การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 554 ใครมาแล้ว?
ด้วยความรู้ลุกลี้ลุกลนของเยวี่ยเจีย นางจึงมองซ้ายทีขวาทีด้วยความตื่นเต้น เกรงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเดินออกมา
จากในห้องแล้วถูกคนอื่นที่ปากมากเห็นเข้า อาจเอาไปโพนทะนาจนทั่ว
เหตุนี้ทำให้เยวี่ยเจียกำลังรินนํ้าชาอย่างเผลอไผล กระทั่งนํ้าชาที่รินได้ล้นจากถ้วยออกมานอกโต๊ะ ลวกมือของต้
วนชิงหมิงไปหมด
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ ที่เยวี่ยเจียมัวเผลอไผลกับความคิดอะไรก็ไม่รู้
แต่กระนั้นเยวี่ยเจียก็ยังไม่รู้สึกตัว ในที่สุดต้วนชิงหมิงต้องไอกระแอมอยู่สองสามทีกว่าเยวี่ยเจียถึงได้สติกลับมา
เมื่อเยวี่ยเจียเห็นมือที่แดงของเยวี่ยเจียจากนํ้าชาที่ร้อนลวก จึงรีบวางกานํ้าชาลง ไปหยิบผ้าเช็ดหน้าเข้ามาซับอย่างลุกลี้
ลุกลน นึกไม่ถึงว่าด้วยความไม่ระวังจึงโดนถ้วยนํ้าชาจนหกลงเต็มพื้นจนทั่ว
ต้วนชิงหมิงได้แต่ปรายตามองด้วยความละเหี่ยใจ ก่อนพูดเสียงเรียบขึ้น “เยวี่ยเจียบอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกัน
แน่?”
แม้อุปนิสัยของเยวี่ยเจียจะรีบร้อนไปบ้าง แต่การงานที่นางได้รับมอบหมายถือว่าทำได้ว่องไวและออกมาดี อีก
อย่างนางก็ไม่เคยมีท่าทางพี่เสียอาการเหมือนวันนี้มาก่อน
สีหน้าของเยวี่ยเจียพลันแดงกํ่าขึ้นมา นางเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา
ต้วนชิงหมิงจึงวางหนังสือในมือลง หันไปมองเยวี่ยเจียพลางถามขึ้นว่า “เยวี่ยเจีย เจ้ากำลังปิดบังอะไรข้าอยู่ใช่
ไหม?”
เยวี่ยเจียก้มหน้าลงตํ่าไปอีกและพยายามจับชายเสื้อแน่น เลือกที่ไม่ตอบคำถาม
ต้วนชิงหมิงดูออกว่าเยวี่ยเจียมีเรื่องอยู่ในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา นางจึงลากเสียงยาวเอ่ยชื่อเยวี่ยเจียขึ้นมา “เย
วี่ยเจีย……”
ต้วนชิงหมิงมีความเคยชินอยู่อย่างหนึ่ง หากนางโมโหขึ้นเมื่อไหร่ มักจะเอ่ยชื่ออีกฝังโดยลากเสียงยาว บัดนี้ เสียง
เรียกของนางยาวขึ้น ย่อมแสดงว่านางเริ่มจะไม่พอใจขึ้นมาแล้ว
ทันทีที่เยวี่ยเจียเห็นต้วนชิงหมิงโมโหขึ้นมา จึงรีบกัดฟันตอบกลับ “คุณหนู บ่าวอยากถามคุณหนูเสียหน่อย เมื่อ
ครู่ในห้องของคุณหนูไม่มีใครเข้ามาใช่ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงพูดขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ “ห้องของข้าไม่มีใครเข้ามานี่หน่า เจ้าเป็นคนเฝั้าอยู่ข้าง
นอกแท้ มองไม่เห็นว่าใครมาหรือ?”
พอเยวี่ยเจียได้ฟังถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง… ที่แท้ องค์ชายสามปรากฏตัว ทว่าไม่ได้เข้ามาในห้อง?
เยวี่ยเจียเห็นชัดๆ ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋มายืนอยู่ตรงหน้าต่างเต็มทั้งสองตาส่วน ส่วนคุณหนูที่นั่งอ่านหนังสือโดยหัน
หลังให้หน้าต่าง อาจไม่ทันเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋มายืนมองอยู่ก็เป็นได้
คำถามในใจเหล่านี่ เยวี่ยเจียมิกล้าเอ่ยถามขึ้นมา แต่เมื่อได้ฟังคุณหนูบอกไม่มีผู้ใดมา นางก็ไม่กล้าเลยพูดต่อไป
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ เอ่ยถามเยวี่ยเจียขึ้น “หรือว่าเจ้าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยเรื่องนี้?”
เยวี่ยเจียรีบตอบกลับทันควัน “เออๆๆๆ… ตอนที่บ่าวก้าวออกไปอยู่หน้าประตู ได้เหลือบเห็นเหมือนมีมายืนอยู่
ตรงหน้าต่าง……”
เมื่อเยวี่ยเจียเล่าออกมายังไม่ทันจบ นางกลับนึกได้ว่าสิ่งที่พูดมานั้นไม่เหมาะสมยิ่งนัก คุณหนูคนหนึ่งอยู่ในห้อง
ส่วนตัวจะมีคนเข้าออกได้อย่างไร หากเรื่องนี้ถูกเล่าออกไป ชื่อเสียงของต้วนชิงหมิงคงต้องจบสิ้นกัน
ด้วยไหวพริบที่ดีเลิศของเยวี่ยเจีย พอเห็นสีหน้าของต้วนชิงหมิงไม่ค่อยพอใจขึ้นมา นางรีบแลบลิ้นปลิ้นตาพูด
กลบเกลื่อนว่า “อ๋อ… บ่าวอาจจะตาลายมองผิดไปเองเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงถึงกลับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยอีกครั้งหนึ่ง นางมองไปที่เยวี่ยเจียส่ายหน้าไปมา “เยวี่ยเจีย ไม่รู้หรือว่า
ยิ่งคนอยากปิดเรื่องมากเท่าไหร่ ยิ่งพยายามอธิบายมากขึ้นเท่านั้น… ข้าดูแล้วว่าเจ้าไม่ได้ตาลายหรอก แต่ใจของเจ้าไม่อยู่
ที่นี่ต่างหากใช่หรือไม่?”
เยวี่ยเจียฟังแล้วหัวเราะคิกคักออกมา “ใจของบ่าวนั้นยังอยู่กับคุณหนูที่นี่ จะลอยล่องไปอยู่ที่อื่นได้อย่างไรละ
เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงเอาแต่ชำเลืองดูโดยไม่ถามสิ่งใดต่อ
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้อยู่ที่นี่ เยวี่ยเจียก็ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นขนาดนั้น
นางรีบเก็บกวาดทำความสะอาดนํ้าชาที่หกอย่างว่องไวจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นรินนํ้าชาถ้วยใหม่ให้กับต้วนชิงห
มิง ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบหนังสือที่อยู่บนโต๊ะมายื่นให้ต้วนชิงหมิง ก่อนจะเดินออกไปโดยปิดประตูแนบสนิท
เมื่อเยวี่ยเจียเดินออกไปแล้ว ต้วนชิงหมิงกลับไม่มีกระจิตกระใจอ่านหนังสือต่อไปได้อีก
เมื่อครู่นี้ สีหน้าของเยวี่ยเจียนั้น ต้วนชิงหมิงอ่านออกจนหมดแล้ว บ่าวใช้ที่ติดตามมานานอย่างนานนั้น พูดความ
จริงหรือพูดปดขึ้นมา ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็สามารถแยกแยะได้ออก ส่วนคำแก้ตัวที่ว่าตาลายอะไรทำนองนั้น ล้วนเป็นข้อ
อ้างที่ไม่มีมูลทั้งสิ้น
สรุปแล้ว คนที่เยวี่ยเจียเห็นมาปรากฏตัวตรงหน้าต่างเมื่อครู่นั้นเป็นใครกัน? เหตุใดจึงมีการก้าวย่างที่เบาจนนาง
ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย?`
ต้วนชิงหมิงย่อมรู้นิสัยใจคอของเยวี่ยเจียเป็นอย่างดี หากมีใครที่ไม่ประสงค์ดีปรากฏตัวขึ้นมา บ่าวใช้อย่างนางจะ
ต้องรีบตะโกนขึ้นมาแล้ว แต่ปัญหาในตอนนี้คือ เยวี่ยเจียไม่เพียงจะไม่ตะโกนร้องเรียก หลับยังมีท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนกว่า
ปกติอีก เช่นนั้น เหตุผลเดียวที่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือเยวี่ยเจียต้องคุ้นเคยกับอีกฝั่าย และเชื่อมั่นว่าไม่ได้
มาด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี
เพียงแต่ว่าคนคนนี้จะเป็นใครกันแน่?
เนื่องจากโดยปกติแล้ว ต้วนชิงหมิงไม่ได้มีเพื่อนฝูงเยอะมากนัก ที่จะสามารถเข้านอกออกในได้ ทว่ามีคนที่มีความ
สามารถและเข้าออกตามอำเภอใจหลายต่อหลายครั้ง เห็นจะเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างแน่นอน!
เมื่อนึกว่าต้องเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ หางตาของต้วนชิงหมิงกลับกระตุกอยู่หลายครั้ง
หลังจากที่ได้จากลากันในครั้งก่อน นางนึกขึ้นมาได้ในทันทีว่าไม่ได้พบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋มานานมากแล้ว
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงใช้มือขึ้นมาลูบรอยแผลตรงข้อมือ แม้จะไม่ได้เจ็บปวดเหมือนในตอนแรก แต่ว่า
รอยแผลได้จางลงมากแล้วจนแทบมองไม่เห็นชัดเจน บาดแผลที่ต้วนชิงหมิงได้รับมานี้ เกิดขึ้นจากการที่นางใช้หินกรีดข้อ
มือเอาเลือดไปช่วยชีวิตเหยียนหลิ่งอวี๋ในยามวิกฤต
ต้วนชิงหมิงไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือที่อยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว นางจึงถอนหายใจและลุกยืนมองออกไปทางหน้าต่าง
เมื่อคํ่าคืนที่ผ่านมาได้มีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดทั้งคืน ทำให้กลิ่นดินกลิ่นทรายในใบไม้ผลิฤดูส่งกลิ่นหอมโชย
ไปทั่ว พร้อมกับบุปผาได้ชูช่อแข่งกันประชันกัน
ไม่ว่าบุปผาจะชูช่อหรือใบไม้จะผลิใบเขียวขจี แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนปรากฏตัวขึ้นมาเลย
ต้วนชิงหมิงอดขำตัวเองที่ไร้เดียงสากับความหวังลมๆ แล้งๆ เสียมิได้ หรือว่าเยวี่ยเจียจะตาลายขึ้นมาจริง?
มิอย่างนั้น ด้วยอุปนิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋ หากเขามาที่นี่ยังต้องกลํ้ากรายเข้ามาในห้องอย่างมิต้องสงสัย
ในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงคงทำได้เพียงเอื้อมมือออกไปปิดหน้าต่าง ที่แง้มไว้เพียงครึ่งบานลงให้สนิท แต่ตอนนั้นเอง
นางกลับเหลือบเห็นของชิ้นเล็กบางอย่างตกลงอยู่ที่ขอบหน้าต่างด้วยหางตา
นั่นเป็นหยกประจำตัวทรงคล้ายกระดองเต่าที่ค่อนข้างเล็ก ดูท่าแล้วจะต้องมีคนมายืนอยู่ตรงนี้และรีบร้อนออก
ไป จนทำตกหล่นเอาไว้อยู่ตรงขอบมุมหน้าต่าง หากไม่ทันสังเกตให้ดีย่อมมองไม่ออกอย่างแน่นอน
ต้วนชิงหมิงใจเต้นระรัวขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น นางยื่นมือออกไปหยิบหยกประจำตัวมาอยู่อย่างละเอียด อยู่ๆ
นึกขึ้นได้ว่าเป็นหยกที่ดูเหมือนชิ้นที่เหยียนหลิ่งอวี๋เคยนำติดตัวมาก่อน
หรือว่าเหยียนหลิ่งอวี๋มาที่นี่แล้ว?
เหตุใดมาแล้ว ไม่ให้ซุ่มให้เสียงแม้แต่น้อย?
หรือว่าการที่ต้วนชิงหมิงช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แม้แต่คำ “ขอบคุณ” ง่ายๆ สั้นๆ ก็พูดไม่เป็นแล้วหรือ?
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกเศร้าใจ… สงสัยนางคงลืมไปแล้วกระมัง เหยียนหลิ่งอวี๋ก็คือเหยียนหลิ่งอวี๋
เขาอยากจะทำอะไร หรืออยากจะพูดขอบคุณใคร ล้วนเป็นเรื่องของเขาทำได้ทั้งสิ้น โดยไม่มีใครกล้าบังคับได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้ว ต้วนชิงหมิงเอาแต่กำหยกประจำตัวไว้ในมืออย่างแนบแน่น จากนั้นได้หันหลังเดินไปอย่าง
เงียบเชียบ
บัดนี้ ต้วนชิงหมิงไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ระหว่างที่นางกำลังจะปิดหน้าต่างลงนํ้า ในที่ห่างออกไปไม่ไกลกลับมีเงาดำ
ของคนโยกไปโยกมาอย่างเห็นได้ชัด
คนคนนั้นคือเหยียนหลิ่งอวี๋ ที่เยวี่ยเจียเห็นเข้าเมื่อครู่นี้เอง
การมาของเหยียนหลิ่งอวี๋ในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพียงคนเดียว ด้านหลังของเขามีองครักษ์ลั่วสุ่ยติดตามมาด้วย
ในเวลานี้ เหยียนหลิ่งอวี๋มีสีหน้าอิดโรยซีดเซียวได้เห็นต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย เขาได้แต่กัดริม
ฝีปากแน่นนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ราวกับไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมาถึงจะเหมาะสม
เหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งสงบเงียบงัน ลั่วสุ่ยที่อยู่ด้านหลังก็เป็นเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีความคิดอยาก
กลับไป ลั่วสุ่ยจึงยํ่าเท้าด้วยความร้อนใจเป็นที่สุด
หมอหลวงได้กำชับแล้วกำชับหนาอย่าให้องค์ชายสามต้องลมเย็น อย่าทำงานหักโหม อย่าเที่ยวไปไหนต่อไหน
ต้องพักผ่อนร่างกาย แต่องค์ชายสามกลับทำเป็นเหมือนหูซ้ายทะลุหูขวา ตั้งแต่ที่ตื่นขึ้นมาจากอาการเวียนหัวและตัวร้อน
สูง ก็รีบมุ่งตรงมาที่จวนต้วนในทันใด
อีกสิ่งที่ลั่วสุ่ยยังไม่เข้าใจคือ การที่องค์ชายสามมาจวนต้วนก็มาเถอะ แต่เหตุใดพอมาถึงจวนต้วนแล้ว กลับไปเข้า
ไปหาต้วนชิงหมิงโดยตรง เอาแต่ลับๆ ล่อๆ ซุ่มอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย