การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 552 ข้าชอบเขาเท่านั้น
เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่า เหยียนหลิ่งอวี๋มีหน้าตาที่หล่อเหลาปานเทพบุตรลงมาเกิด ไม่ว่าสตรีใดได้เห็นเป็นอันต้อง
ตกหลุมรักหรือไม่ก็หลงจนหัวปักหัวปา ไม่ต้องพูดถึงบรรดาคุณหนูต่างหมายปองจะแต่งกับเหยียนหลิ่งอวี๋ให้ได้ ต่อให้ถูก
ปฏิเสธมาแล้วกี่ครั้งกี่หน ก็ยังคงหลงใหลได้ปลื้มไม่เปลี่ยนใจ
เพราะฉะนั้น ในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่ว่าสตรีนางใด หากกล่าวว่าหลงใหลได้ปลื้มเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอะไร
นี่มันอะไรกัน องค์หญิงอวี้หลัวดูจะไม่น่าหลงใหลได้ปลื้มเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เลย
ต้วนชิงหมิงไม่ได้คิดว่าองค์หญิงอวี้หลัวไม่เหมาะสมกับเหยียนหลิ่งอวี๋ เพียงแต่ทุกครั้งที่นางเห็นว่าองค์หญิงอวี้
หลัวพบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋เมื่อใด ทั้งสองเป็นเหมือนนํ้ากับนํ้ามันที่คอยเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งให้กัน
สองคนนั้น ไม่ได้ดูเหมือนไม่ชอบขี้หน้ากันเพียงอย่างเดียว แต่ดูแล้วน่าจะเป็นคู่อาฆาตแค้นพี่ไม่มีทางยอมกัน
ดังนั้น ต้วนชิงหมิงไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่า องค์หญิงอวี้หลัวจะชอบพอเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ อันดับแรก ต้วนชิงหมิง
ต้องทดสอบให้แน่ใจ ว่าองค์หญิงอวี้หลัวชอบพอกับเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาจริงๆ หรือไม่องค์หญิงก็อาจจะหาข้ออ้างเพื่อมา
เล่นงานเหยียนหลิ่งอวี๋
เมื่อต้องเผชิญกับความสงสัยจากต้วนชิงหมิง สีหน้าขององค์หญิงอวี้หลัวเปลี่ยนไปในฉับพลัน
นางไม่เหมาะสมกับเหยียนหลิ่งอวี๋? เหยียนหลิ่งอวี๋มีอะไรไม่ดีตรงไหน? การที่นางมาชอบเหยียนหลิ่งอวี๋ นับเป็น
โชควาสนาของเขาไปหลายภพหลายชาติแล้ว……
เพียงแต่องค์หญิงอวี้หลัวไม่สามารถหาวิธีพบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เลย นางพยายามไปหาเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ตำหนัก
กลับถูก นางกำนัลในวังหลวงตอบอย่างสุภาพและเป็นทางการ… ว่าองค์ชายไม่อยู่เพคะ เชิญองค์หญิงกลับไปก่อนเพคะ
องค์หญิงอวี้หลัวยังไม่ลดละความพยายาม จนตามไปสถานที่ที่เหยียนหลิ่งอวี๋ทำงานอยู่ประจำ แต่ก็ต้องได้รับคำ
ตอบกลับมาไม่ต่างไปจากเดิม นั่นก็คือองค์ชายสามกำลังพักฟืนจากบาดแผลจึงไม่ได้มาที่นี่
องค์หญิงอวี้หลัวไม่ลดละคิดหาวิธีไปสอบถามจากคนที่คุ้นเคยเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่คนพวกนั้นกลับปิดปากเงียบ ไม่
ก็พูดอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด
จนกระทั่งสามวันผ่านไป เจ็ดวันผ่านไป จนกระทั่งบาดแผลที่ต้วนชิงหมิงได้รับในครั้งก่อนก็หายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว
ทว่าองค์หญิงอวี้หลัวยังคงไม่ได้ข่าวคราวของเหยียนหลิ่งอวี๋แม้แต่น้อย
สุดท้าย ด้วยความจนปัญญาเป็นที่สุด องค์หญิงอวี้หลัวจึงนึกถึงต้วนชิงหมิงขึ้นมาได้
ถูกต้องแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋มักมาที่จวนต้วนอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้น ต้วนชิงหมิงคงจะต้องรู้ข่าวคราวของเขาไม่มากก็
น้อย
องค์หญิงอวี้หลัวเป็นคนที่อยากทำอะไรก็จะทำในทันทีไม่รอช้า ฉะนั้นนางจึงรีบบึ่งมาที่จวนต้วนแห่งนี้ทันที
ต้วนชิงหมิงรู้สึกปวดขมับกับคำพูดขององค์หญิงอวี้หลัวเหลือเกิน องค์หญิงอวี้หลัวยังติดนิสัยเด็กน้อยอยู่ และเมื่อ
ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด มักจะทำให้ถึงที่สุด
แต่ปัญหาในตอนนี้คือ องค์หญิงอวี้หลัวยังไม่รู้ว่าชอบเหยียนหลิ่งอวี๋จริงไหม หรือกลัวเหยียนหลิ่งอวี๋จะมาแย่งต้
วนชิงหมิงไปจากชิงตั๋ว จึงต้องรีบวางแผนตัดหน้าเสียก่อน
องค์หญิงอวี้หลัวเม้มปากแนบแน่น ราวกับกำลังคิดบางเรื่องอย่างหนัก จนผ่านไปครู่หนึ่ง องค์หญิพูดแถลงเสียง
ดังลั่นขึ้นว่า “ชิงหมิง ข้าบอกเจ้าตรงๆ แล้วกัน องค์ชายสามคนนั้น ข้าไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มมากขนาดนั้น เพียงแต่เขามา
คุกคามพี่ชายของข้า ข้าจำต้องตัดสินใจแต่งกับเหยียนหลิ่งอวี๋ก่อน จากนั้นพี่ชายสามของข้าก็จะได้แต่งกับเจ้า!”
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงเข้าใจเรื่องราวอย่างทะลุปรุโปร่ง… คำพูดขององค์หญิงอวี้หลัวนั้นฟังแล้วดูไม่สมเหตุสมผล
เอาเสียเลย
ที่แท้ องค์หญิงอวี้หลัวไม่ได้รักใคร่ชอบพอเหยียนหลิ่งอวี๋จากใจจริงแบบที่บุรุษและสตรีมีต่อกัน แต่เพราะเหยียน
หลิ่งอวี๋มาชอบต้วนชิงหมิง องค์หญิงจึงกลัวว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะมาแย่งต้วนชิงหมิงไปจากชิงตั๋ว
ที่องค์หญิงอวี้หลัวบอกปาวๆ ว่าชอบเหยียนหลิ่งอวี๋นักชอบเหยียนหลิ่งอวี๋หนา เพื่อต้องการสร้างให้เรื่องวุ่นวาย
นี่เอง
ต้วนชิงหมิงเชื่อเป็นอย่างยิ่ง หากองค์หญิงอวี้หลัวขืนยังช่วยพี่ชายอยู่แบบนี้ เรื่องคงต้องยุ่งเหยิงไปกันหมด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ต้วนชิงหมิงจึงยกมือขึ้นมาบีบขมับ พร้อมกับพูดอย่างเวียนหัว “องค์หญิง การชอบใครสักคนนั้น
ควรจะมาจากความรู้สึกในใจถึงจะถูก ไม่ใช่เพราะชอบใครเพราะคนอื่นเลย หากพี่ชายสามขององค์หญิงรู้ว่าองค์หญิง
ต้องเสียสละตัวเอง เพื่อให้พี่ชายสมปรารถนาแล้วล่ะก็ เขาคงไม่มีความสุขอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ฟังเหตุผลที่ต้วนชิงหมิงกล่าวมา องค์หญิงอวี้หลัวกลับถลึงตาโตและกล่าวขึ้น “ข้าชอบเหยียนหลิ่งอวี๋จาก
ใจจริง ไม่ใช่เพราะว่าเขากับพี่ชายข้าแย่งเจ้านะ”
ในตอนนี้เอง ต้วนชิงหมิงถึงกับอึดอัดจนพูดไม่ออก
ไม่ว่าในชาติที่แล้วหรือในชาตินี้ก็ตาม จะมีสักกี่คนที่เข้าใจคำพูดที่กล่าวว่าชอบใครสักคนจากใจจริง ทว่าองค์หญิง
อวี้หลัวกลับพูดอย่างหน้าชื่นตาบานและใส่อารมณ์มากเป็นพิเศษ
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนมีสายฟั้าผ่าลงมากลางใจของนาง
นางจึงถอนหายใจ จากนั้นตอบองค์หญิงอวี้หลัวอย่างอดทนไปว่า “องค์หญิงคงยังไม่ทราบว่าที่ต้าเซี่ยแห่งนี้ คำสั่ง
ของท่านพ่อท่านแม่ และแม่สื่อแม่ชักมีความสำคัญมากเพียงใด ส่วนสตรีนั้นมิอาจพูดว่าชอบบุรุษใดได้เสียงดังลั่น ตามใจ
ชอบแบบนี้”
อีกอย่างเพื่อพี่ชายสามแล้ว องค์หญิงยอมเสียสละตัวแต่งกับเหยียนหลิ่งอวี๋ องค์หญิงคงยังมิทราบว่าเหยียนหลิ่งอ
วี๋ผู้นี้ ไม่ใช่ใครก็สามารถแย่งเขามาได้
“อย่างนั้น… องค์หญิง… เดี๋ยวชิงหมิงจะบอกให้เอง” ต้วนชิงหมิงพูดอย่างถอดใจ
ยังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงจะพูดจบ องค์หญิงอวี้หลัวกลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยใบหน้าที่จริงจังเด็ดเดี่ยว “ชิงหมิง
แผนการที่เจ้าพูดออกมานั้น ข้าไม่สนใจแม้แต่น้อย อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่สามารถทนอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปหรอก ข้าดูแล้วเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ผู้นั้นหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ องค์หญิงอย่างข้าคงต้องจำใจรับไว้ จากนั้นจะได้ไม่มีผู้ใด มาแย่งเจ้าไปจากพี่ชาย
สามได้อีก… ส่วนที่เหลือ ข้าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของพี่ชายสามกับเจ้าแล้วกัน……”
ต้วนชิงหมิงเห็นเพียงฝูงกาดำบินวนไปวนมาอยู่บนหัวของนา ราวกับกำลังมึนงงกับสิ่งที่เกิด
อะไรที่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋หน้าตาพอไปวัดไปวาได้?
อะไรที่ว่าองค์หญิงอวี้หลัวยอมจำใจรับไว้?
อะไรที่ว่าจะได้ไม่มีใครแย่งต้วนชิงหมิงจากชิงตั๋ว?
ต้วนชิงหมิงนี่สามารถเข้าใจได้เลย ความคิดพิลึกพิลั่นขององค์หญิงอวี้หลัวมาจากไหนกัน
ในตอนนี้ ต้วนชิงหมิงเริ่มรู้สึกสับสนวุ่นวายขึ้นมาแล้ว… เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ยเหยียนหลิ่งอวี๋ จะให้ข้าว่าเจ้ายังไงดี?
อยู่ดีไม่ว่าดีไปทำให้องค์หญิงอวี้หลัวไม่พอใจ คราวนี้ล่ะ เจ้าจะได้รู้ว่าความลำบากที่แท้จริงเป็นเช่นไร
นับจากนี้ต่อไป เหยียนหลิ่งอวี๋จะต้องเจอเรื่องราววุ่นวายมากมาย แต่ปัญหาในเวลานี้คือ ต้วนชิงหมิงจะรับมือ
และแก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้อย่างไรก่อนดี
เมื่อองค์หญิงอวี้หลัวดูต้วนชิงหมิงจะไม่ยินยอมยื่นมือเข้ามาช่วย นางจึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ชิงหมิง สรุปแล้ว
เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่… เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้มาหาเจ้าอยู่บ่อยครั้งมิใช่หรอกหรือ? ขอเพียงเจ้าบอกเหยียนหลิ่งอวี๋เพียงคำ
เดียว ว่าองค์หญิงอวี้หลัวต้องการพบหน้าก็สิ้นเรื่องแล้ว เหตุใดเจ้าต้องยกหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามามากมายด้วย?”
ต้วนชิงหมิงแอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยและตอบกลับว่า “องค์หญิง… ขอพูดอย่างไม่ปิดบังก็แล้วกัน จริงๆ
แล้ว ชิงหมิงอยากช่วยองค์หญิงมาก แต่ปัญหาคือหลังจากที่กลับมาเมืองหลวงในวันนั้น ชิงหมิงก็ไม่ได้พบหน้าเหยียน
หลิ่งอวี๋อีกเลย”
วันนั้นที่ต้วนชิงหมิงกล่าวถึงนั้นเป็นวันที่นางและเหยียนหลิ่งอวี๋รอดจากอันตรายกลับมาเมืองหลวงได้ เนื่องจาก
องค์หญิงอวี้หลัวและชิงตั๋วได้หนีเอาตัวรอดกลับมาก่อน ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนชิงหมิงต้องเผชิญหน้ากับชายชุดดำ
เหล่านั้น ถึงจะเอาตัวรอดกลับมาได้ สำหรับต้วนชิงหมิงแล้วยังคงมีข้อกังขามากมายกับเรื่องที่เกิดขึ้น อีกอย่างองค์หญิงอ
วี้หลัวก็ถูกไล่ล่าเหมือนกัน ทำไมองค์หญิงถึงได้กลับมาก่อนต้วนชิงหมิงด้วย
สำหรับเรื่องนี้นั้น ต้วนชิงหมิงเคยสอบถามองค์หญิงอวี้หลัวอยู่หลายครั้ง กลับได้รับคำตอบอย่างคลุมเครือ โดย
บอกว่าหลังจากพี่ฟืนตื่นได้สติขึ้นมา องค์หญิงอวี้หลัวกับชิงตั๋วก็มาโผล่ที่ห้องนอนแล้ว เรื่องอื่นนั้นพี่น้องคู่นี้บ่ายเบี่ยงจะ
ตอบออกมา
ต้วนชิงหมิงรู้สึกใจกับท่าทีขององค์หญิงอวี้หลัว เพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สาระสำคัญที่นางจะเอามาครุ่นคิด
พิจารณา อย่างไรเสีย สำหรับต้วนชิงหมิงแล้ว นางปลอดภัย เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เป็นไร องค์หญิงอวี้หลัวและชิงตั๋วกลับมา
โดยสวัสดิภาพ นับเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว
เพียงแต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้พบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋อีกเลย
จนหลายวันผ่านไป ต้วนอวี้ก็นำข่าวคราวของเหยียนหลิ่งอวี๋มาบอกนางเป็นครั้งคราว ทว่าช่วงสองสามวันนี้กลับ
ไม่ได้ข่าวคราวของเขาเลย
ต้วนชิงหมิงเริ่มรู้สึกเป็นห่วงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเกิดเรื่องขึ้นมา แต่นางก็มิสามารถวิ่งไปหาเขาถึงในวังหลวงได้ ดัง
นั้นเรื่องนี้จึงได้แต่เก็บซ่อนไว้ในใจ
บัดนี้ องค์หญิงอวี้หลัวกลับถามเรื่องนี้ขึ้นมา ต้วนชิงหมิงจึงครุ่นคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังว่าไม่ได้พบเหยียนหลิ่งอวี๋
เป็นเวลานาน
ด้านองค์หญิงอวี้หลัวรู้สึกไม่อยากเชื่อคำพูดของต้วนชิงหมิง แต่ว่าต้วนชิงหมิงไม่เคยหลอกนางมาก่อนเลย องค์
หญิงจึงได้แต่จำใจปล่อยผ่านไป