วนเจิ้งยินดียื่นมือเข้ามาช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋สร้างผลงาน ต้วนชิงหมิงย่อมกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
ขององค์ชาย ทว่าดูจากท่าทีของเหยียนหลิ่งอวี๋เหมือนจะไม่ได้วางแผนจะเอาต้วนชิงหมิงเป็นภรรยา
แต่เห็นชัดๆ ก็รู้ได้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ชอบพอต้วนชิงหมิงอยู่มิน้อย
ต้วนอวี้จึงไม่เข้าใจ เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ฟืนขึ้นมาแล้ว กลับเอาแต่ถามถึงเรื่องของต้วนชิงหมิง แต่ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
เหยียนหลิ่งอวี๋มักทำตัวเฉยเมยเย็นชาดูไม่เป็นตัวเขาเองแม้แต่น้อย
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ ปรายตาขึ้นมองต้วนอวี้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แฝงอยู่ข้างใน จนต้วนอวี้ พูดอะไรไม่ออก
เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยขึ้น “ต้วนอวี้ เจ้าอายุยังน้อย ยังไม่มีทางเข้าใจหรอก”
ต้วนอวี้ได้ฟังก็โมโหขึ้นทันใด “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าอย่ามาแต่งเรื่องหลอกเด็กอย่างข้าหน่อยเลย อย่าคิดนะว่าคำ
โกหกของเจ้าจะสามารถหลอกข้าได้”
“ข้าชอบพี่สาวของเจ้าเป็นเรื่องจริง แต่ชอบพอเพียงอย่างเดียวมันยังไม่พอ สถานการณ์ของข้าในตอนนี้ เจ้าก็รู้
อยู่แก่ใจ ทุกคนต่างอยากให้ข้าตาย อยากให้ข้าล้มด้วยกันทั้งนั้น… นี่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเหตุผลอีกมากมายเจ้า
ยังไม่ได้รับรู้ พูดได้ว่าข้ารู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออกอีกแล้ว ฉะนั้นถ้าไม่หวังให้คนที่ข้าชอบนั้น ต้องมามีชีวิตแบบ
เดียวกับที่ต้องประสบพบเจอ” เหยียนหลิ่งอวี๋สายหน้าไปมา
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋เต็มไปด้วยความจริงจัง เสียใจที่ไม่อาจรั้งความรักความชอบได้ สายตาคู่นั้นเหมือนเด็ก
น้อยที่ยังดึงดันอยากได้สิ่งของ แต่ก็มิกล้าพอที่จะสัมผัสมัน
สิ่งนี้ทำให้ต้วนอวี้รู้สึกได้ว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ที่คนต่างเล่าลือกันนั้นไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินมา
ต้วนอวี้หันไปส่ายมือและพูดกับเขาว่า “แต่การรักใครสักคน ไม่ใช่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันหรอกหรือ? ทำไมเจ้าไม่
ลองถามพี่สาวของข้า ไม่แน่นางอาจจะยินยอมพร้อมใจร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเจ้าก็ได้?”
“เจ้ายังไม่ค่อยเข้าใจมากเพียงพอ… บางเรื่องนั้น หากไม่เอ่ยปากถามย่อมมีความหวังอยู่ตลอดไป หากเอ่ยถามขึ้น
แล้ว กลัวว่าความหวังอาจแตกดับลงได้ทุกเมื่อ… ในเมื่อเจ้าไม่สามารถให้ความสุขอีกฝั่ายได้ ไฉนเลยต้องทำลายมันด้วย
มือของตัวเจ้าเองด้วยเล่า?” เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ
พอต้วนอวี้ได้ฟังก็สะดุ้งตัวโหยงทันที “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าคนอ่อนแอขี้ขลาด!”
เหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบแม้แต่คำเดียว
บางเรื่อง เขาพูดอย่างชัดเจนในตัวของมันแล้ว ส่วนเรื่องอื่นนั้น อาจไม่มีความจำเป็นต้องพูดประมาณออกมา
ในช่วงนี้เวลาที่ผ่านมานี้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมักจะลงมือถี่ขึ้น ส่วนเหยียนหลิ่งรุ่ยก็เริ่มเติมเชื้อไฟอีกทาง ทั้งสองคน
หันมาร่วมมือกันครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอาศัยข้อมูลสายลับที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ เพื่อหมายเล่นงานให้
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงแก่ความตายโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
พูดได้ว่าในเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ปรารถนาเพียงให้ต้วนชิงหมิงอยู่อย่างสงบสุข ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ถึงเวลา
ภายในรถม้าในเวลานี้ กลับเงียบสงัดขึ้นมาในทันใด
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้าก้มตามองพื้น เพื่อมิให้ต้วนอวี้เห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของเขาได้อย่างชัดเจน
หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาต้องคิดหาวิธีเพื่อตีศัตรูให้พ่ายแพ้กลับไป คิดหาวิธีเอาตัวรอด รวมทั้งคิดหาวิธีในการ
ได้มาซึ่งใต้หล้า
ต้วนอวี้เอาแต่ถอนหายใจ โดยไม่พูดไม่จาออกมาอีกเลย
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานพอควร ต้วนอวี้จึงค่อยเอ่ยถามขึ้นมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ชีวิตของเจ้าในตอนนี้ ช่างไม่
เหมาะสมกับพี่สาวของข้าเสียจริง… เอาล่ะ ถ้าตัดสินใจปล่อยเจ้าไป และหวังให้เจ้าปล่อยพี่สาวของข้าด้วยเช่นกัน นับ
จากนี้ต่อไป อย่าได้มาพัวพันกับนางอีกเลย ข้าหวังว่านางจะได้พบกับคนดีๆ”
ทันใดนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ใช้แววตาอำมหิตจ้องเขม็งมาที่ต้วนอวี้ “เจ้าหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ ทำไมกัน มีตรงไหนไม่เข้าใจหรือ?” ต้วนอวี้ผายมืออก
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่หน้าสีซีดขาวกลับรู้สึกว่าเขาเหมือนกำลังโดนตลบหลัง จึงพูดขึ้นว่า “ต้วนอวี้ เจ้าหลอกข้า?”
“ข้าไม่ได้หลอกเจ้าเสียน้อย พี่สาวของข้าถูกงูพิษกัด อีกอย่างนางก็ถูกพิษเข้าแล้ว จนข้าไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไร
ดี… แต่โชคดีที่ชายชราคนนั้นพอรักษาคนเป็นบ้าง” ต้วนอวี้รีบตอบ
สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับไปต่อไม่ถูกแล้ว
ต้วนอวี้หยักไหล่ขึ้นมา “ใช่แล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ ยาของชายชราเห็นทีจะได้ผลอยู่ อีกไม่นานพี่สาวของข้าก็น่าจะ
ได้สติขึ้นมาแล้ว… ไม่แน่นะว่า สิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่นี้ นางอาจได้ยินทั้งหมดแล้ว”
สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ซีดเป็นไก่ต้ม เขากัดฟันกรอดๆ ฝืนพูดอย่างกลํ้ากลืนฝืนทนออกมา “ต้วน… อวี้……”
ต้วนอวี้รีบเข้าไปดึงต้วนชิงหมิงออกมาจากอ้อมอกของเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นพยายามเรียกชื่อขึ้นมา “พี่สาว พี่
สาว พี่เป็นยังไงบ้าง?”
จู่ๆ ปลายนิ้วของต้วนชิงหมิงขยับขึ้นเล็กน้อย
พอเห็นเช่นนั้น ต้วนอวี้ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ “เย่ เย่! พี่สาวไม่เป็นอะไรแล้ว”
ต้วนชิงหมิงปลอดภัยแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋ก็พูดอย่างชัดเจนแล้ว… บัดนี้ คงถึงเวลาที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องจากตรงนี้
ไปได้เสียที
ด้านต้วนอวี้กลับไม่เก็บอารมณ์ความรู้สึกแม้แต่น้อย เขาหันมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋สื่อเป็นนัยว่า… พี่สาวของเขา
ได้สติขึ้นมาแล้ว เหตุใดองค์ชายสามถึงไม่ไปสักที?
พอเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจะลุกขึ้นยืน กลับได้ยินเสียงพูดอย่างอิดโรยหอต้วนชิงหมิงดัง “อวี้เอ๋อร์… เหยียนหลิ่งอวี๋
เป็นยังไงบ้าง?”
ต้วนอวี้ใช้ร่างกายของเขาบังเหยียนหลิ่งอวี๋จนมิด จากนั้นก็อมยิ้มกับคำถามของต้วนชิงหมิง “เหยียนหลิ่งอวี๋
สบายดี… เขาไม่เป็นอะไรแล้ว”
ต้วนชิงหมิงตอบ “อืม” เพียงสั้นๆ หลังจากนั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
เหยียนหลิ่งอวี๋มองต้วนชิงหมิงอยู่ด้านข้าง พร้อมด้วยแววตาที่ดีใจเป็นที่สุด “เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง?”