การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 55 หลิวหรงไม่สบาย
ทำไมนางจะไม่รู้เล่าว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็นบ่าวคนสนิทของต้วนชิงหมิงเพียงแต่เรื่องที่จะพูดเป็นเรื่องที่นางต้องล่วง
เกินหลิวอี๋เหนียงจึงไม่อยากให้คนนอกได้ยินได้ฟัง
นางมองไปที่อีกฝั่ายพูดว่า “คุณหนูใหญ่คงจะรู้เรื่องที่อี๋เหนียงเคยมีลูกแต่ว่าแท้งไป”
นางพยักหน้าเป็นคำตอบรับว่าทราบแล้ว “เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมานานแล้ว”
นางจึงพูดต่อ “ในจวนต้วนนอกเสียจากฮูหยินติงโหรวแล้วก็มีเพียงหลิวหรงที่มีลูกสาวส่วนอี๋เหนียงและคนอื่นถ้า
เกิดท้องขึ้นมา ไม่แท้งลูก ก็เสียชีวิตตอนคลอดดังนั้นจนถึงตอนนี้ในจวนต้วนมีเพียงคุณหนูใหญ่ คุณหนูรองและคุณชาย
ใหญ่ส่วนฮูหยินได้จากโลกไปหลังจากคลอดคุณชายใหญ่ได้ไม่นาน”
แววตาของต้วนชิงหมิงหม่นหมองลงคล้ายหวนรำลึกเรื่องนี้นางรู้ ทว่าสิ่งที่ไม่รู้คือเหตุใดจางอี๋เหนียงถึงได้มาพูดถึง
เรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว
นางเล่าย้อนรำลึกถึงเรื่องเก่า “ข้าจำได้ชัดเจนไม่ลืมเลือน ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงที่ดอกกุ้ยฮวาผลิบาน
ท้องของข้าก็ยังปกติดี แต่เมื่อกินขนมกุ้ยฮวา[1] ข้าก็แท้งลูกโดยไม่คาดคิด ทั้งยังหาสาเหตุไม่ได้” นางหยุดเว้นจังหวะ ต้
วนชิงหมิงที่ฟังมาถึงตรงนี้คล้ายจับพิรุธได้นางต้องรู้แน่ ว่าใครปองร้ายนางกับลูกของนาง ไม่เช่นนั้นจะพูดเช่นนี้ทำไม!
อีกฝั่ายกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าหลิวหรงไม่ยอมให้ใครมีลูกชายสืบสกุลให้จวนต้วนนางจึงใช้โอกาสในช่วงนั้นลงมือ”
เด็กสาวเลิกคิ้วขึ้นพลางขมวดมุ่นคิ้วในทันที “เรื่องนี้ยังไม่ได้สืบหาสาเหตุเลยหรือ?”
จางอี๋เหนียงยิ้มรับอย่างขมขื่นกล่าวตอบ “จะหาได้อย่างไร? ตอนนั้นนายท่านอยู่ชายแดนหลิวอี๋เหนียงออกไป
เก็บค่าเช่าตอนกลับมายังโทษข้าว่าไม่ระวังจึงไม่สามารถรักษาบุตรชายของตัวเองไว้ได้”
อีกฝั่ายนิ่งเงียบไม่พูดจานางรู้แล้วว่าเล่ห์เหลี่ยมหลิวหรงนั้นมากมายเกรงว่าจางอี๋เหนียงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
“ความจริงแล้วทุกปี ในฤดูใบไม้ร่วง หลิวหรงมักจะปั่วยช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ตอนนั้นเหตุใดนางถึงหายปั่วยหลัง
จากออกไปเก็บค่าเช่าอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนอี๋เหนียงที่ตั้งครรภ์ส่วนมากจะอยู่ช่วงฤดูร้อนพอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะแท้งลูก
ไม่ใช่แค่นางยังมีอี๋เหนียงอีกหลายคนที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน”
นางมองไปยังต้วนชิงหมิงด้วยความทุกข์ใจ
“ที่ข้าเอาเรื่องนี้มาพูดกับคุณหนูใหญ่ ไม่ได้หวังว่าให้เจ้าช่วยแก้แค้นลูกข้าไม่สามารถได้ลืมตาดูโลกอาจจะเป็น
ความโชคร้ายของข้าแต่สำหรับลูกอาจจะเป็นความโชคดี”
เด็กสาวยังคงรับฟังอย่างสงบนิ่งนางกับต้วนอวี้เป็นถึงลูกภรรยาเอก ยังโดนหลิวหรงเล่นงานขนาดนี้จะนับประสา
อะไรกับลูกชายและลูกสาวอนุดูท่าแล้วจางอี๋เหนียงผู้นี้คงคิดได้แล้ว
จางอี๋เหนียงหยุดเว้นจังหวะครู่เดียวร่างกายพลันสั่นเทิ้มขึ้นมาราวกับกลืนก้อนสะอื้นอยู่ในอกพูดขึ้นเสียงสั่น
“เป็นความผิดของข้าเองทำให้คุณหนูใหญ่ไม่สบายใจ” ต้วนชิงหมิงเพียงแต่ยิ้มรับไม่เปล่งเสียงตอบนางจึงพูดต่อ
“ปกติข้าไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ได้แต่นับวันนับเดือนว่าใกล้จะถึงวันที่ไปเก็บค่าเช่าแล้วหรือยังดูท่าหลิวหรงคงจะไม่
ยอมถูกกักบริเวณอยู่แต่ในเรือน”
ได้ยินคำพูดจางอี๋เหนียงนางขมวดคิ้วทันทีพลันคิดได้ว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีหลิวหรงจะไม่อยู่จวนหลายวัน
ส่วนไปทำอะไรนั้นไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน
ดูท่าปีนี้เรื่องค่าเช่าจะให้หลิวหรงไปเก็บไม่ได้เด็ดขาด!คิดถึงตรงนี้ นางจึงพูดออกไป “ขอบคุณอี๋เหนียงที่คอย
เตือนถ้าไม่พูดถึง… ข้าคงลืมไปแล้ว!”
นางยิ้มเจื่อนๆ “อยู่ในจวนมาสิบกว่าปีเรื่องอื่นอาจจะลืมเลือนไปบ้างแต่วันที่เสียใจกลับจดจำได้อย่างชัดเจน!”
อีกฝั่ายยังคงนิ่งเงียบดุจเดิมผู้หญิงคนหนึ่งใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพื่อรักผู้ชายคนหนึ่งและยังสูญเสียลูกอันเป็นที่รัก
อย่างสุดหัวใจแน่นอนว่าคงเป็นช่วงเวลาน่าเศร้าที่จำได้อย่างไม่ลืมเลือน
จากที่เงียบอยู่นานต้วนชิงหนิงจึงพูดขึ้น “อี๋เหนียงอย่ามองโลกในแง่ร้าย เจ้ายังอ่อนวัย ยังสามารถมีลูกได้……”
นางพยักหน้าตอบ “ช่างเสียเถอะคุณหนูใหญ่ ข้าท้อแท้ใจไปหมดแล้วตอนนี้คิดเพียงแต่ดูแลองค์ชายใหญ่ให้
เติบโต เพื่อพึ่งพาในบั้นปลายชีวิตก็เท่านั้น”
เด็กสาวหรี่ตาลงมองอีกฝั่ายตรงหน้าที่ต้องการแสดงความซื่อสัตย์ต่อนางโดยยอมไม่มีลูกขอเพียงได้เห็นต้วนอวี้
เติบใหญ่
นางยังไม่ทันได้อ้าปากถามนอกห้องก็มีเสียงชิวจวี๋พูดดังขึ้น “คุณหนูใหญ่เถี่ยเฟิงมาแล้วเจ้าค่ะ!” นางกล่าวตอบ
รับทันที
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” เมื่อเห็นว่าต้วนชิงหมิงมีธุระนางรีบกล่าวขอตัวลา
เมื่อเดินออกจากห้องจึงเห็นเถี่ยเฟิงโค้งคำนับให้ “คุณหนูใหญ่ นายท่านเชิญไปที่ห้องอ่านหนังสือขอรับ”
นางพยักหน้ารับรู้ “รอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปพร้อมกับเจ้า”
แล้วหันไปเรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มาช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อครู่เพิ่งพูดถึงหลิวหรงตอนนี้ต้วนเจิ้งเรียกนางไปหาแล้ว
ไม่รู้ว่าการเรียกไปครั้งนี้ด้วยเรื่องอันใด?
…
เมื่อต้วนชิงหมิงมาถึงหน้าห้องอ่านหนังสือพลันได้ยินเสียงดุของต้วนเจิ้งดังก้องกังวานออกมา
“ถ้าปั่วยก็ไปตามหมอมา ให้ข้าไปจะมีประโยชน์อะไร?” ภายในห้องได้ยินเสียงแม่นมหลี่พูดค่อยๆ
“นายท่านก็ทราบดีว่าทุกปีเมื่อถึงช่วงนี้โรคเรื้อรังที่อี๋เหนียงเป็นจะกำเริบ……ขอร้องนายท่าน……”
แม่นมยังพูดไม่ทันจบต้วนเจิ้งชิงตวาดเสียงกร้าว ไม่เปิดช่องให้ต่อรองแม้สักนิด “ต้องให้ข้าพูดใหม่อีกรอบใช่
ไหม?” อีกฝั่ายได้ยินจึงรีบขอตัวลาไปทันที
ต้วนชิงหมิงที่ฟังอยู่นอกห้องหยักยิ้มขึ้นยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่โดนอวี้หรานตบ ตบนี้ช่างคุ้มค่า!เช่นนี้แม้หลิวหรงจะ
ออดอ้อนอย่างไรก็คงไม่สำเร็จ!
ทว่าครั้งนี้คนที่ตบหน้านางคือต้วนอวี้หรานแต่อีกฝั่ายยังคงเดินไปมาอยู่ในเรือนอย่างสบายใจไม่เห็นต้วนเจิ้ง
ทำโทษนั่นแสดงว่าความโกรธของผู้เป็นบิดาทุเลาลงมากแล้ว
เช่นนั้นนางจะต้องพูดโน้มน้าวให้ผู้เป็นบิดาปล่อยหลิวอี๋เหนียงออกมาดีหรือไม่?
นางเปลี่ยนสีหน้าที่เปียมไปด้วยรอยยิ้มทันทีผลักประตูเข้าทำความเคารพ “ชิงหมิงคารวะท่านพ่อ!”
“ชิงหมิงมาแล้วหรือ?” แม้ใบหน้าของผู้เป็นบิดาจะไม่ได้เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มทว่านํ้าเสียงกลับอ่อนลง
ต้วนชิงหมิงทำท่าหันไปมองแม่นมหลี่เอ่ยถามนางด้วยความแปลกใจ “แม่นมหลี่จากเรือนหลิวอี๋เหนียงมาอยู่ที่นี่
ได้อย่างไรเล่าอี๋เหนียงไม่ได้ถูกกักบริเวณไปแล้วหรือ มาหาท่านพ่อด้วยเหตุอันใด?”
เมื่อได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงถามจึงรีบก้มหน้าเอ่ยขึ้นเสียงคล้ายไร้เรี่ยวแรง
“เรียนคุณหนูใหญ่ อี๋เหนียงปั่วยเป็นโรคเรื้อรังเจ็บปวดทรมานอย่างมากจึงอยากให้นายท่านไปดูเสียหน่อย
เจ้าค่ะ!” เมื่อพูดจบนางก้าวไปข้างหน้าพูดอย่างขอร้องอ้อนวอน “คุณหนูใหญ่ช่วยพูดให้นายท่านไปดูหลิวอี๋เหนียงที่ปวด
ทรมานอยู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ!”
นางยิ้มบางเอ่ยเสียงเรียบไม่เป็นเดือดเป็นร้อน “ถ้าปั่วยก็ให้ไปตามหมอท่านพ่อไม่ใช่หมอ ถ้าไปดูแล้วอี๋เหนียงจะ
ดีขึ้นได้อย่างนั้นหรือ?”
คิดไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะพูดเช่นนี้ สีหน้าแม่นมละม้ายตระหนกตกใจพูดอะไรไม่ออกพลันเหลือบมองไปที่ต้วน
เจิ้งที่มีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์พลางขมวดคิ้วขึ้นทว่าใบหน้าของเด็กสาวยังคงแต้มรอยยิ้มบางดุจเก่า
“แม่นมกลับไปก่อน ไปเรียนว่าท่านพ่อทราบแล้ว!” แม่นมหลี่จนปัญญาได้แต่มองอีกฝั่ายที่ไม่แสดงท่าทีจึงขอตัว
ลาออกไป
ต้วนชิงหมิงเดินไปตรงหน้าต้วนเจิ้งพูดขึ้นสุ้มเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ท่านพ่ออี๋เหนียงไม่สบาย ท่านจะไม่ไปดู
หน่อยหรือเจ้าคะ?”
ผู้เป็นบิดาไม่เปล่งเสียงตอบทว่าส่งเสียง “ฮึ” ออกมาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดุจเดิม “เจ้าไม่ได้พูดไปเมื่อครู่หรือว่าพ่อ
ไม่ได้เป็นหมอ?”
นางยิ้มออกมาเล็กน้อย “ท่านพ่อไม่ใช่หมอแต่ไม่แน่ว่าท่านพ่อไปดูอี๋เหนียงแล้วอาจจะหายเป็นปกติก็ได้เจ้าค่ะ”
นางดูออกอีกฝั่ายกำลังโมโหคงโกรธหลิวหรง แต่ก็ยังเป็นห่วงสุขภาพของนางอยู่ ต้วนชิงหมิงจึงชิงพูดขึ้น “ท่าน
พ่อเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของอี๋เหนียงถ้าท่านหายโกรธแล้วก็ปล่อยอี๋เหนียงออกมาเถอะเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงวาดหวังเต็มอกว่าจะได้ชำระแค้นกับหลิวหรงถ้าไม่ปล่อยให้นางออกมาก็คงไม่มีโอกาสได้จัดการกับ
นาง ปล่อยให้นางออกมาเสียดีกว่าไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะได้ประจันหน้ากันอย่างจริงจัง
ผู้เป็นบิดาครุ่นคิดอยู่ครู่เดียวก่อนเอ่ยวาจาออกมา “ชิงหมิง……อย่างไรเสียนางก็เป็นอี๋เหนียงของเจ้าไปดูนางแทน
พ่อหน่อยได้หรือไม่”
…
[1]ขนมกุ้ยฮวา ทำมาจากแปั้งหมี่ขาวและนํ้าตาล ทรงสี่เหลี่ยมหรือกลมลักษณะสีขาวคล้ายขนมโก๋