การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 551 อวี้หลัวตกหลุมเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 551 อวี้หลัวตกหลุมเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว
หัวของต้วนชิงหมิงยังคงมึนงงอยู่ ผนวกกับรถม้าที่โยกโคลงเคลง เพียงแต่นางไม่อยากให้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นกังวล
จึงหันยิ้มให้เข่เล็กน้อย พูดขึ้นมาว่า “ข้าไม่เป็นไร”
เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมา เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง… นางไม่เป็นไร เขาก็ไม่เป็นอะไร ทุก
อย่างผ่านไปด้วยดีแล้ว
ข้างนอกรถม้ามีเสียงของเชียนโม่ดังขึ้นมา “คุณชายใหญ่ พวกเราจะเข้าเมืองหลวงแล้ว ให้ตรงไปที่จวนต้วนเลย
ใชไหมเจ้าคะ?”
ต้วนอวี้ไปเบะปากให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ “เหยียนหลิ่งอวี๋ แล้วเจ้าจะทำเอายังไง จะกลับไปพร้อมกับพวกเราไหม?”
ในใจของต้วนอวี้ ได้แยกความสัมพันธ์ระหว่างเหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนชิงหมิงอย่างชัดเจนแล้ว ในตอนนี้ แม้จะพูด
เหนี่ยวรั้งเขาไว้ แต่สีหน้าและแววตากลับต้องการให้เหยียนหลิ่งอวี๋ไปได้แล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ให้ข้าลงข้างหน้านี้ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวข้าต้องกลับเข้าวังอีก”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับทราบ จากนั้นก็ให้เชียนโม่หยุดรถม้าให้เหยียนหลิ่งอวี๋ลง
สายตาของต้วนชิงหมิงยังคงจ้องมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ตลอด เมื่อนางเห็นต้วนอวี้มองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วย
ความไม่ค่อยสบอารมณ์ เส้นถามอย่างแปลกใจ “อวี้เอ๋อร์ เหยียนหลิ่งอวี๋ล่วงเกินเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนอวี้ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา พร้อมกับคิดในใจว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ล่วงเกินเขาหลอก แต่กำลังล่วงเกินพี่สาวของ
เขาต่างหาก!
แต่สิ่งที่คิดในใจนี้ ต้วนอวี้ไม่มีทางพูดออกมาโดยเด็ดขาด
ขณะนี้ต้วนชิงหมิงยังคงรู้สึกเวียนหัวเลยเผลอหลับไปอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้ต้วนอวี้นั่งมองอยู่อย่างนั้น
เห็นทีจะต้องคิดหาวิธี ที่จะตัดความรู้สึกห่วงหาอาทรของทั้งสองคนให้ขาดสะบั้นลง
องค์หญิงอวี้หลัวยังคงใช้วิธีเหมือนเมื่อก่อนในการมาหาต้วนชิงหมิงถึงเรือน โดยเรียกชื่อต้วนชิงหมิงเสียงดัง
โวยวาย จากนั้นก็พรวดเข้ามาหานางถึงเรือน
ต้วนชิงหมิงที่กำลังนั่งมองตะวันอยู่ในเรือน กลับต้องตกใจเสียงหลง เมื่อได้ยินองค์หญิงอวี้หลัวตะโกนเรียกชื่อนาง
ขึ้นมาเสียงดังลั่น
ทางด้านเยวี่ยเจียรู้สึกไม่ค่อยยินดีเสียเท่าไหร่ นางจึงพูดเตือนองค์หญิงอวี้หลัวออกมาว่า “องค์หญิงเพคะ ครั้ง
หน้ารบกวนองค์หญิงพูดเสียงเบาลงหน่อยได้ไหมเพคะ? ไม่เพียงคุณหนูที่จะตกอกตกใจ แม้แต่บ่าวก็สะดุ้งขวัญหนีดีฝั่อ
ไปหมดแล้วเพคะ!”
องค์หญิงอวี้หลัวสะอึกกับคำพูดของเยวี่ยเจียเล็กน้อย ทว่าองค์หญิงกลับไม่มีพี่ถ้าจะโกรธเคือง เอาแต่หัวเราะคิก
คัก “อั๊ยย่ะ ชิงหมิง… ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่ได้มีเจตนาให้เจ้าต้องตกอกตกใจ อย่างนั้นคราวหน้าหน้าข้าจะระวังให้
มากกว่านี้ก็แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงขยับตัวนั่งขึ้นมาและยิ้มอ่อนๆ “ไม่เป็นไรหรอก ไม่รู้ว่าต้องเป็นเมื่อไหร่ องค์หญิงถึงจะจำได้เสียที”
ทุกครั้งที่องค์หญิงอวี้หลัวมาที่เรือนของนาง มักส่งเสียงดังเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว จนบ่าวใช้ที่สลับกันดูแลข้างกายต้
วนชิงหมิงต่างบอกกล่าวองค์หญิงทุกครั้งที่มา และทุกครั้งองค์หญิงอวี้หลัวก็มักจะบอกว่าครั้งหน้าจะระวังให้มากกว่านี้
จนถึงตอนนี้องค์หญิงก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัยอยู่ดี นานวันเข้า ต้วนชิงหมิงก็ไม่หวังอะไรจากองค์หญิงอีกแล้ว
องค์หญิงอวี้หลัวหัวเราะคิกคักหันไปสัพยอกต้วนชิงหมิง “เจ้านี่เข้าใจข้าเสียเหลือเกิน”
เยวี่ยเจียอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองค์หญิงอวี้หลัว ไม่ใช่เพราะคุณหนูเข้าใจหรอก แต่เป็นเพราะองค์หญิงที่ไม่
ยอมเปลี่ยนต่างหาก
ทางด้านองค์หญิงอวี้หลัวไม่ได้มีเวลาไปสนใจ บ่าวใช้อย่างเยวี่ยเจียที่ไม่ค่อยชอบใจหรอก
เยวี่ยเจียเดินเข้ามายืนเบื้องหน้าของต้วนชิงหมิง เพื่อช่วยกันไม่ให้แสงตะวันสาดแสงเข้ามาในห้องมากเกินไป เงา
ที่สูงใหญ่ได้บังหน้าต้วนชิงหมิงที่ซีดเซียวจนมิด
องค์หญิงอวี้หลัวหันไปถอนหายใจให้กับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง เจ้าหน้าตางดงามเหลือเกิน หากข้าเป็นบุรุษคง
ตกหลุมรักเจ้าอย่างแน่นอน”
ต้วนชิงหมิงพูดจริงยิ้มตอบกลับมา “องค์หญิงอวี้หลัวก็งดงามเหมือนกัน… อันที่จริง ชิงหมิงรู้สึกอิจฉาองค์หญิง
มากกว่าเสียอีก”
ที่กล้าบอกอะไรตรงไปตรงมาว่ารัก และไม่เคยคิดร้ายกับใคร องค์หญิงอวี้หลัวที่ร่าเริงและแจ่มใสแบบนี้ เป็นสตรี
ที่หาได้ยากในต้าเซี่ยแห่งนี้ จึงทำให้ต้วนชิงหมิงเปิดอิจฉาไม่ได้
องค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนที่มักเก็บอารมณ์ไม่อยู่ นางจึงพูดยิ้มกลับไป “แต่ว่าบรรดาคุณหนู กลับบอกว่าข้าเป็นคน
ที่ไม่รู้จักกฎระเบียบ”
ต้วนชิงหมิงเอื้อมออกไปจับมือขององค์หญิงอวี้หลัวแล้วพูดว่า “อย่างนั้น องค์หญิงมีความเห็นว่าอย่างไร?” `
องค์หญิงอวี้หลัวเบะปากออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็สายมือปฏิเสธ “เชอะ! พวกนางไม่ใช่เพื่อนของข้าสักหน่อย ข้า
จะใส่ใจความคิดของพวกนางทำไมกัน?”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นด้วย “องค์หญิงคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพคะ”
ถูกต้องแล้ว เราเกิดมาคนเดียวไม่จำเป็นต้องสนใจในความคิดของคนอื่นมากนัก เพราะบางทีคนพวกนั้นก็แค่
อิจฉาริษยา ต่อให้องค์หญิงอวี้หลัวดีเพียงใด พวกนั้นย่อมหาที่ติดติติงได้ตลอด
องค์หญิงอวี้หลัวไม่อยากจะพูดคุยเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว
นางจึงมองต้วนชิงหมิงยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ชิงหมิง ดูหน่อยว่าเสื้อผ้าของข้าสวยหรือไม่?”
วันนี้องค์หญิงอวี้หลัวส่วนชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อน เสื้อคลุมเป็นแบบตาข่ายสีเหลืองเข้มขึ้นมาอีกหน่อย เสื้อผ้า
และการผลัดแปั้งแต่งหน้าช่วยขับให้นางดูอรชรมากยิ่งขึ้น
ต้วนชิงหมิงมองดูกลับรู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อย จะให้นึกตอนนี้กลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่นาง
ยอมรับว่าเสื้อผ้าขององค์หญิงนั้นงดงามเหลือเกิน จึงออกปากชมไปว่า “ขอพูดตามตรงนะ ชุดงามมากจริงๆ”
องค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกพอใจกับคำชมจากปากต้วนชิงหมิงเป็นที่สุด จึงหัวเราะอย่างภูมิใจ “พี่ชายสามบอกข้า ว่าต้
วนชิงหมิงเป็นคนตาถึงที่สุด หากชิงหมิงพูดว่าสวย ก็จะต้องสวยอย่างแน่นอน”
องค์หญิงอวี้หลัวมีความสามารถอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะพูดอะไร นางก็สามารถเชื่อมโยงไปหาพี่ชาย
สามของนางได้ทุกเรื่อง
ส่วนต้วนชิงหมิงก็ทราบนิสัยขององค์หญิงอวี้หลัวเป็นอย่างดีเช่นกัน นางจึงยิ้มจางๆ ไม่โต้แย้งหรือโต้เถียงองค์
หญิง
ในวันนี้องค์หญิงอวี้หลัวมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยปกติแล้ว นางมักจะพูดเรื่องเดียวซํ้าไปซํ้ามาไม่หยุด แต่
วันนี้นางกลับมีสายตาไม่นิ่งมองซ้ายมองขวา จากนั้นยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง มีบางเรื่องที่ข้าต้อง
บอกเจ้าหน่อย”
สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวแสดงความก็เขินออกมาเล็กน้อย จนดูมีความเป็นกุลสตรีขึ้นมาเป็นอย่างมาก ต้วนชิง
หมิงจึงอมยิ้มพูดกับองค์หญิงอวี้หลัวขึ้นว่า “เกิดอะไรเอ่ย พูดออกมาได้เลย”
องค์หญิงอวี้หลัวหันหน้ากลับไปมองเยวี่ยเจียแวบหนึ่ง
ต้วนชิงหมิงจึงขยิบตาส่งสัญญาณให้กับเยวี่ยเจีย จากนั้นนางได้วางกานํ้าชาจากมือลง และขอตัวเดินออกลา
ส่วนบรรดาบ่าวใช้คนอื่นๆ ต่างก็ไม่ได้สนใจมาทางนี้ ต้วนชิงหมิงยิ้มมุมปากให้กับองค์หญิงอวี้หลัว “ตอนนี้ไม่มีคน
อื่นอยู่แล้วเพคะ หากมีเรื่องอะไรก็พูดออกมาได้เลย”
ใบหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวค่อยๆแดงระเรื่อขึ้นมา นางบิดตัวเก้อเขินไปมาก่อนจะพูดขึ้น “ชิงหมิง… เรื่องนั้น
คือ… เจ้าช่วยนัดเหยียนหลิ่งอวี๋ออกมาได้ไหม?”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงได้ยินก็ถามขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจ “องค์หญิงมีธุระกับเหยียนหลิ่งอวี๋หรือเปล่า ทำไมองค์
หญิงไม่ไปหาเขาโดยตรงเลย?”
เป็นที่รู้ว่าองค์หญิงอวี้หลัวกับเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยจะลงรอยเสียเท่าไหร่ ทุกครั้งที่เจอหน้าถ้าไม่ทะเลาะกันก็จะ
แยกเขี้ยวใส่กัน บัดนี้ องค์หญิงอวี้หลัวอยากนัดเจอเหยียนหลิ่งอวี๋ทำเอาต้วนชิงหมิงรู้สึกอดแปลกใจขึ้นมิไม่ได้
สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะทวงถามคำตอบ “ชิงหมิงบอกข้ามาเลย สรุปแล้วเจ้าจะช่วย
หรือไม่?”
พอต้วนชิงหมิงใกล้ฟังก็หัวเราะชอบใจขึ้นมา “เหตุผลคืออะไรหรือเพคะ? องค์หญิงให้ชิงหมิงนัดเหยียนหลิ่งอวี๋
ออกมา คงต้องมีเหตุผลกระมัง อีกอย่างองค์หญิงอยู่ในวังหลวง เหยียนหลิ่งอวี๋ก็อยู่ในวังหลวงเหมือนกัน จึงไม่จำเป็นที่
องค์หญิงต้องมาขอร้องชิงหมิงแบบนี้”
สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัว เริ่มเปลี่ยนเป็นแดงกํ่าขึ้นมาแทนแล้ว
นางเม้มปากแน่น ครุ่นคิดไปมา ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปัง “ก็ได้ ก็ได้ ข้ารู้ว่าถ้าไม่บอกเหตุผล เจ้าก็คงจะไม่ช่วย
ข้า… ถึงแม้ข้าจะอยู่ในวังหลวง ส่วนเขาก็อยู่ในวังหลวงเหมือนกัน แต่การที่ข้าจะได้พบหน้าเขาไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างใน
วังหลวงมีหูตามากมายจับจ้อง ข้าไม่อยากให้คนเอาไปเรื่องโพนทะนาเล่าต่อๆ กันไปทั่ว”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าไม่ได้พูดอะไรออกมา
องค์หญิงอวี้หลัวจึงพูดต่อไป “ข้าอยากให้เจ้าช่วยนัดเหยียนหลิ่งอวี๋ให้หน่อย เพื่อจะได้บอกว่าถ้าชอบเขาเข้าแล้ว
เพื่อให้เขาไปขอร้องฝั่าบาทพระราชทานงานอภิเษกให้”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ฟังพลันตกตะลึงอยู่ไม่น้อย “อวี้หลัวรู็ตัวไหมกำลังพูดอะไรอยู่?”
องค์หญิงอวี้หลัวหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ก่อนตอบกลับไป “ข้าบอกว่าข้าชอบเหยียนหลิ่งอวี๋… มีอะไรแปลกหรือ?”
ในใจของต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกหนักอึ้งจนบอกไม่ถูก นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นหันไปต่อบอกองค์
หญิงอวี้หลัว “แต่ว่าองค์หญิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋เจอหน้ากันทีไรเป็นอันให้ต้องทะเลาะทุกที… องค์หญิงพอจะบอกได้ไหม
ทำไมถึงได้ชอบเขา?”